May 7, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
หากคุณกำลังเผชิญกับความเบื่อ เฉา เหงา ซึม กับการที่ต้องอยู่บ้านนานเกินไป… สิ่งหนึ่งที่ตบบ่าแล้วบอกให้เพื่อนๆ รู้ไว้ว่า “เราคือเพื่อนกัน”
ด้วยความที่สถานการณ์ช่วงนี้ เอื้อให้เราอยู่แต่บ้านเพื่อความปลอดภัยทางสุขภาพกาย ทว่าการกระทำซ้ำๆ เหล่านั้น กลับไม่ช่วยให้สุขภาพใจของเราเบิกบานแต่อย่างใด หันซ้ายไปก็เจอกับ “จำนวนผู้ติดเชื้อ” ที่เพิ่มขึ้น หันขวาไปก็ “ฉันติดหรือยังนะ”
ในเมื่อความจริงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ และเราน่าจะต้องอยู่กับเรื่องราวพวกนี้ไปอีกนาน มาหาวิธีมีความสุขกันแบบพอสังเขปในช่วงนี้กันดีกว่า ซึ่งหนึ่งในเวย์ที่ตัวเราเองเลือก คือการพาตัวเองหนีความจริง ด้วยการเข้าสู่โลกของตัวอักษร ท่องโลกกว้างไปกับเรื่องราวต่างๆ กับหนังสือท่องเที่ยว
แนะนำ 5 หนังสือท่องเที่ยวเล่มโปรด
เชื่อว่าหลายๆ คน “ตกหลุมรัก” การเดินทางท่องเที่ยวไม่ต่างจากเรา ไหนๆ ช่วงนี้ไปไหนไม่ได้ มาเพลิดเพลินกับเรื่องราวการเดินทางของคนอื่นไปพลาง เก็บ Destination และทำลิสต์ๆ ไปพลาง ถึงเราไม่ได้ไปเอง ได้เที่ยวผ่านเรื่องเล่าของคนอื่น ก็น่าจะพอทำให้ หัวใจของคุณ กระชุ่มกระชวยได้ไม่น้อย
มาดู 5 หนังสือท่องเที่ยวเล่มโปรดของเรากันค่ะ
1. บันทึกการเดินทางของนายวิชัย มาตกุล
นักเขียน : วิชัย มาตกุล สำนักพิมพ์ : แซลมอนบุ๊คส์ ราคา : 200 บาท
หากมีคนถามเราว่า “หนังสือท่องเที่ยว” อันดับต้นๆ ที่ปรารถนาให้คนอื่นได้อ่าน เราขอแนะนำหนังสือ “บันทึกการเดินทางของนายวิชัย มาตกุล คนไทยเชื้อสายจีนที่ไม่เคยไปประเทศจีนมาก่อน แต่ฝันว่าอยากไปกำแพงเมืองจีน อยากเห็นสนามกีฬารังนกสักครั้ง และซื้อรองเท้าไนกี้สักคู่”
ใช่ค่ะ นั่นคือชื่อหนังสือเวอร์ชั่นเต็มๆ ของคุณวิชัย
ด้วยความชอบส่วนตัวที่ “อิน” กับการเที่ยวประเทศจีนเป็นทุนเดิม ใครเป็นสายเดินทาง คงพอจะทราบว่า จีนมักเป็นทริปที่มีเรื่องเล่าสนุกๆ เกินความคาดหมายทั้งความยิ่งใหญ่ของสถานที่ ความหลากหลายของอาหารการกิน รวมถึงอัตลักษณ์พิเศษที่มีเฉพาะ “คนจีน” เท่านั้น
อะไรที่คุณไม่เคยพบเคยเจอ อะไรที่คุณไม่เคยเห็น คุณวิชัยจะพาคุณไปสัมผัสกับประสบการณ์การเที่ยวจีนในแง่มุมชวนยิ้ม ทั้งตลาดขายของก็อป กำแพงเมืองจีน ประธานเหมา เจ๋อ ตุง โจรล้วงกระเป๋า และที่พลาดไม่ได้ก็คือ ห้องน้ำ! !
เป็นหนึ่งในหนังสือไม่กี่เล่ม ที่เราใช้เวลาอ่านภายในหนึ่งวัน!
2. Live From Planet Earth สดจากโลกมนุษย์
นักเขียน : สิระ บุญสินสุข สำนักพิมพ์ : เดย์ โพเอทส์ ราคา : 345 บาท
หนังสือประสบการณ์ท่องโลกกว้างครั้งแรกของ “แพท สิระ” ซึ่งรวมเอา Passion ที่เรารักทั้งสองอย่างเอาไว้ในเรื่องเดียวกัน อย่าง “ดนตรีและการเดินทาง”
ดังนั้น นิยามง่ายๆ ของหนังสือ Live From Planet Earth สดจากโลกมนุษย์ จึงเป็นเรื่องของ “การท่องเที่ยวเชิงดนตรี” ของคนที่ไม่เคยอยากเดินทางไปไหน เพราะไม่เก็ทว่าการออกไปเจอโลกใบใหม่นั้น จะตอบคำถามอะไรในชีวิต กระทั่งพบว่าดนตรีดีๆ นี่แหละ ที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้เขาออกเดินทาง
“มิตรภาพระหว่างคนดนตรีแบบไม่จำกัดเชื้อชาติและสีผิว” คือหนึ่งในความสุขที่คุณจะพบในหนังสือเล่มนี้ ที่สำคัญระหว่างการเดินทาง คุณแพทยังมีกิมมิคเล็กๆ ด้วยการสอดแทรกเนื้อเพลงต่างๆ เอาไว้ ให้เราอินจนต้องหยิบมือถือขึ้นมาเสิร์ชเพลงนั้นๆ เพื่อเปิดคลอระหว่างอ่าน นอกจากเปิดโลกการเดินทางแล้ว ยังเปิดโลกการฟังเพลงของเราไปอีกขั้นหนึ่งด้วย
3. Lonely Land ดินแดนเดียวดาย
นักเขียน : เบลล์ จิรเดช / jirabell สำนักพิมพ์ : บันบุ๊คส์ ราคา : 270 บาท
เข้าสู่ “ดินแดนเดียวดาย” ของอีกหนึ่งนักเขียนคนโปรดของเรา อย่างคุณ “เบลล์ จิรเดช” ที่ตอนนี้อัปขึ้นไปเป็นบรรณาธิการนิตยสารสุดคูล ของเหล่าวัยรุ่นเมืองไทย อย่าง a day ไปเป็นที่เรียบร้อย
หนังสือเล่มนี้จะพาพวกเราโล้สำเภาโบราณ Duk Ling ไปพบความเดียวดายที่คนเหงาไม่เท่ากัน ใน “ฮ่องกง” ผ่านประสบการณ์และความทรงจำของพี่เบลล์ เมื่อครั้งที่เขาต้องกลับไปเยี่ยมญาติที่เมืองนั้น (เรือสำเภาโบราณ Duk Ling คือเรือไม้ที่จอดอยู่บริเวณอ่าววิคตอเรีย หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเกาะฮ่องกง)
ภายใต้เมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงและความศิวิไลซ์มากมาย ความเดียวดายถูกถ่ายทอดด้วยการเดินทางกลับไปเยี่ยมญาติแบบเหงาๆ ของพี่เบลล์ “ความอบอุ่นใจ” และรอยยิ้มที่มุมปากเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว ระหว่างที่เรากำลังซึมซับไปกับความรัก และความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว
4. LONG LONG WAY
นักเขียน : ศรภัทร ภัทราคร สำนักพิมพ์ : แซลมอนบุ๊คส์ ราคา : 340 บาท
มาต่อกันที่อีกหนึ่งหนังสือท่องเที่ยว ที่บอกเล่าการเดินทางผ่านมุมมองเฉพาะทางของอดีตสถาปนิก “ศรภัทร ภัทราคร” ผู้มองเห็นชีวิตในงานสถาปัตย์ ทั้งยังเป็นเจ้าของเพจ “decided to live full time in a hotel” อีกด้วย
จากแบ็คกราวนด์ที่ปูมาในย่อหน้าก่อน หลายคนน่าจะพอเดาได้แล้วว่า “LONG LONG WAY” เล่มนี้ คงเป็นหนังสือท่องเที่ยวเชิงสถาปัตยกรรมอย่างแน่นอน ใครเป็นสาย Architecture น่าจะพึงพอใจเป็นแน่ ทั้งยังมีเกร็ดความรู้เรื่องศิลปะ ประวัติศาสตร์ สอดแทรกให้คุณอ่านอย่างเพลิดเพลิน
ยิ่งเป็นการเดินทาง 7 ประเทศในยุโรปแล้ว ยิ่งเต็มไปด้วยความรื่นรมย์กับงานศิลปะในประเทศต่างๆ ที่มีเอกลักษณ์และเรื่องราวเฉพาะตัว ได้รู้ถึงที่มาที่ไปของสถานที่ต่างๆ ที่เราไม่เคยรู้ ผ่านแง่มุมที่ลึกซึ้งกว่าที่เราเคยเข้าใจ เรียกได้ว่าเป็นหนังสืออีกเล่มที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ให้เราอยากไปเที่ยวยุโรปสักครั้งในชีวิต!
