ไฉ่ย้ง: ส่องคาเฟ่จีนสุดหว่องจากบ้านของคนสามรุ่น

ไฉ่ย้ง: ส่องคาเฟ่จีนสุดหว่องจากบ้านของคนสามรุ่น

ผ่านตรุษจีนมาหมาด ๆ จะไม่ไปเที่ยวจิบน้ำชาเที่ยวคาเฟ่จีนก็ดูจะตกเทรนด์ไม่น้อย วันนี้เราจะพาไปส่องคาเฟ่จีนสุดหว่องในซอยเจริญกรุง 20 ที่เพิ่งเปิดได้ไม่กี่อาทิตย์ก็ได้เสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากนักจิบชาและสายถ่ายรูป 

ชั้นแรกเป็นคาเฟ่
ตัวตึกมีสามชั้น 
ชั้นที่สองและสามเปิดให้เข้าพักและเช่าเป็นสตูดิโอถ่ายรูป

พาส่องคาเฟ่สุดหว่อง

ต้องออกตัวก่อนว่าทีแรกผู้เขียนมากับเพื่อนตั้งใจจะใช้เวลาช่วงเสาร์บ่าย ๆ ในการจิบชาพักผ่อน แต่คาเฟ่มันก็เก๋ซะเหลือเกินจนเราอดใจไม่ไหว ต้องขอทำคอนเท้นต์ซะหน่อย แล้วก็ช่างเป็นโชคของเราที่ทั้งเจ้าของร้านและคุณสถาปนิกต่างก็อยู่ร้านพอดี จึงทำให้ได้รู้ประวัติพร้อมการตกแต่ง คอนเซ็ปต์แบบเจาะลึกอย่างที่ไม่เคยมีที่ไหนได้รู้มาก่อน!

ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

เมื่อมาถึงหน้าร้านจะเห็นได้ว่า ทั้งตึกนั้นถูกรีโนเวทเป็นบ้านสไตล์จีน ทั้งสีสัน ลายไม้ แม้แต่ตัวประตูเองก็ทำเป็นบานวงกลม ซึ่งจะสังเกตได้ว่าตัวบ้านตั้งอยู่ในชุมชนเก่าแก่ที่เป็นตึกแถวและย่านชุมชนคนจีน

จะมาถ่ายรูปตอนกลางคืนก็ได้ฟีลไปอีกแบบ
ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

อะไรทำให้กลับมารีโนเวทและทำให้บ้านกลับมามีชีวิต?

คุณช้างเล่าว่าด้วยความที่คุณพ่อของเขารักและเติบโตที่บ้านนี้ เขาเลยตัดสินใจรีโนเวทให้บ้านกลับมามีชีวิตอีกครั้ง 

ซึ่งแต่ก่อนนั้นครอบครัวของคุณช้างอยู่อาศัยในบ้านนี้มาตั้งแต่รุ่นอากงที่มาจากซัวเถา จนถึงปัจจุบันนับได้ 3 รุ่นแล้ว ทั้งคุณพ่อและคุณช้างเองก็เกิดและเติบโตที่นี่ จนมาวันหนึ่งครอบครัวขยับขยายเลยต้องย้ายออกไปและปิดบ้านหลังนี้ไว้ถึง 5 ปี ก่อนจะริเริ่มไอเดียรีโนเวทบ้าน

ที่มาของชื่อ “ไฉ่ย้ง”และตัวอักษรจีน 财荣 บนโลโก้?

คุณช้างบอกว่าโลโก้มาจากอักษรมงคลสองตัว คือ“ไฉ่”(财) มาจากคำว่า ฮกไช้ ที่แปลว่าร่ำรวย ส่วน “ย้ง”  (荣)แปลว่า รุ่งเรือง นำมารวมกันกับโลโก้สีแดงจะให้ความหมายที่ดี 

ทีนี้บางคนอาจสงสัยว่าทำไมคุณช้างไม่เปิดเป็น Hostel เต็มรูปแบบเพราะอาจจะฮิตและติดลมบนได้ง่าย ๆ เลย 

