ใครใช้รถต้องรู้ไว้!! น้ำมันเกียร์สำคัญกว่าที่คิด

ใครใช้รถต้องรู้ไว้!! น้ำมันเกียร์สำคัญกว่าที่คิด

ปวดหัวกันอยู่ไหม?? กับการที่เวลานำรถเข้าศูนย์ซ่อมแต่ละที ช่างก็มักจะถามว่า “ได้เปลี่ยนน้ำมันโน่นนี่นั่นแล้วหรือยัง” หนึ่งในนั้นก็มักจะมี “น้ำมันเกียร์” รวมอยู่ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าน้ำมันเกียร์เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก และคุณอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนเลยก็เป็นไปได้

แต่ทว่าปัญหาเหล่านี้จะหมดไปถ้าหากคุณได้อ่านบทความนี้ คุณจะได้เป็นผู้รู้และชำนาญในเรื่องน้ำมันเกียร์ ว่าควรทำอย่างไร และเปลี่ยนตอนไหนถึงจะดีและถนอมรถยนต์ให้อยู่กับคุณได้นานมากที่สุด ว่าแล้วก็ไปอ่านกันเลย

น้ำมันเกียร์ ทำหน้าที่อะไรในรถ

เริ่มกันด้วยสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนเลยนั่นก็คือ “น้ำมันเกียร์” ทำหน้าที่อะไร ตามชื่อของมันเลยเป็นน้ำมันที่เอาไว้หล่อลื่นเฟืองเกียร์ เพราะเกียร์อีกอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยให้รถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ น้ำมันเกียร์จึงใส่เพื่อให้ระบบเกียร์ทำงานได้อย่างไหลลื่นไม่ติดขัด รวมไปถึงทำให้ฟันเฟืองแต่ละซี่ไม่สบกันโดยตรง ลดแรงเสียดสีของชิ้นส่วนภายในระบบเกียร์ และที่เจ๋งที่สุดเลย คือ เพื่อป้องกันสนิมที่เกิดจากความชื้นหรือปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้และขัดกับระบบทำงาน ซึ่งน้ำมันเกียร์ก็สามารถแยกออกได้เป็น 2 ประเภทด้วยกัน

1. น้ำมันสำหรับเกียร์ธรรมดา

จะเป็นน้ำมันที่มีความหนืดสูง เนื่องจากจะต้องนำไปใช้กับระบบคลัทช์ ด้วยการที่วิธีเปลี่ยนเกียร์ของรถยนต์เกียร์ธรรมดานั้น มักจะเกิดการเสียดสีที่ค่อนข้างสูง จึงต้องมีค่าความหนืดที่สูงกว่า ซึ่งปกติแล้วมักจะใช้ค่าความหนืดที่ 75W-85 ขึ้นไป

2. น้ำมันสำหรับเกียร์ออโต้

ในส่วนเกียร์ออโต้ น้ำมันเกียร์จะมีความหนืดน้อยกว่า เพราะระบบของเกียร์ออโต้เป็นแบบฟันเฟือง ทำให้มีการเสียดสีน้อย การเลือกใช้น้ำมันค่าความหนืดต่ำจะช่วยให้น้ำมันไหลลื่นไปเคลือบชิ้นส่วนอื่น ๆ ได้ดียิ่งขึ้น โดยส่วนใหญ่จะใช้ค่าความหนืดที่ OW-5 หรือ 5W-10

คุณสมบัติของน้ำมันเกียร์

1. ไม่กัดกร่อนวัสดุในกระปุกเกียร์ เช่น โลหะ ยาง พลาสติก หรือวัสดุอื่น ๆ ได้

2. ไม่สามารถติดไฟได้ ไม่เสื่อมสภาพ และทนต่อความร้อนสูง

3. ป้องกันการเกิดสนิม ป้องกันความชื้น ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดฟองตามมา

4. ไม่มีความหนืดมาก มีลักษณะใสที่อุณหภูมิต่ำ สามารถแทรกซึมผ่านวาล์วหรือช่องว่างต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