5. เที่ยวไม่ง้อไกด์เกาหลี โซล-ปูซาน
นักเขียน : เม ศศิญากร สำนักพิมพ์ : Tibbook ราคา : 365 บาท
เล่มสุดท้ายเป็นหนังสือท่องเที่ยวจ๋าๆ จัดเต็มในสไตล์ Guidebook ซึ่งเน้นขั้นตอน วิธีการต่างๆ How to ไปเที่ยวด้วยตัวเองอย่างไรให้รอดและแฮปปี้ มีอะไรที่คุณต้องรู้ก่อนไป หรือไปแล้วต้องไปที่ไหน กินอะไร ต้องช้อปที่ไหน มั่นใจได้เลยว่าหนังสือเล่มนี้มีคำตอบให้คุณแน่นอน
“เที่ยวไม่ง้อไกด์เกาหลี โซล-ปูซาน” เล่มนี้จะพาคุณเพลิดเพลินไปกับทุกย่านดังในโซลถึง 5 วันเต็ม ก่อนพาลัดเลาะออกไปเมืองอื่นๆ รอบโซล ทั้งอินชอน ซูวอน และสวนสนุกเอเวอร์แลนด์ เกาะนามิ ฯลฯ จากนั้นพาลงใต้ รับลมชิลล์ๆ ไปกับเมืองตากอากาศริมทะเลชื่อดัง อย่าง “ปูซาน”
ครบถ้วนกับทุกไฮไลต์ ทั้งแพลนเที่ยว ข้อมูลการเดินทาง รายละเอียดสถานที่เที่ยว แผนที่ครบทุกย่าน ทุกเมือง ดูง่ายสบายตา เรียกว่าทำการบ้านเอาไว้ให้แน่น พร้อมเมื่อไรก็ออกเดินทางได้ทันที!
เที่ยวทิพย์ผ่านหนังสือท่องเที่ยว
5 หนังสือท่องเที่ยว ที่แนะนำไปนั้น เราตั้งใจคัดสรรมาให้หลากหลายแนว มีความเฉพาะเจาะจงบ้างในแต่ละศาสตร์ ทั้งดนตรีและดีไซน์ สอดแทรกด้วยประสบการณ์ฮาๆ และความทรงจำสุดอุ่นใจให้อ่านกันได้เพลินๆ ไป จนถึงเที่ยวตามได้จริงเลยก็มี เพื่อให้ถูกใจกับไลฟ์สไตล์แต่ละคนมากที่สุด
เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนน่าจะมีเวลาว่างกันมากขึ้น อย่าปล่อยให้ตัวเองเฉาไปกับข้อมูลข่าวสาร แบ่งเวลามาเติมแพชชันและแรงบันดาลใจดีๆ ในสิ่งที่คุณรัก ด้วย “หนังสือ” ดีๆ สักเล่ม ให้ตัวอักษรพาเราเพลิดเพลินไปกับโลกกว้าง
ขับเคลื่อนชีวิตให้มีความหวัง ด้วยหนังสือดีๆ ที่ kaidee
Dec 14, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
สมัยนี้มีเทรนด์ใหม่ๆเกิดขึ้นมาเยอะแยะมากมาย บางเทรนด์ก็เป็นกระแสในช่วงสั้นๆ แต่บางเทรนด์ก็เกิดขึ้นมานานแล้วแต่กลับมาเป็นกระแสใหม่อีก เช่นเทรนด์ Staycation เพราะในช่วงที่เราเที่ยวไหนไกลๆแบบต่างประเทศไม่ได้ เที่ยวต่างถิ่นก็ไม่สบายใจเรื่องโรคต่างๆ การเที่ยวไม่ไกลแต่ไปย้ายที่ไปพักกายพักใจก็เป็นเรื่องที่ดี และเหมาะสมที่สุดกับการเที่ยวในช่วงนี้
อะไรคือ Staycation
เทรนด์ Staycation นี้แท้จริงแล้วเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2008 ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งในปีนั้นอเมริกาประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทำให้การใช้เงินของแต่ละบ้าน แต่ละครอบครัวนั้นลดน้อยลง และทุกคนต่างรัดเข็มขัดกันอย่างแน่นหนา
นอกจากนี้เรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมของอเมริกาในตอนนั้นก็เป็นหนึ่งในปัญหาที่ผู้คนต่างตระหนัก ยิ่งทำให้การเดินทางท่องเที่ยวลดน้อยลงไปอีก เพื่อลดมลภาวะและให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟู
จนเกิดเทรนด์ Staycation ที่ช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนต่อได้ และให้ความเครียดของคนลดน้อยลง โดย Staycation นี้จะเป็นการเที่ยวใกล้ๆ โดยสามารถเดินทางโดยรถโดยสารสาธารณะ ไปยังสถานที่ในตัวเมือง รอบๆเมือง รวมถึงปริมณฑล และจะกลับมานอนที่บ้านหรือไปพักโรงแรมในละแวกนั้น เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
Staycation ดีอย่างไร
การเที่ยวแบบง่ายๆ ใกล้ๆ หลายคนคงคิดว่าคงไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากมาย แต่แท้จริงแล้วมีประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ถึงระดับสังคมก็ว่าได้เลยทีเดียว
1.ช่วยลดความเครียด
แน่นอนว่าทุกการท่องเที่ยวนั้นจะช่วยลดความเครียดของเราเสมอ ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล แต่การเที่ยวแบบ Staycation นี้จะทำให้เราไม่ต้องคอยกังวลเรื่องการเดินทางต่างๆ รวมถึงการได้มาเที่ยวมาดูสถานที่ใกล้ๆที่อยู่อาศัยของเรา จะทำให้เราได้รู้จักกับที่นั้นๆเพิ่มมากขึ้น และอาจเจอที่พักใจดีๆหรือร้านลับประจำตัวใกล้บ้านก็เป็นได้นะ
2.ช่วยลดมลภาวะ
การเที่ยวแบบ Staycation มักจะเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะต่างๆ เช่น รถตู้ รถเมล์ เพราะด้วยระยะทางใกล้ๆ จะทำให้ลดมลภาวะเรื่องฝุ่นควันที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมได้ แม้ว่าในข้อนี้อาจจะดูเล็กน้อย แต่หากคุณลองนึกภาพตามว่าถ้ามีคน Staycation กันมากขึ้น มลภาวะก็จะยิ่งลดลงตามไปด้วย