คุณช้างให้คำตอบไว้ว่า

ถ้าทำโฮสเทลอาจจะรับคนได้แค่ 50-60 คน แล้วบ้านอาจจะทรุดโทรมลงตามกาลเวลาอีก ผมรักบ้านหลังนี้ อยากทำอะไรที่ยั่งยืนกว่า

จนคุณช้างได้มาเจอรุ่นน้องสถาปนิก “คุณธี” ทั้งสองคนจึงร่วมกันออกแบบเลือกวัสดุและทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างจีนเซี่ยงไฮ้และจีนฮ่องกงสไตล์หว่องในบ้านหลังนี้ได้อย่างลงตัวโดยที่ยังคงคอนเซ็ปต์ความเป็น “บ้าน” เอาไว้

ตอนเราทำเราเสนอไปสองโทน หนึ่ง “จีน” คือจะมีความเอิร์ธโทน พื้นขาว ผนังขาว ใช้ไม้ดำและหิน ส่วนอีกโทน เราอยากใส่อะไรที่มันเป็นสีสันลงไป คุณธีกล่าว

ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

เราโตมากับหนังหว่องกาไว เลยเป็นที่มาของการจัดแสง และโทนสีแบบนี้ที่ผสมระหว่างเซี่ยงไฮ้กับฮ่องกง

คุณธี ผู้เป็นสถาปนิกดูแลการออกแบบไฉ่ย้งกล่าว
ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

แต่เราไม่อยากให้มันจีนจนเลี่ยนเกินไปเลยเลือกแค่สีเด่น ๆ นอกนั้น เช่น เพลงที่เลือก ของที่ใช้ตกแต่ง จะไม่จีนจ๋า

ซึ่งประโยคนี้ก็ตอบคำถามเราได้ดีเลยว่าทำไมเป็นคาเฟ่จีนแต่กลับได้ยินเพลงบรรเลงอย่าง Cinema Paradiso คลอบรรยากาศเบา ๆ นอกจากนี้คุณช้างยังตัดสินใจให้ร้านทำกาแฟแบบไม่มี Espresso Machine และใช้กรรมวิธี Cold Brew แทน เพื่อที่จะได้ไม่มีเสียงของเครื่องชงกาแฟมารบกวนช่วงเวลาการพักผ่อน

ในเรื่องของตกแต่งเราสังเกตเห็นได้ว่าใส่ใจทุกรายละเอียด อย่างเช่นกระเบื้อง ทางคุณช้างได้เลือกเป็นกระเบื้อง Versace สีเขียวแบบเข้ากันกับ Theme บ้าน

สำรวจข้างล่างแล้วก็ขึ้นไปดูชั้นบนกันบ้าง ผนังปูนตอนเดินขึ้นไปสังเกตว่าจะเป็นการฉาบแบบไม่เรียบ สไตล์ Loft ทางคุณช้างเล่าว่าต้องใช้ช่างเพียงคนเดียวในการทำเพราะถ้าใช้หลายคน การปาดปูน และ Texture จะออกมาต่างกันและไม่สม่ำเสมอ

ภาพผนังปูนสไตล์ Loft
ภาพหน้าต่างไม้ฉลุที่คุณช้างสั่งทำด้วยการเลเซอร์คัต
ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

เดินมาถึงชั้นบนกันแล้วจะเห็นว่าการจัดแสงสีจะเป็นสีแดง และมีโคมไฟตกแต่งยาวมาจากชั้นบนสุด

ชั้นสองและชั้นสามเปิดให้เข้าพักโดยคงคอนเซ็ปต์บ้านเอาไว้ คุณช้างบอกว่าอยากให้คนเข้าพักรู้สึกเหมือนมาพักบ้านอากงอาม่า โดยคอนเซ็ปต์ “บ้าน” นี่เองที่ทำให้ตั้งใจเลือกเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นด้วยตัวเอง อย่างเช่นเตียงจะเป็นเตียงไม้สักทั้งหลัง

ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

หากใครตาดีจะสังเกตเห็นว่าภาพตกแต่งบนหัวเตียงนั้นแบ่งออกเป็นมังกรและหงส์ ส่วนห้องเตียงแยกนั้นกลับเป็น มังกรทั้งสองด้าน

ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

ในจุดนี้ได้คุณช้างตอบปนขำว่า “เตียงคู่ก็เลยต้องเป็นมังกรคู่หงส์ แต่พอเตียงแยกก็อาจจะเป็นเพื่อนมาพักด้วยกัน เลยให้เป็นมังกรคู่มังกร”

พอถามว่าทำไมถึงใส่ใจในทุกรายละเอียด คุณช้างตอบอย่างอบอุ่นใจว่า

ผมใช้เวลาทำบ้านนี้ 2 ปี ไม่มองจุดคืนทุน

เพราะมันคือความสุข

มันประเมินค่าไม่ได้

ผมถือว่าได้ซ่อมบ้าน

ชิมชนมดื่มชา

เดินชมบรรยากาศกันพอสมควรแล้ว ก็ถึงเวลาชิมขนมดื่มชา โดยขนมของร้านนี้จะมีให้เลือก 7 เมนู คือ

1.พายมะพร้าว

2.ส้มเชื่อม

3.บ๊วย

4.ถั่วตัด

5.อ้ายหยู้น้ำลำไย

6.ชุดขนมเปี๊ยะไส้ถั่วและมันหวาน

7.ชุดขนมเปี๊ยะไส้ฟักและสังขยา

ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

ตัว Signature จะเป็น “อ้ายหยู้น้ำลำไย”

ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

นอกจากนี้ทางร้านยังมีชาให้เลือกหลากหลายแบบ ทั้ง ชาเขียว ชาขาว และอู่หลงนับ 10 ชนิด เช่น ทิกวนอิม และต้าหงเผา ส่วนใครที่กลัวนอนไม่หลับจากคาเฟอีน ทางร้านยังมีชากุหลาบ Organic ที่ปีหนึ่งสามารถเก็บได้ครั้งเดียวไว้บริการอีกด้วย

ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

สรุปท้ายบทความ

“ไฉ่ย้ง” ร้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำจากรุ่นสู่รุ่น และถูกทำให้เป็นที่จดจำมากขึ้นในรุ่นที่สาม นับว่าเป็นการรีโนเวทที่ประสบความสำเร็จทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม อ่านรีวิวคาเฟ่ไปพอหอมปากหอมคอกันแล้ว แวะเข้ามาชมชุดชงชาทั้งแบบจีนและญี่ปุ่นได้ที่ Kaidee

ไอเทมมงคลราคาหลักร้อย เฮง เฮง รับตรุษจีน

ไอเทมมงคลราคาหลักร้อย เฮง เฮง รับตรุษจีน

เพื่อนๆ คะ เหนื่อยกันไหม ซวยมาพอรึยัง เรียกได้ว่าปี 2020 ที่ผ่านมา โหดกับเราพอสมควรเลย ทั้งโรคระบาดที่ไม่มีท่าจะหายไปสักที ไหนจะเรื่องการงาน การเงิน ความรัก ที่ขัดสนตลอดปี ไม่ว่าจะทำบุญก็แล้ว ตระเวน 9 วัดก็แล้ว เหมือนจะไม่ดีขึ้นเลยใช่ไหม บางทีนั้นอาจจะเป็นเพราะว่า เรายังไม่เจอสิ่งนำโชค ที่ช่วยเสริมบุญ และวาสนา ที่เราทำมา ให้เปล่งประกาย ก็ได้นะคะ 

ตรุษจีนปีนี้ Kaidee เลยอยากให้เพื่อนๆ ได้มีของมงคลเอาไว้บูชา และติดตัวไว้ เพื่อต้อนรับปีใหม่ ให้มีแต่เฮง กับเฮง ล้างสิ่งเลวร้ายเมื่อปีที่แล้วไปให้หมด แล้วมาเริ่มปีใหม่ที่สดใสไปด้วยกันนะคะ 

วันตรุษจีน

วันตรุษจีน คือวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินจีน และแน่นอนว่าคล้ายกับวันสงกรานต์บ้านเรา คนจีนให้ความสำคัญกับวันนี้มากเป็นพิเศษ ถึงขั้นฉลองกันยาว 15 วันเลยทีเดียว