น้ำมันเกียร์ธรรมดาและออโต้ใช้แทนกันได้หรือไม่

อาจจะพอเดา ๆ กันได้อยู่บ้าง เรื่องของค่าความหนืดที่มีผลกับเรื่องของระบบเกียร์ที่แตกต่างกันออกไปของระหว่างเกียร์ธรรมดา และเกียร์ออโต้ แน่นอนว่า น้ำมันเกียร์ควรแยกประเภทกันอย่างชัดเจน ไม่ควรใช้แทนกัน เพราะอาจทำให้เกิดผลเสียตามมาได้

TIPS : ก่อนเลือกซื้อน้ำมันเกียร์ควรตรวจสอบให้มั่นใจว่าจะใช้กับรถยนต์ประเภทไหน

วิธีตรวจสอบน้ำมันเกียร์

จะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำมันเกียร์ในรถของเราเสื่อมคุณภาพ และไม่ไหวจะใช้อีกต่อไปแล้ว ง่าย ๆ เลยเพียงแค่ดูสีของน้ำมันเกียร์ เดิมทีแล้วน้ำมันจะเป็นสีเหลืองไม่ก็เป็นสีแดง ซึ่งถ้าหากเปิดออกมาดูแล้วพบบว่าเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลหรือสีดำ นั่นคือสัญญาณที่ว่าควรเปลี่ยนได้แล้ว โดยขั้นตอนการตรวจสอบมีดังนี้

ขั้นตอนการตรวจสอบ

1. ให้เข้าเกียร์ P และดึงเบรกมือ

2. ดึงก้านวัดขึ้นและค่อย ๆ ทำความสะอาดบริเวณก้านวัด 

3. เสียบก้านวัดกลับไปที่เดิม และดึงกลับขึ้นมาใหม่

4. สังเกตรอยน้ำมัน ระดับก้านวัดจะมีรอย 4 รอย คือ 2 รอยล่าง แสดงระดับขณะเครื่องเย็น และ 2 รอยบน ขณะเครื่องร้อนหรือเครื่องยนต์ทำงาน

TIPS : ซึ่งระดับของน้ำมันเกียร์จะต้องไม่ต่ำจนเกินไป

รู้หรือไม่ว่า น้ำมันเกียร์ มีระยะเวลาที่ควรเปลี่ยนอยู่

อย่าแค่มานั่งรอให้น้ำมันนั้นเปลี่ยนสีจากสีเดิมเป็นสีดำ จริง ๆ แล้วมันมีระยะเวลาที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันในแต่ละครั้งอยู่ ซึ่งการเปลี่ยนแต่ละครั้งแนะนำอยู่ที่ทุก ๆ 20,000 กิโลเมตร (ถึอว่ามากพอสมควรเลย) ซึ่งยอมเปลี่ยนก่อนที่น้ำมันเหล่านี้จะทำให้ระบบเกียร์พัง แต่ที่จะแค่เสียแค่ค่าน้ำมัน ทีนี้ได้เสียเสียค่ายกระบบเกียร์ใหม่แทนก็ไม่ไหวเหมือนกัน

TIPS : จดเตือนทุกครั้งหลังที่เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ ว่าครั้งถัดไปเปลี่ยนที่เลขไมล์เท่าไร

น้ำมันเกียร์เสื่อมคุณภาพเกิดจากอะไร

เกิดได้จากหลากหลายปัจจัยเป็นอย่างมาก ซึ่งส่วนใหญ่ที่พบเจอกัน คือ ซื้อน้ำมันเกียร์ที่ไม่ได้คุณภาพ และไม่ตรงกับประเภทของเกียร์ที่ใช้นำมาเปลี่ยน ซึ่งก็จะทำให้น้ำมันนั้นเสื่อมสภาพได้เร็วยิ่งขึ้น ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ ก็อาจจะส่งผลให้รถยนต์เกิดอาการต่างๆ ได้ถ้าไม่ยอมเปลี่ยน

ถ้าไม่เปลี่ยนน้ำมันเกียร์รถจะเป็นอย่างไร

ปัญหาที่จะเจอหลัก ๆ ก็จะเกิดที่ระบบเกียร์นี่แหละ ซึ่งจะมีอาการบ่งบอกระหว่างขับรถอย่างชัดเจน ซึ่งหากทนขับต่อไปต้องไม่ดีแน่ ๆ ซึ่งรถยนต์จะเกิดอาการแปลก ๆ ต่อไปนี้