3.ช่วยเศรษฐกิจภาคท้องถิ่น
การเดินทางไปท่องเที่ยวแบบ Staycation นอกจากได้ความเพลิดเพลิน ลดความเครียดและลดมลภาวะแล้ว ยังช่วยด้านเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น เช่น กลุ่มร้านค้า ร้านอาหารท้องถิ่นเล็กๆที่ค้าขายอยู่ในบริเวณนั้น และจะส่งผลให้การค้าขายในบริเวณนั้นๆดียิ่งขึ้น และสิ่่งที่ตามมาคือการที่มีร้านค้าเพิ่มมากขึ้น และจะดึงดูดผู้คนให้มาท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
4.ประหยัดเงิน
Staycation ใช้เงินค่อนข้างน้อยกว่าการเที่ยวทั่วไป เพราะเราไม่ได้ไปที่จุดท่องเที่ยวโดยเฉพาะที่สินค้าของใช้และอาหารมีราคาสูงกว่าปกติ ทำให้เราประหยัดงบด้านของกิน ที่พัก และค่าเดินทางได้
5.ไม่ต้องจัดตารางให้ยุ่งยาก
การเที่ยวใกล้ๆนั้น บางทีอาจเป็นโอกาสที่ดีในการได้ไปสถานที่ใกล้ๆบ้านที่เราไมไ่ด้ไปมานานแล้ว ซึ่งจะทำให้เราไม่ต้องจัดตารางให้ยุ่งยาก เพียงแค่แพลนไว้ในหัวว่าวันนี้จะไปที่ไหน หรืออยากจะเดินไปเรื่อยๆ เจอที่ไหนน่าสนใจ ก็หยุดที่นั่นได้
ทำไมยุคนี้ถึงเหมาะกับการ Staycation
ตามจริงแล้วไม่ว่าจะก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤตโควิด-19 การ Staycation ก็เหมาะกับทุกคนและทุกยุคอยู่แล้ว เพราะเชื่อว่าหลายๆคนที่อาจไม่ได้มีงบประมาณมากในการเที่ยวต่างประเทศ ก็สามารถเริ่มต้นการ Staycation ก่อนได้ เพราะใช้งบประมาณไม่มาก รวมถึงเวลาในการเตรียมตัวสั้นๆก็เที่ยวได้
หรือหากคุณเป็นคนที่มีเวลาน้อย หยุดทั้งทีไม่อยากไปไหนไกล การได้เที่ยวแบบ Staycation ก็ช่วยประหยัดเวลาการเดินทางให้กับคุณได้ โดยไม่เสียอารมณ์การผ่อนคลายเลย
ทำอะไรบ้างถึงจะเรียก Staycation ได้นะ
Staycation จะหมายถึงการไปเที่ยวใกล้ๆบ้านหรืออยู่ในบ้านก็ได้นะ ขึ้นอยู่กับเราว่าอยากจะเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจรูปแบบไหน
1.ไปสวนสาธารณะใกล้บ้าน
สถานที่ง่ายๆสำหรับการเที่ยวแบบ Staycation คือออกไปสวนสาธารณะ เดินเล่น ปั่นจักรยาน ปั่นเรือเป็ด ให้อาหารปลา แล้วก็นั่งกินลมชมวิวรับอากาศบริสุทธิ์ที่นานๆจะได้รับที ซึ่งการไปสวนสาธารณะนี้จะช่วยให้เราได้เพลิดเพลิน รวมถึงการได้อยู่กับต้นไม้ใบหญ้า ธรรมชาติต่างๆก็จะทำให้เราได้รู้สึกผ่อนคลายจากการทำงานและชีวิตที่วุ่นวาย
2.ไปพิพิธภัณฑ์ สวนสนุก สวนสัตว์ หอศิลป์ ฯลฯ
นอกจากสวนสาธารณะแล้ว พิพิธภัณฑ์ สวนสนุก สวนสัตว์ หอศิลป์ รวมถึงคาเฟ่ร้านกาแฟใกล้บ้าน ก็เป็นสถานที่ที่เราอาจหลงลืมไปว่ามันมีอยู่และอาจเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจเราชั้นดี โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปไกลๆเลย
3.ไปย่านที่ไกลจากบ้านสักนิดแล้วพักโรงแรมแถวนั้น
ลองนั่งรถโดยสารไปไกลอีกสักนิด ไปยังย่านใหม่ๆที่ไกลจากบ้านไปหน่อย จากนั้นหาที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว แล้วลองเที่ยวลองดูการใช้ชีวิตของผู้คนแถวนั้น รวมถึงลองชิมอาหารจากร้านต่างๆในละแวกนั้น ไม่แน่คุณอาจเจอร้านเด็ดประจำใจ้านใหม่ของคุณก็ได้
4.ดูหนัง
หาก Staycation ของคุณไม่ได้รู้สึกอยากออกไปไหนข้างนอก ก็สามารถเปลี่ยนมาอยู่บ้านดูหนังหรือซีรีส์ที่อยู่ใน Watchlist ของคุณได้ ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้ออกไปไหนก็ถือเป็น Staycation รูปแบบหนึ่งได้
5.อยู่บ้านออกกำลังกาย
นอกจากดูหนังชิลๆที่บ้านแล้ว สามารถใช้เวลาใน Staycation มาออกกำลังกายในบ้านได้ เช่น การเล่นโยคะ วิ่งจ๊อกกิ้ง แอโรบิค เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นได้
สรุป
Staycation มีประโยชน์มากมายทั้งกับตัวเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ว่าจะเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหนเทรนด์นี้ก็ยังนำมาใช้ใหม่ได้เสมอ และยิ่งในยุคที่ทุกคนต่างเจอปัญหาเดียวกัน ทั้งเศรษฐกิจ โรคภัยและความวุ่ยวายในสังคม Staycation จึงเป็นเทรนด์ที่เหมาะสมมากๆกับคนไทยในยุคนี้ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ลอง Staycation ดูสักทีก็ได้นะ คุณอาจจะติดใจก็ได้ ส่วนใครอยู่บ้านแล้วเบื่อๆ ลองเปิด Kaidee ดู อาจเจอของใช้ดีๆ ช้อปปิ้งไปไว้ที่บ้านก็ได้นะ
Nov 19, 2020 | บทความยานยนต์
ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เราถูกเจ้าโควิดกักบริเวณไม่ให้เดินทางไปไหนจนใจเฉา ตอนนี้สถานการณ์ต่างๆ เริ่มดีขึ้น ลองหาเวลาพักผ่อนให้ตัวเองและคนที่คุณรักดูบ้าง ยิ่งช่วงกลางฤดูฝนใกล้ฤดูหนาวแบบนี้ ถือเป็นช่วงฮอตฮิตเหมาะกับการออกไปสำรวจโลกกว้าง