อาตี๋ อาหมวย ทุกคนคงรู้กันดีอยู่แล้วว่า วันหลักๆ ของเทศกาลนี้มี 3 วันหลักๆ นั่นก็คือ วันจ่าย วันไหว้ และวันเที่ยว 

วันตรุษจีนนั้น มีมานานมากกว่า 100 ปี และจะตรงกับวันแรกของฤดูใบไม้ผลิในทุกๆปี ทั้งนี้เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการจากไปของหิมะ และต้อนรับช่วงเวลาแห่งการเพาะปลูกนั่นเอง เพื่อนๆ สงสัยไหมคะ ว่าทำไมทุกอย่างในวันตรุษจีนต้องเป็นสีแดง และต้องจุดประทัดกันด้วย นั่นก็เป็นเพราะว่า คนจีนโบราณเชื่อกันว่า สีแดง และเสียงของประทัดนั้น สามารถขับไล่สิ่งชั่วร้าย และสัตว์ร้ายในตำนานได้นั่นเอง

แน่นอนว่าตรุษจีนไม่ได้มีแค่การตกแต่งสถานที่ต่างๆ ด้วยสีแดง การใส่หัวสิงโต ตีกลองรอบเมือง หรือแค่การจุดประทัดเพียงเท่านั้น คนจีนยังนิยมซื้อของมงคลต่างๆ เข้าบ้าน เพื่อบูชา และรับพรจากเทพเจ้าในวันตรุษจีนโดยเฉพาะ และของมงคลที่ว่าก็มีตั้งแต่ราคาหลักหมื่น ไปจนถึงหลักร้อย เรามาดูกันดีกว่า ว่ามีของอะไรน่าสนใจ ราคาไม่แพงกันบ้าง

แจกันดอกเหมย

chinese-NY1
ขอบคุณรูปจาก Homebeautyfurniture

นอกจากความงดงามของสีขาวบริสุทธิ์ (บางชนิดสีชมพูนม) ของดอกเหมย ที่ทำให้เหล่าบรรดาจิตรกรและกวีได้สร้างสรรค์ผลงาน โดยเปรียบดอกเหมยเสมือนดังหญิงงามแล้ว ดอกเหมยยังเป็นดอกไม้ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศจีน

เนื่องจากดอกเหมยเป็นดอกไม้ชนิดแรกที่เบ่งบานในฤดูใบไม้ผลิ  และเป็นหนึ่งในสามพฤกษาที่ไม่แห้งเหี่ยวแม้ว่าจะผ่านฤดูหนาวจนกระทั่งเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ 

ดอกเหมยจึงจัดเป็นดอกไม้สิริมงคลของคนจีน อีกทั้งยังเป็นดอกไม้ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในเทศกาลตรุษจีนอีกด้วย เพราะเมื่อคนจีนเห็นดอกเหมยเมื่อไร นั้นก็แสดงว่าลมหนาวกำลังจะผ่านพ้นไป และฤดูกาลแสนอบอุ่นนั้นกำลังคืบคลานเข้ามานั่นเอง ดอกเหมยจึงกลายเป็นดอกไม้ที่มีความหมายเป็นนัยว่า “สุขสันต์วันปีใหม่” นั่นเองค่ะ 

ตุ้ยเหลียน

chinese-NY2
ขอบคุณรูปจาก reurnthai

ตุ้ยเหลียน สามารถแปลเป็นไทยได้ว่า “บทกลอนคู่” ตามที่เห็นกันในภาพ ตุ้ยเหลียนจะมีลักษณะเป็นบทกลอนคู่ ซ้าย-ขวา ขนาดยาว  ซึ่งมีความหมายสัมพันธ์และสอดคล้องกัน

ตุ้ยเหลียนนั้น ไม่ได้ถูกใช้แค่ในงานแต่งหรือเทศกาลตรุษจีนเพียงเท่านั้น ยังใช้ในงานศพได้อีกด้วย นอกจากนี้ วัสดุที่ใช้ทำตุ้ยเหลียนนั้นก็มีหลายแบบ ตั้งแต่เขียนบนกระดาษ บนผ้า บนประตู หรือบางทีจะใช้วิธีแกะสลักบนหินก็มีนะคะ