1. เกียร์จะสะดุด เมื่อเข้าเกียร์ขับเคลื่อน อย่างเกียร์ D หรือเกียร์ R

2. เมื่อเปลี่ยนเกียร์แล้ว เกียร์ไม่ทำงานในทันที

3. เมื่อเปลี่ยนเกียร์แล้วเกิดเสียงดัง ครืด ๆ เหมือนมันอะไรติดขัดอยู่

4. นำมันหมดเร็วขึ้น เพราะเกิดมาจากเกียร์ที่ทำงานไม่สอดคล้องกับเครื่องยนต์

สรุปท้ายบทความ น้ำมันเกียร์สำคัญอย่างไร

เกียร์ในรถยนต์นั้นมีความสำคัญเท่าไร น้ำมันเกียร์ก็สำคัญมากเท่านั้น หากเกียร์เสียหายไป อาจจะทำให้รถยนต์ใช้ไม่ได้ หรืออาจจะเกิดอุบัติเหตุตามมาเลยก็เป็นได้ ซึ่งหนึ่งในโอกาสที่จะทำให้ระบบเกียร์เกิดการชำรุดเสียหายได้นั้น ก็มีส่วนหนึ่งที่มาจากน้ำมันเกียร์ที่เก่าเกินกว่าการใช้งาน ดังนั้นควรหมั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์เมื่อถึงกำหนดการเปลี่ยนทุกครั้ง อย่าลืมเป็นอันขาด

หากใครถึงกำหนดในการเปลี่ยนน้ำมันเกียร์หรือต้องดูแลระบบเกียร์เพิ่มเติม สามารถหาอุปกรณ์และน้ำมันเกียร์ที่ Kaidee ที่มีทั้งอุปกรณ์ดูแลรถยนต์คุณภาพเยี่ยมมากมาย ให้รถยนต์ที่รักของคุณนั้นมีประสิทธิภาพที่ดี ใช้งานยืนยาว

ตรวจเช็กรถ แบบง่าย ๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง

ตรวจเช็กรถ แบบง่าย ๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง

เชื่อได้เลยว่า รถคงเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับใครหลายคนในการเดินทางในชีวิตประจำวัน แต่ยิ่งใช้รถบ่อยแค่ไหนรถก็ยิ่งเสื่อมโทรมลงไป ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยเราจึงควรจะตรวจเช็กสภาพรถเป็นประจำ และวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการ ตรวจเช็กรถ แบบง่าย ๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง แบบไม่ต้องไปไกลถึงอู่ !

ต้อง ตรวจเช็กรถ ส่วนไหนบ้าง ?

น้ำมันเครื่อง

น้ำมันเครื่องถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของรถยนต์ทุกชนิดเลยก็ว่าได้ น้ำมันเครื่องมีประโยชน์ในการช่วยลดแรงเสียดทานในตัวเครื่องยนต์รถ ดังนั้นเมื่อน้ำมันเครื่องของเราไม่เพียงพอก็จะทำให้เกิดการสกปรกของเครื่องยนต์จากการทำงานหนักเกินไป และส่งผลถึงน้ำมันที่สิ้นเปลืองอีกด้วย เราจึงควรตรวจเช็กระดับของน้ำมันเครื่องภายในรถยนต์ให้อยู่ในระดับที่พอดีเสมอ

โดยขั้นตอนในการเช็กน้ำมันเครื่องนั้นจำเป็นจะต้องจอดรถให้อยู่ในระดับที่แบนราบเพื่อความแม่นยำในการวัด ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องที่อยู่ในกระโปรงรถ เช็ด แล้วใส่กลับไปที่เดิมเพื่อวัดระดับน้ำมันเครื่องภายในรถ และดึงออกมาอีกครั้งเพื่ออ่านผล ถ้าน้ำมันอยู่ในระหว่างตัว F และ L หรือ Max และ Min แสดงว่าน้ำมันเครื่องอยู่ในระดับปกติ และให้สังเกตสีน้ำมันเครื่องว่ามีสีดำผิดปกติหรือไม่

ละรู้ไหมว่ารถแต่ละแบบก็น้ำมันกันคนละประเภท ซึ่งถ้าใครยังไม่รู้ก็สามารถเข้าไปอ่านบทความ ข้อควรรู้ ! รถแบบไหน ควรเติมน้ำมันอะไร เพิ่มเติมได้