หากใครยังกังวลไม่อยากเที่ยวที่ๆ มีคนเยอะ หรือใช้ระบบคมนาคมสาธารณะร่วมกับคนหมู่มาก การขับรถเที่ยวเป็นทางออกที่ตอบโจทย์สุด ได้ทั้งความสะดวกและสบายใจ ซึ่งวันนี้เรามี 10 ถนนสวยๆ ในประเทศไทย เหมาะกับการขับรถเที่ยวมาฝากกัน
1.ทางหลวงหมายเลข 106 ถนนต้นยาง-เชียงใหม่ลำพูน
Credit : https://thailandtourismdirectory.go.th/
ตลอดระยะทาง 10 กิโลเมตร บนถนนทางหลวงหมายเลข 106 จาก อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่เชิงสะพานนวรัตน์ไปจนถึง ต.หนองหอย จ.ลำพูน เราจะพบกับความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติอันสวยงามของต้นยางสูงใหญ่กว่า 1,500 ต้น ที่ปลูกเรียงรายตลอดสองข้างทาง
ทั้งนี้หากสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่า พอพ้นเขตเชียงใหม่แล้ว จากต้นยางจะกลายเป็นต้นขี้เหล็กเข้ามาแทน นับเป็นการแบ่งเขตจังหวัดที่ใช้ธรรมชาติเข้ามาเป็นตัวช่วย
ส่วนที่มาของต้นยางเหล่านั้น มาจากหลวงเจ้าพระยาสุรสีหวิสิษฐ์ศักดิ์ ข้าหลวงคนแรกของมณฑลพายัพ ได้นำต้นยางนาและต้นขี้เหล็กหลายพันต้น เข้ามาให้ชาวบ้านช่วยกันปลูกตลอดแนวถนนเชียงใหม่-ลำพูน ซึ่งต้นยางลำต้นใหญ่สุดเท่าที่เราเห็นอยู่นี้ ในประเทศมีให้เห็นแค่ที่นี่เท่านั้น จึงไม่แปลกที่หลายๆ คนจะยกให้ถนนเส้นนี้เป็นหนึ่งในถนนสายโรแมนติกและร่มรื่นมากสุดในไทย
พิกัด : ถนนเชียงใหม่-ลำพูน (ต้นยางใหญ่สองข้าง) ต.ยางเนิ้ง อ.สารภี จ.เชียงใหม่
หรือ https://goo.gl/maps/FBa6iftZ2SLuhkhK7
2.ถนนเฉลิมบูรพาชลทิต-จันทบุรี
Credit : https://thai.tourismthailand.org
ถนนเลียบชายทะเลที่มีความยาวมากสุดในประเทศไทย (ประมาณ 100 กิโลเมตร) เริ่มต้นเส้นทางจากชลบุรี ระยอง จันทบุรี ก่อนไปสุดที่ตราด โดยจุดยอดนิยมที่ได้ชื่อว่าสวยงามนั้น อยู่ระหว่างปากน้ำประแส จ.ระยองไปสิ้นสุดยังจุดชมวิวเนินนางพญา บริเวณชายหาดคุ้งวิมาน จ.จันทบุรี
ถนนเพื่อการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลระดับสากลอย่างยั่งยืน (Scenic Route) แห่งแรกของไทย ทั้งยังมีทัศนียภาพที่สวยงามที่สุดในภาคตะวันออก
หากคุณอยากได้ฟีลขับรถเที่ยว กินลมชมทะเลกับเพื่อนสบายๆ รายล้อมด้วยวิวทะเลและภูเขาสุดลูกหูลูกตา มาที่นี่รับรองไม่ผิดหวัง ได้ทั้งเดินเล่นรับลมริมหาดคุ้งวิมาน หรือจะขึ้นเขาดูพระอาทิตย์ตกที่จุดชมวิวเจดีย์บ้านหัวแหลม ก็โรแมนติกไม่น้อย ที่สำคัญตลอดเส้นทางมีแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจจำนวนมาก รวมทั้งเส้นทางปั่นจักรยานอีกด้วย
พิกัด : เริ่มตั้งแต่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี แล้วไปยังทางหลวงหมายเลข 3161 (สุขุมวิท-อ่าวไข่)
วิ่งเลียบชายฝั่งทะเลไปเรื่อยๆ และสุดทางที่บ้านแหลมสิงห์ จ.จันทบุรี
หรือ https://goo.gl/maps/GmWkUffNYNyeiqwe7
3.ทางหลวงหมายเลข 12 เขาค้อภูทับเบิก-เพชรบูรณ์
Credit : https://thai.tourismthailand.org
หลายครั้งที่ความสวยงามมักแลกมาด้วยความยากลำบาก เส้นทางนี้ค่อนข้างปราบเซียนอยู่ไม่น้อย ด้วยภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูง ทำให้จำนวนโค้งค่อนข้างเยอะและลาดชัน ยิ่งถ้ามาช่วงหน้าฝนต้องใช้ความระวังในการขับเป็นพิเศษ
ทว่าระหว่างทางเราจะได้พบกับรางวัลทางธรรมชาติสุดล้ำค่า “ท้องฟ้า ภูเขา และทะเลหมอก” จะออกมาต้อนรับผู้มาเยือนแบบในระยะประชิด งดงามราวกับสวรรค์บนดิน
ตลอดเส้นทางยังมีสถานที่ท่องเที่ยวให้เราเพลิดเพลินได้แบบไม่มีเบื่อ ทั้งร้านกาแฟ หมู่บ้านชาวเขา วัด ร้านอาหาร ฯลฯ หรือจะขับลุยขึ้นไปกางเตนท์นอนต่อชิลๆ ที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า หรือภูทับเบิก ก็ถือเป็นอีกทริปน่าสนใจไม่น้อย
พิกัด : ถนนหลวงหมายเลข 12 เขาค้อภูทับเบิก-เพชรบูรณ์
หรือ h ttps://goo.gl/maps/sPmktBYicmM7yvqG7
4.ทางหลวงชนบทหมายเลข 4009 ดอยแม่อูคอ-แม่ฮ่องสอน
Credit : Amazingthaitour
เส้นทางนี้เหมาะกับการมาขับรถเที่ยวในฤดูหนาว ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมของทุกปี เหล่าดอกบัวตองจะพากันอวดโฉม โชว์ความงามเหลืองอร่ามไปทั่วดอยแม่อูคอ ซึ่งที่นี่ถือเป็นทุ่งดอกบัวตองขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยพื้นที่กว่า 500 ไร่