แน่นอนว่าความหมายที่เขียนบนตุ้ยเหลียนนั้น จะเป็นคำอวยพร แตกต่างกันไปตามเทศกาล ยกตัวอย่างเช่นวันตรุษจีนจะใช้ตุ้ยเหลียน แบบพื้นสีแดง และตัวหนังสือสีทองเป็นต้นค่ะ

ฮก ลก ซิ่ว

chinese-NY3
ขอบคุณรูปจาก tnews

“ฮก ลก ซิ่ว” คือเทพเจ้า 3 องค์ที่คนจีนนับถือกันมาก เชื่อกันว่าเทพเจ้าทั้ง 3 องค์จะนำมาซึ่งความมั่งคั่งทั้ง 3 ประการ นั่นก็คือ ความร่ำรวย ความสุข และอายุที่ยืนนาน 

หลักการในการบูชานั้น จำเป็นต้องบูชาทั้ง 3 องค์ ไม่ควรบูชาแค่องค์ใดองค์หนึ่งเพียงเท่านั้น นอกจากนี้ ตำแหน่งทิศที่บูชานั้น ก็จะช่วยเสริมความเป็นสิริมงคลต่างกันไปด้วยค่ะ

  • ทิศใต้ : จะช่วยเสริมเรื่องการเงิน และโชคลาภ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับพ่อค้า แม่ค้า ทั้งหลาย
  • ทิศเหนือ : จะช่วยเสริมบารมี และอำนาจ จึงเหมาะสำหรับนักธุรกิจ หรือผู้มีตำแหน่งสูง เป็นอย่างยิ่ง
  • ทิศตะวันออก : จะช่วยเสริมเรื่อง สุขภาพ และช่วยให้ผู้บูชามีอายุยืนยาวขึ้น

ถ้าไม่รู้ว่าจะหาซื้อ เทพเจ้าทั้ง 3 องค์นี้ที่ไหน มาค่ะ ที่ขายดี มีให้เลือกเพียบ

ประทัดแดง

จะสังเกตได้ว่าในทุกเทศกาลมงคลของจีน จะต้องมีการจุดประทัดกันตลอด เพราะเหตุใด ทำไมคนจีนถึงต้องจุดประทัดรับวันมงคลกันด้วย เรามาไขข้อข้องใจกันค่ะ 

ในสมัยโบราณมีสัตว์ร้ายชื่อว่า “ซานเซียว” หรือบางคนก็เรียกมันว่า “ปีศาจเหนียน” ซึ่งชอบมาขโมยของกิน และทรัพย์สินของชาวบ้านในวันปีใหม่ ไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้าจับตัวซานเซียวเลย เพราะชาวบ้านเชื่อว่าผู้ใดที่สัมผัสซานเซียนจะเจ็บป่วย วันหนึ่งชาวบ้านได้หุงข้าวโดยใช้ปล่องไม้ไผ่เป็นฟืนก่อไฟ ซานเซียวได้กลิ่นอาหารจึงวิ่งเข้ามาจะขโมย ทันใดนั้นเองปล่องไม้ไผ่ได้ดังลั่นขึ้น เนื่องจากปะทุกับไฟ จึงทำให้ซานเซียววิ่งหนีไปในทันที

หลังจากนั้นชาวจีนจึงเชื่อกันว่าเสียงของประทัดนั้น จะช่วยขับไล่สัตว์ร้าย และภูตผีวิญญาณในวันมงคลนั่นเอง

ปี่เซียะ หรือ (Pi Xiu หรือ Pi Yao) 

คนจีนเชื่อว่า “ปี่เซียะ” เป็นสัตว์มหามงคล ซึ่งมีรูปร่างเป็นสัตว์ 5 ชนิด ส่วนหัวมีลักษณะเป็นมังกร ในขณะที่หางเป็นแมว มีปีกเป็นนกอินทรี และมีร่างกายคล้ายกับสิงโตกับกวาง นั่นเอง