ตรวจเช็กรถ น้ำมันเครื่อง
ตรวจเช็กรถนขอบคุณรูปจาก: StockSnap

น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ

ด้วยการทำงานของรถยนต์ที่มีการเสียดสีกันภายในตัวเครื่อง ทำให้น้ำมันเกียร์เป็นน้ำมันที่ช่วยหล่อลื่นเกียร์ในรถยนต์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง ส่วนการวัดระดับน้ำมันเกียร์จะแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ ระดับ Cold ที่ใช้วัดในขณะที่ดับเครื่องมามากกว่า 2-3 ชั่วโมง และ ระดับ Hot ที่ใช้วัดขณะที่มีการสตาร์ตเครื่องยนต์มากกว่า 15 นาที ซึ่งการวัดระดับ Hot นั้นจะมีประสิทธิภาพในการวัดมากกว่า

ผู้วัดต้องมีการสตาร์ตรถในที่แบนราบ และเลื่อนเกียร์รถไปทุกตำแหน่ง ตำแหน่งละ 5 วินาที โดยเริ่มจาก P R N และอื่น ๆ ตามลำดับ แล้วจึงกลับมาที่ P จากนั้นทำการเปิดกระโปรงรถโดยไม่ต้องดับเครื่องยนต์ ปล่อยทิ้งไว้ 1-2 นาที แล้วดึงก้านวัดน้ำมันเกียร์ออกมาเช็ดทำความสะอาด ใส่กลับเข้าไป ดึงขึ้นมาอีกครั้งเพื่ออ่านค่า น้ำมันเกียร์ที่ดีควรอยู่ในระหว่าง E-F หรือ L-H ถึงจะถือว่าปกติ

ยางรถ

การตรวจเช็กยางรถยนต์ให้อยู่ในสภาพที่ดี มีลมยางและคุณภาพของยางในระดับที่ดีนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะที่การยางรถไม่มีลมมากพอและคุณภาพของยางที่เสื่อมสภาพลงนั้นจะทำให้เกิดผลกระทบต่อการเหยียบเบรกอย่างมีประสิทธิภาพได้ เพราะยางรถมีหน้าที่สำคัญในการลดแรงเสียดทานระหว่างพื้นถนนและรถยนต์นั่นเอง

วิธีการตรวจเช็กยางนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนได้แก่ ลมยาง และ ตัวยางรถยนต์ โดยการตรวจเช็กลมยางสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการสังเกตล้อทั้ง 4 ข้างว่ามีลักษณะปกติหรือไม่ ส่วนตัวยางให้สังเกตรอยฉีกขาด รั่ว หรือ สเปกยางรถยนต์ว่าตรงกับรถรุ่นนั้น ๆ หรือไม่

ระบบระบายความร้อน

เมื่อรถยนต์มีการทำงาน จะทำให้เครื่องยนต์เกิดการเผาไหม้ที่สูงมาก และถ้าหากไม่ได้มีการระบายความร้อนที่ดี ก็อาจเกิดผลเสียต่อระบบเครื่องยนต์ได้ จนอาจเกิดการแตกหัก กำลังเครื่องยนต์ลดลง หรือถึงขั้นเครื่องยนต์ดับได้ และส่วนประกอบที่สำคัญของการระบายความร้อนคงจะหนีไม่พ้น หม้อน้ำ ที่เป็นสาเหตุที่หลายคนพบเจอเมื่อเครื่องยนต์ดับ ซึ่งเราควรตรวจเช็กหม้อน้ำและส่วนอื่น ๆ ของการระบายความร้อนภายในรถยนต์ ดังนี้

ก่อนที่จะเริ่มทำการตรวจเช็กระบบระบายความร้อน เราต้องรอให้เครื่องยนต์เย็นลง แล้วเริ่มเช็กหม้อน้ำว่าน้ำยาในหม้ออยู่ในระดับที่พอดีและมีรอยแตกหรือไม่ แล้วจึงตรวจสอบสายพานต่าง ๆ ว่าอยู่ในสภาพดีหรือไม่ และทำการซ่อมแซมเบื้องต้นหากมีความผิดปกติใด ๆ

ระบบแอร์

การอยู่ในห้องโดยสารที่อากาศร้อนอบอ้าวคงจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เราจึงควรตรวจเช็กระบบแอร์ของรถยนต์แบบเบื้องต้นเพื่อให้รู้และแก้ไขทัน ไมว่าจะเป็น น้ำยาแอร์ ท่อ สายพาน และช่องแอร์ภายในรถโดยสาร