ฉะนั้นความอลังการไม่ต้องพูดถึง มองไปทางไหนก็ชื่นใจ เรียกว่าสวยจนแทบหยุดหายใจ ซึ่งหนึ่งปีมีให้เห็นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ขึ้นชื่อว่าแม่ฮ่องสอนแล้วการันตีได้เลย ว่าเส้นทางไม่ธรรมดาแน่นอน ต้องฝ่าฟันลุยไปหลายพันโค้งอยู่เหมือนกัน แต่ขอให้มั่นใจว่า ปลายทางที่รอเราอยู่นั้นแสนคุ้มค่าอย่างยิ่ง นอกจากจะเพลินไปกับความงามของดอกไม้แล้ว ยังเที่ยวอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ หรือโครงการหลวงขุนวางต่อได้อีกด้วย
พิกัด : ทางหลวงชนบท 4009 ดอยแม่อูคอ-แม่ฮ่องสอน
หรือ https://goo.gl/maps/Mouijk7S2ofqpTum9
5.ทางหลวงหมายเลข 1178 ดอยอ่างขาง-เชียงใหม่
Credit : http://www.tourismchiangmai.org/
ต่อกันที่อีกหนึ่งถนนสวยๆ ของภาคเหนือ ทางหลวงหมายเลข 1178 หรือรู้จักกันดีในนาม “เส้นทางขึ้นดอยอ่างขาง” โดยไฮไลต์ของถนนเส้นนี้คือ ดอกพญาเสือโคร่ง หรือซากุระเมืองไทย ที่พากันออกดอกคึกคักในช่วงฤดูหนาวของทุกปี ตลอดสองข้างทางจะถูกแต่งแต้มด้วยสีชมพูอันสดใส และบางช่วงหนาแน่นมาก เสมือนซุ้มดอกไม้เหมือนมีใครเอามาจัดวาง
ที่สำคัญถนนแห่งนี้ยังดีงามอยู่ที่มีอากาศเย็น 15-17 องศาเซลเซียสตลอดทั้งปี หากไม่ได้มาช่วงดอกพญาเสือโคร่งบาน ก็ไม่ถือว่าเสียเที่ยวแต่อย่างใด แค่มาสูดออกซิเจนให้เต็มปอดก็ชื่นใจแล้ว นอกจากนี้ยังมีที่เที่ยวอีกเพียบ ทั้งแปลงผลไม้เมืองหนาว สวนดอกไม้ต่างๆ หรือใครที่อยากเรียนรู้วิถีชุมชน จะแวะเที่ยวหมู่บ้านชาวเขาก็ย่อมได้
พิกัด : จากเชียงใหม่วิ่งมาตามทางหลวงหมายเลข 107 จนถึง อ.เชียงดาว
จากนั้นเลี้ยวซ้ายที่แยกเมืองงาย เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1178 เพื่อขึ้นดอยอ่างขาง
หรือ https://goo.gl/maps/ZfZ7ChpYp7HHGH5w9
6.ทางหลวงชนบทหมายเลข 4099 อ่างเก็บน้ำบางพระ-ชลบุรี
Credit : https://thai.tourismthailand.org/
ขึ้นเขาลงห้วยเที่ยวถนนสวยๆ ทางภาคเหนือมากันเยอะแล้ว ทีนี้ขยับมาใกล้กรุงเทพกันบ้าง ใครจะรู้ว่าชลบุรีเองมีถนนรอบอ่างเก็บน้ำบางพระ อันขึ้นชื่อเรื่องความร่มรื่นของต้นไม้นานาพันธุ์ และทัศนียภาพที่งดงามริมสันเขื่อน ตลอดจนความสวยของ “ดอกเสลา” ซึ่งจะเผยโฉมสีม่วงชมพู ให้เราเห็นทุกปลายเดือนกุมภาพันธ์
นอกจากจะมีวิวทิวทัศน์แสนสบายตาสบายใจแล้ว ถนนสายนี้ยังเป็นเส้นทางยอดฮิตของบรรดานักปั่นจักรยาน และความที่สิ่งแวดล้อมบริเวณนี้อุดมสมบูรณ์ แถมอากาศก็ดี
ที่นี่จึงกลายเป็นแหล่งรวมนกหายาก ซึ่งบรรดาคนรักนกทั้งหลายโปรดปรานเป็นพิเศษ ทั้งยังมีกิจกรรมผ่อนคลายอื่นๆ ทั้งล่องเรือ เล่นน้ำ ชมพระอาทิตย์ตก หรือใครจะนั่งกินส้มตำแซบๆ เพิ่มพลังก็ได้
พิกัด : ทางหลวงชนบทหมายเลข 4099 อ่างเก็บน้ำบางพระ
หรือ https://goo.gl/maps/qRqN7zRnTUEBhzDd8
7.สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา (สะพานเอกชัย)-พัทลุง
Credit : https://www.facebook.com/PhatthalungToday
ด้วยความยาว 14 กิโลเมตร ทำให้สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาหรือ “สะพานแห่งความสุข” คว้าตำแหน่งสะพานที่ยาวสุดในประเทศไทยไปครองแบบไร้คู่แข่ง ทำหน้าที่เชื่อมระหว่าง จ.สงขลาและ จ.พัทลุงเข้าด้วยกัน
นอกจากวิวทะเลสาบอันงดงามตลอดสองฝั่งสะพานแล้ว เราอาจจะได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้านอันแสนเรียบง่าย สัตว์ท้องถิ่นอย่างควายน้ำและนกนานาชนิด จึงไม่แปลกใจที่หลายๆ คนจะขนานนามว่าเป็น สะพานแห่งความสุข
ระหว่างทางเราสามารถแวะจอดรถตามไหล่ทาง เพื่อชมวิวสวยๆ หรือจะแอคท่าถ่ายรูปก็ได้ ทั้งนี้ใครเป็นสายนักปั่น ที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเส้นทางสุดยอดเยี่ยม ส่วนชื่อ “สะพานเอกชัย” ซึ่งชาวบ้านเรียกติดปากนั้น มาจากนักร้องลูกทุ่ง “เอกชัย ศรีวิชัย” นั่นแหละค่ะ เพราะระหว่างการก่อสร้าง เขามาเปิดคอนเสิร์ตสมทบทุนสร้างสะพานดังกล่าว ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น
พิกัด : สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ต.พนางตุง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง
หรือ https://goo.gl/maps/xGkTaJswd5Ze8qsf7
8.ทางหลวงหมายเลข 1256 อุทยานแห่งชาติดอยภูคา-น่าน
Credit : http://www.doh.go.th/
เส้นทางสุดหฤหรรษ์ที่พาเราเดินทางจาก อ.ปัว สู่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จ.น่าน ตลอดระยะทางของ “ถนนลอยฟ้า” เส้นนี้จะค่อยๆ ไต่ระดับความสูงขึ้น จากที่ราบสู่สันเขาอันสลับซับซ้อน ก่อนเดินทางขอให้เตรียมใจกับโค้งจำนวนมากให้ดี เนื่องจากเป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยหุบเขาน้อยใหญ่ และแน่นอนว่าย่อมแลกมาด้วยวิวทิวทัศน์อันสวยงาม
ยิ่งถ้าเรามาช่วงปลายฝนต้นหนาว จะเห็นสัมผัสได้ถึงความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติแบบใกล้ชิด ม่านหมอกที่ลอยปกคลุม กลิ่นชื้นของดินและหญ้าอันแสนสดชื่น วิวทุ่งนาสลับทุ่งหญ้าอันเขียวขจี ไหนจะอากาศสดชื่นเย็นกำลังดี เรียกว่ามารับพลังบริสุทธิ์จากธรรมชาติที่แท้จริง
พิกัด : ทางหลวงหมายเลข 1256 (เส้นทางสาย อ.ปัว- อ.บ่อเกลือ) จ.น่าน
หรือ https://goo.gl/maps/jUFoMc9SrT7fNMSR7
9.ทางหลวงหมายเลข 1148-น่าน พะเยา
Credit : Twitter-Amazing Thailand
จ.น่าน นอกจากจะมีทางหลวงหมายเลข 1256 เป็นถนนสวยเอาใจขาเที่ยวแล้ว ยังมีอีกหนึ่งถนน Scenic Route ชื่อดัง คอยเชื่อมระหว่าง อ.ท่าวังผา จ.น่าน และ อ.เชียงคำ จ.พะเยา แล้วยังเป็นหนึ่งในทางหลวงที่ได้ชื่อว่า “โรแมนติก” เอามากๆ ท่ามกลางเส้นทางอันคดเคี้ยว ขึ้นเขาสลับกับทางราบ ทว่ารายล้อมด้วยธรรมชาติสีเขียวอันตระการตา
ใครที่เพิ่งเริ่มขับรถเที่ยว แนะนำให้เริ่มต้นด้วยเส้นทางนี้จะสบายใจหน่อย (ระยะทาง 113 กิโลเมตร) เพราะด้วยเส้นทางที่ขับง่ายกว่าเส้นทางขึ้นเขาอื่นๆ แถมรถค่อนข้างน้อย แวะถ่ายรูปง่าย เนื่องจากคนยังไม่นิยมรูทนี้สักเท่าไหร่ และถ้าโชคดีมาตรงกับช่วงที่มีทะเลหมอก ถือเป็นอีกหนึ่งรางวัลชีวิตเลยนะคะ
พิกัด : ทางหลวงหมายเลข 1148 (ท่าวังผา-เชียงคำ) อ.ท่าวังผา จ.น่านและ อ.เชียงคำ จ.พะเยา
หรือ https://goo.gl/maps/6Uidn9P7rLDCLt7bA
10.ทางหลวงหมายเลข 3502 สามชุก-สุพรรณบุรี
Credit : http://www.doh.go.th/
ปิดท้ายกับถนนสายดอกไม้ “ตาเบบูญ่า” หรือ “เหลืองปรีดียาธร” หนึ่งในเส้นทางชมธรรมชาติที่อยู่ไม่ไกลกรุงเทพ ขับรถเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ถึง ความพิเศษของถนนทางหลวงหมายเลข 3502 นั้น คุณจะได้เพลิดเพลินกับความงามของดอกตาเบบูญ่าตลอดสองข้างทาง มองไปทางไหนก็ละลานตาไปด้วยสีเหลืองอร่ามอันแสนสดใส
ระยะทางกว่า 6 กิโลเมตร ไล่ไปตั้งแต่หน้าวัดสุวรรณตะไล อ.สามชุกเป็นต้นไป ซึ่งใน 1 ปีจะมีความเก๋แค่เดือนมีนาคมและเมษายนเท่านั้น แถมต้องรีบมาด้วยนะคะ เจ้าดอกนี้จะบานเพียง 1-2 สัปดาห์เท่านั้น
พิกัด : ทางหลวงหมายเลข 3502 อ.สามชุก-อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี
หรือ https://goo.gl/maps/FaTxz5V36svWbqoV8
สรุปท้ายบทความ
เมืองไทยเองมีถนนสวยๆ ทัศนียภาพงดงามไม่แพ้ต่างประเทศ ลองเปิดใจเลือกสักหนึ่งเส้นทาง พาคนที่เรารักเดินทางและใช้เวลาดีๆ ไปด้วยกัน มั่นใจได้ว่าจะเป็นอีกความทรงจำที่น่าประทับใจไปตลอดชีวิต แค่นึกถึงก็ทำให้เรายิ้มได้ ที่สำคัญอย่าลืมหาพาหนะคู่ใจดีๆ สักคัน ที่จะพาเราลุยไปได้ทุกที่ทุกเส้นทาง เพียงแค่กดเข้ามาใน Kaidee รับรองว่ามีตัวเลือกเจ๋งๆ ให้เปรียบเทียบราคาจำนวนมาก
Oct 28, 2020 | บทความยานยนต์
บางทีการใช้ชีวิตอยู่ในกรอบ ทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ ตื่นมาทำงาน กินแล้วนอน อาจทำให้ชีวิตเฉาและขาดแรงบันดาลใจแบบไม่รู้ตัว การออกไปท่องโลกกว้าง ลองเจออะไรใหม่ๆ อาจเป็นคำตอบที่ทำให้ชีวิตเราเบิกบาน ลองปล่อยตัวเองให้มีอิสระ ทำตามเสียงหัวใจ ขับรถไปเรื่อยๆ เหนื่อยตอนไหนก็พัก อยากเที่ยวไหนก็แวะ
การท่องเที่ยวสไตล์โรดทริป (Road Trip) เป็นตัวช่วยสร้างเรื่องราวและใช้เวลาดีๆ ไปกับคนที่คุณรัก แล้วระหว่างที่รอเวลาต่างๆ ให้ลงตัว อย่าลืมมองหาพาหนะเจ๋งๆ สักคันที่พร้อมลุย พาเราไปสร้างจังหวะชีวิตใหม่ๆ ด้วยกัน ซึ่งด้านล่างนี้คือรถคุณสมบัติสุดพร้อม ที่ควรค่ากับการไปออกทริป ตามไปดูกันค่ะ
1.Honda HRV
รถยนต์ 5 ประตู ดีไซน์สปอร์ตสุดเร้าใจที่มาพร้อมเครื่องยนต์กำลังแรง 1.8 ลิตร กำลังสูงสุด 141 แรงม้า ด้วยเทคโนโลยีสุดปลอดภัยล้ำสมัย มีจอแสดงภาพมุมอับขณะเปลี่ยนเลน ระบบช่วยเบรคความเร็วต่ำ
รวมทั้งเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT หรือเกียร์ธรรมดา 6 ระดับ เพิ่มความมั่นใจและความสะดวกสบายในการเดินทางให้กับคุณและคนที่คุณรัก ออกไปสัมผัสโลกกว้างได้อย่างใจปรารถนา
ที่สำคัญภายในกว้างขวางรองรับทุกเพศทุกวัย ตอบโจทย์การเดินทางนานๆ ได้อย่างดีเยี่ยม ประหยัดน้ำมันได้ดี ตามคอนเซปต์ของ HRV ที่ว่า “What’s calling you? ทุกเสียงเรียกจากข้างใน… ตามไปให้สุด”