เริ่มจากการตรวจเช็กน้ำยาแอร์ว่ามีปริมาณน้อยเกินไปหรือไม่จากการสังเกตช่องใสว่ามีฟองอากาศหรือไม่ ถ้ามีหมายถึงน้ำยาแอร์เริ่มลดน้อยลงเกินไป ให้ทำการเติม พร้อมตรวจรอยรั่วของท่อแอร์ ความหย่อนยานสายพาน รวมถึงฝุ่นบริเวณช่องแอร์และแผ่นกรองเพื่อความสบายของคุณเอง

เบรก

เบรกเสีย ถือเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน เพราะอย่างที่เรารู้กันว่า เบรกทำหน้าที่ในการชะลอความเร็วของรถ เบรกจึงมีความสำคัญที่สุดสำหรับการขับขี่รถยนต์ ดังนั้นการตรวจเช็กเบรกรถจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการขับขี่เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน

โดยการสังเกตเบรกทำได้ง่าย ๆ จากความผิดปกติต่าง ๆ ได้แก่ เสียงดังอี๊ด เบรกสั่น เบรกแข็ง เบรกจม เบรกติด เบรกปัด เบรกเฟด หรือเบรกแตก นั่นแปลว่าจานหรือผ้าเบรกอาจชำรุด หาย และหมด

ระบบไฟ

ระบบไฟ ถือเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้เราสามารถรู้สถานะต่าง ๆ ของเครื่องยนต์อื่น ๆ ได้ดี รวมถึงทำให้รถคันอื่นบนท้องถนนได้เข้าใจถึงสถานะของรถยนต์ของเราได้ว่าต้องการเลี้ยว หยุด หรือถอยหลัง รวมถึงช่วยในการส่องแสงยามที่มีหมอกควันหรือตอนกลางคืนอีกด้วย การที่มีระบบไฟปกติจึงถือว่าเป็นหนึ่งสิ่งสำคัญในการขับขี่

ในการตรวจระบบไฟเราสามารถตรวจได้ตามจุดต่าง ๆ ด้วยตาเปล่า ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้ารถ ไฟท้ายรถ ไฟเลี้ยว ไฟสูง และไฟรถสำหรับภายนอก ส่วนภายในควรตรวจเช็กไฟที่แสดงสถานะของเครื่องยนต์ว่าทำงานปกติหรือไม่

ตรวจเช็กรถ ไฟ
ขอบคุณรูปจาก: PublicDomainPictures

แบตเตอรี่

ถ้าหากว่าคุณสตาร์ตรถนานผิดปกติกว่ารถยนต์จะติด นั่นอาจหมายถึงแบตเตอรี่ได้เสื่อมสภาพลงแล้ว เพราะแบตเตอรี่มีหน้าที่ในการป้อนกระแสไฟฟ้าให้ส่วนต่าง ๆ ภายในรถยนต์ หรือที่เรียกว่าเป็นกระแสไฟฟ้าสำรองให้กับรถยนต์นั่นเอง

ซึ่งการตรวจเช็กแบตเตอรี่แบบง่าย ๆ คือสังเกตความผิดปกติของการสตาร์ตเครื่องยนต์ว่าใช้เวลานานหรือไม่ หรืออาจทำการเช็กที่ตัวก้อนแบตเตอรี่ว่าระดับน้ำกรดอยู่ในระดับที่พอดีหรือไม่ ตัวแบตเตอรี่มีรอยร้าวไหม รวมถึงเช็ดทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่เพื่อป้องกันการระเบิด

ตรวจเช็กรถ แต่รถไม่ไหวแล้ว

นี่คือวิธีการ ตรวจเช็กรถ เบื้องต้นที่ทำได้ด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ ยังไม่ต้องรีบเข้าอู่รถ แต่ถ้ารถยนต์ของคุณเกิดความเสียหายหรือเสื่อมสภาพจนไม่สามารถซ่อมได้ ก็เข้ามาหารถคันใหม่ที่มีสภาพดี ๆ ได้ใน Kaidee Auto เพราะที่นี่มีรถยนต์สภาพดี ราคาคุ้มค่าให้คุณเลือกมากมายแน่นอน