ราคาเริ่มต้น 950,000 บาท
2.Ford Ranger Raptor
ใครเป็นสายเที่ยวแบบผจญภัยบุกป่าฝ่าภูเขา กระบะออฟโรดตัวนี้น่าจะเป็นพาหนะคู่ใจ ที่พาเราเปิดประสบการณ์ใหม่แบบไร้ขีดจำกัด ด้วยขุมพลัง Bi-Turbo ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด
เป็นรถกระบะสมรรถภาพสูงตัวเจ๋งของฟอร์ด ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจาก F-150 Raptor ตัวดังที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกา โดดเด่นด้วยความแข็งแกร่ง วิ่งได้ทุกสภาพถนน ไปได้ทุกที่แบบไม่มีลิมิต ลุยน้ำลึกได้ถึง 800 มม. ขับผ่านลำธารได้แบบสบายๆ
ทนต่อการบุบและรอยขีดข่วน ส่วนระยะยุบตัวของโช๊คก็ยืดหยุ่นและขนาดยางก็ใหญ่กว่าเดิม ทั้งยังมีบันไดด้านข้างที่ช่วยระบายทรายและหิมะได้ดี มีโหมดขับขี่ให้เลือก 6 แบบ ตลอดจนระบบช่วยจอดรถระหว่างทางลาดชัน
ราคาเริ่มต้น 1,699,000 บาท
3.Toyota Corolla Cross
“A New Journey” การเดินทางครั้งใหม่ของโตโยต้า ที่ครั้งนี้เปิดตัว Corolla Cross มาเพื่อตีตลาดรถยนต์ C-SUV ในบ้านเราโดยเฉพาะ นอกจากดีไซน์เหนือระดับที่โฉบเฉี่ยวและทันสมัยแล้ว ยังมีสีรถให้เลือกมากถึง 7 สี ไม่ว่าจะเป็น เทา ขาว ดำ เมทาลิก แดง น้ำเงิน และน้ำตาลเทา
ที่สำคัญตัวรถมาพร้อมระบบไฮบริด ประหยัดน้ำมันได้ถึง 23.3 กม/ลิตร กำลังเครื่อง 98 แรงม้า เครื่องยนต์ 1.8 ลิตร ฟูลด้วยระบบ Toyota Safety แบบครบครัน ตามสไตล์รุ่นท็อปของโตโยต้า ตั้งแต่ระบบมาตรฐานทั่วไป อย่างถุงลมนิรภัย ควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ช่วยประคองรถให้อยู่ในเลน ระบบเตือนมุมอับสายตา ฯลฯ
ที่นั่งภายในกว้างขวาง ยืดขาได้แบบสบายๆ แถมเบาะหนังนุ่มกำลังดี มีที่วางมือข้างๆ เหมาะกับพาพ่อแม่เรานั่งรถไปเที่ยวด้วยกัน แบบไม่ต้องกังวลว่าจะมีอาการปวดเมื่อยให้ทริปเซ็ง
ราคาเริ่มต้น 959,000 บาท
4.Mazda CX 30
อย่างที่บอกไปว่า การเดินทางคือการเติมชีวิตเราให้เต็มขึ้นในรูปแบบหนึ่ง ยนตรกรรม Crossover SUV คันนี้ จะช่วยเติมเต็มให้ชีวิตคุณมีค่าและมีความหมายมากขึ้น ด้วยเครื่องยนต์แอคทีฟเบนซิน Skyactiv-G 2.0 ความเร็วสูงสุด 165 แรงม้า ควบคู่กับเทคโนโลยีประหยัดน้ำมันที่ฉีดเชื้อเพลิงสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง ทำให้มีกำลังอัดและแรงบิดสูง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
มาพร้อมดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ภายใต้คอนเซปต์ Less is more เรียบง่ายแต่งดงาม ใส่ใจทุกรายละเอียดทั้งภายนอกสู่ภายในห้องโดยสาร การันตีจากรางวัล 1 ใน 3 รถยนต์ยอดเยี่ยมของโลกในปี 2020 ขับในเมืองก็คล่องแคล่ว ขับไป Road Trip ก็คู่ควร พร้อมลุยกับเราไปทุกที่
ราคาเริ่มต้น 989,000 บาท
5.Nissan Terra
ใครที่ยังลังเล ลองเทใจมาทางฝั่งนิสสัน เทอร์ร่า กันบ้าง ซึ่งเทียร่ารุ่นนี้ก็ทำได้ดีไม่แพ้ค่ายอื่นๆ เพราะทางนิสสันเองได้รวมเอาสุดยอดเทคโลยี ด้านสมรรถนะการขับขี่แทบทุกด้าน ใส่ไว้อย่างจัดแน่นจัดเต็มในรถรุ่นนี้
ด้วยการใช้เครื่องยนต์ดีเซล YS23DDTT ทวินเทอร์โบอินเตอร์คูล ให้กำลังแรงสูงสุด 190 แรงม้า ตลอดจนระบบล็อกไฟฟ้าที่ใช้งานต่างไปตามสภาพถนน
ทั้งยังมีฟังก์ชัน shif on the fly ให้เราเลือกขับแบบสองหรือสี่ล้อ เมื่อเจอสภาพถนนที่ลื่นเพื่อเพิ่มความปลอดภัย ไปจนถึงโหมดขับขี่แบบความเร็วต่ำ สำหรับการขับขี่แบบลุยๆ เหมาะกับการไป Road Trip จะทราย โคลน เส้นทางลาดชันหรือจะลุยน้ำ ก็มั่นใจได้ว่าเทียร่าพาเราไปได้ถึงฝั่งฝันแน่นอน
ไหนจะเรื่องความสะดวกสบายของห้องโดยสารที่กว้างขวาง รองรับผู้โดยสารได้มากถึง 7 คน ให้คุณเปิดประสบการณ์ Life Lives Outside ได้อย่างอิสระ
ราคาเริ่มต้น 1,316,000 บาท
เชื่อเถอะค่ะ ว่าการมีพาหนะคู่ใจที่เข้ากับเราสักคัน ลงทุนกับมันสักหน่อย สิ่งที่ได้รับกลับมาคุ้มค่าแน่นอน
ทั้งความสะดวกสบาย ความสุข ความทรงจำและเรื่องราวดีๆ ระหว่างทาง ทั้งนี้หากสนใจรถรุ่นไหน
เป็นพิเศษก็ตรงไปที่โชว์รูมหรือเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โดยตรงของแต่ละเจ้าได้เลย
Oct 12, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
หลาย ๆ คู่หลังแต่งงาน เชื่อว่ามีหลายแผนที่ต้องเตรียมพร้อมที่จะทำร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างทายาท การวางแผนขยับขยายที่อยู่เพื่อรองรับครอบครัวที่ใหญ่ขึ้น
แต่ก่อนที่จะทำก็มีสิ่งสำคัญที่คู่รักต่างทำร่วมกันหลังแต่งงานนั่นก็คือ การท่องเที่ยวฮันนีมูนแบบสวีทสุด ๆ บางคู่ใช้การฮันนีมูนเพื่อไปปั๊มทายาทเลยนะ
วันนี้เรามี 5 สถานที่แนะนำที่ควรไปฮันนีมูนด้วยกันกับคู่ของคุณ รับรองทริปของคุณจะสวีท หวานแบบมดขึ้นทั้งทริปแน่นอน บางคู่อาจจะได้ทายาทติดกลับมาด้วยก็ได้เลยนะ มาดูกันเลยว่ามีที่ไหนบ้าง
เกาะตาฮิติ
เป็นเกาะที่อยู่กลางมหาสมุทรตอนใต้ ในเขตปกครองของประเทศฝรั่งเศส บรรยากาศของเกาะตาฮิติเป็นเกาะที่เย็นสบาย มีลมทะเลที่พัดโชยอยู่ตลอดเวลาและยังขึ้นชื่อว่าเป็นเกาะสวรรค์ที่คู่รักนิยมเดินทางมาฮันนีมูน เพราะความงดงามของท้องทะเล พร้อมกับหาดทรายสีขาวมีต้นปาล์มขึ้นตามแนวเกาะ และมีปะการังที่สวยงามราวกับภาพที่ถูกวาดขึ้นมาที่ทำให้คู่รักทั้งหลายต้องมาสัมผัสด้วยตัวเอง
นอกจากความสวยงามแล้ว ยังมีกิจกรรมที่สนุกสนานให้ทำร่วมกันกับคู่รักได้ทั้งวันอีกด้วย พอจินตนาการดูแล้วน่าจะสวีทไม่น้อยเลยใช่ไหมละครับ
ซานโตรินี ประเทศกรีซ
หากใครอยากฮันนีมูนกับคู่รัก แบบโรแมนติกสุด ๆ แนะนำให้มาเช็กอินที่เกาะซานโตรินีเลย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นสถาปัตยกรรมที่สวยสุด ๆ เสมือนว่าหลุดไปอยู่ในเทพนิยายยังไงยังงั้น แถมยังมีแหล่งช้อปปิ้งที่ตืนตา มีจุดชมวิวสวย ๆ ให้ถ่ายรูปคู่กับคนรักแบบฟิน ๆ หวานหยดย้อย ลงโซเชียลอวดเพื่อน ๆ ให้อิจฉาตาร้อนเข้าไปอี๊ก
ปิดท้ายด้วยทีเด็ดอย่างโรงแรมที่มีให้เลือกหลากหลายที่ หลากหลายราคา เอาไว้นอนจับมือหรือจะทำกิจกรรมอย่างอื่นก็ได้นะ โฮ๊ะ ๆ รับรองโรแมนติกแบบฟินสุด ๆ เลยละ
เกาะมัลดีฟส์ ประเทศมัลดีฟส์
ถ้าพูดถึงหนึ่งในเกาะที่สวยที่สุดในโลก ก็ต้องมีเกาะนี้อยู่ในนั้นแน่นอนและยังเป็นหนึ่งในลิสต์ที่คู่รัก อยากจะมาฮันนีมูนมากที่สุด เพราะด้วยความสวยงามของเกาะที่เหมือนอยู่บนสวรรค์ น้ำทะเลใสจนเห็นปลาหลากหลายชนิดแหวกว่ายเล่นน้ำกันและปะการังที่อุดมสมบูรณ์มาก ๆ ที่สำคัญโรงแรมที่พักนั้น ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่กลางทะเลที่ไม่ลึกมาก สามารถที่จะลงไปว่ายน้ำเล่นกับฝูงปลา ดำน้ำทะเลใส ๆ ชมความสวยงามของเกาะได้เลย รับรองมาฮันนีมูนที่นี่ไม่ผิดหวังแน่นอน อาจจะได้เบบี๋เลยก็ได้นะ
ซิซิลี ประเทศอิตาลี
คู่รักคู่ไหนที่ชื่นชอบสถานที่ที่มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ แนะนำที่นี่เลย เกาะซิซิลี ประเทศอิตาลี ซึ่งเกาะแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า 10,000 ปีเลยละ อะไรจะยาวนานขนาดนี้!! โดยมีสถาปัตยกรรมเก่าแก่มากมายที่ออกแบบโดยชาวกรีกกับโรมัน และยังมีแหล่งช้อปปิ้งที่น่าควักเงินซื้อแทบทุกร้าน
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมท่องเที่ยวทางธรรมชาติกับคู่รักแบบฟิน ๆ ให้เลือกหลากหลายอีกด้วยและที่สำคัญโรงแรมยังมีให้เลือกหลายที่ หลากหลายราคา พร้อมให้เหล่าคู่รักทั้งหลายปักหมุดมาฮันนีมูนท่ามกลางกลิ่นอายประวัติศาสตร์กันแบบโรแมนติดแบบสุด ๆ โอ้ยยยย แค่นึกก็อยากจะจองตั๋วไปเลยตอนนี้เลยละครับ
เวนิส ประเทศอิตาลี
ถ้าคิดจะไปฮันนีมูนในยุโรปที่ไหนดี คนจะถึงเมือง ‘เวนิส’ ประเทศอิตาลีแน่นอน เป็นสถานที่ที่โรแมนติกมาก ๆ ยิ่งได้เดินจับมือกับคู่รักชมสถาปัตยกรรมของเมืองด้วยกันแล้วละก็ เรียกได้ว่าสวีทขั้นสูงสุดอาจจะทำเอาคนแถวนั้นเลี่ยนกับความรักของเราสองคนก็เป็นได้ อะฮิ้ววว ซึ่ง ‘เวนิส’ เป็นเมืองมรดกโลกและยังขึ้นชื่อว่าเป็นราชินีแห่งทะเลเอเดรียติก
ซึ่งกิจกรรมสำหรับคู่รักที่พลาดไม่ได้เลยคือ นั่งเรือกอนโดลาชมตึกและบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของคนท้องถิ่นพร้อมกับฟังเสียงเพลงที่คนพายเรือขับร้องไปด้วย บอกเลยว่าโรแมนติกไม่ไหวแล้ว หลังจากนั่งเรือเสร็จแล้ว ก็เดินจับมือกันช้อปปิ้งต่อในย่านนั้น ซึ่งมีของให้ซื้อมากมาย เรียกได้ว่าเป็นแหล่งละลายทรัพย์ได้เลยละ ปิดท้ายด้วยการกลับไปโรงแรมนอนจับมือกันแบบสวีท ๆ ท่ามกลางกลิ่นอายของเมืองเวนิส แค่นึกก็ฟินแล้ว
เป็นยังไงบ้างครับเพื่อน ๆ แค่คิดก็ฟินมากเลยใช่ไหมล่ะครับ เพื่อน ๆ คนไหนวางแผนที่จะฮันนีมูนกับคู่รักที่ต่างประเทศอยู่ แต่ว่าตอนนี้ยังติดช่วงโควิด 19 ลองซ้อมเที่ยวในประเทศดูก่อนก็ได้นะ ทาง Kaidee เรามีแพ็คเกจท่องเที่ยวหลากหลายจังหวัดให้เพื่อน ๆ ได้เลือกมากมายเลยล่ะครับ