คนโบราณเชื่อกันว่า ปี่เซียะ เป็นสัตว์ที่ถูกสวรรค์ลงโทษ ให้กินได้แต่เงิน และทองเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น มันยังถูกปิดรูทวาร ทำให้ไม่สามารถขับถ่ายได้อีกด้วย จึงทำให้คนจีนเชื่อว่าหากบูชา ปี่เซียะ ไว้ที่บ้าน จะทำให้เงินไหลมาเทมา และไม่รั่วไหลไปไหนนั่นเอง   

ที่สำคัญหาซื้อง่ายมากๆ ใครไม่สะดวกแบบตุ๊กตา แบบกำไลก็ฮิตนะคะ แถมยังเอาติดตัวไปไหนมาไหนสะดวกมากๆ ด้วย

ซองอั่งเปา

ถ้าพูดถึงตรุษจีน สิ่งที่นึกถึงอย่างแรก ก็ต้องเป็นเจ้าซองสีแดงซองนี้ ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของเทศกาลตรุษจีนไปแล้วอย่างแน่นอน เคยสงสัยกันไหมคะ ว่าทำไมต้องเป็นซองอั่งเปา ทำไมให้เงินสดๆ กันเลยไม่ได้ ความหมายของอั่งเปา คืออะไร วันนี้เรามีคำตอบมาให้ค่ะ

คำว่า “อั่งเปา” เป็นภาษาจีนกลางที่ออกเสียงตามจีนแต้จิ๋ว คำว่า “อั่ง” แปลว่า แดง ส่วนคำว่า “เปา” แปลว่า ซอง นั่นเอง เนื่องจากคนจีนเชื่อว่า สีแดง เป็นสีนำโชค ดังนั้นการนำเงินมาใส่ซองสีแดงจะยิ่งช่วยเสริมโชคเข้าไปอีก จึงไม่แปลกที่คนจีนจะนิยมมอบอั่งเปาให้กันในวันตรุษจีน วันแต่งงาน หรือวันมงคลอื่นๆ เพื่ออวยพรให้ผู้รับเจอกับความมั่งคั่ง ร่ำรวย นั่นเอง

สรุปท้ายบทความ

แม้ว่าเด็กรุ่นใหม่อาจจะมองว่า “งมงาย” หรือสิ่งเหล่าที่เป็นความเชื่อที่ล้าสมัย แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไรใช่ไหมคะ ที่เราจะมีที่พึ่งพาทางใจ ให้ตัวเราเองรู้สึกสบายใจ และยึดเหนี่ยวในวันยากลำบาก ใครจะไปรู้ล่ะคะ ไม่แน่สิ่งปาฏิหาริย์อาจจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีใจศรัทธาก็เป็นได้

เพื่อนๆ คนไหนกำลังมองหาของมงคลพวกนี้ในราคาเอื้อมถึง ไม่ทำร้ายกระเป๋าสตางค์ บอกเลยว่า “Look No Further” ค่ะ ที่เว็บ Kaidee ของเรา มีของมงคลมากมาย ไม่ว่าจะเป็น พระเครื่อง ของมงคลจีน และอีกมากมายให้ได้เลือกสรรกันในเว็บไซต์เดียว ว่าแล้วอย่ารอช้า คลิกเลย

ทำไมต้อง “ล้างบ้าน” ต้อนรับตรุษจีน

ทำไมต้อง “ล้างบ้าน” ต้อนรับตรุษจีน

การทำความสะอาดบ้านเป็นกิจวัตรที่เราต้องทำกันประจำอยู่แล้ว แต่สำหรับครอบครัวลูกหลานคนจีนอย่างฉันยังมีมหกรรมทำความสะอาดครั้งใหญ่ที่เรียกกันติดปากว่า “ล้างบ้าน” ซึ่งต้องทำให้เสร็จก่อนวันตรุษจีนจะมาถึง

“ล้างบ้าน” ทำไม?

ย้อนไปสมัยเด็ก ทุกๆ ปีก่อนถึงวันตรุษจีน ฉันเห็นแม่และพี่เลี้ยงวุ่นวายกับการทำความสะอาดแบบทุกซอกทุกมุมจริงๆ เห็นหยากไย่ตรงไหนต้องจัดการให้หมด ขนาดตู้กับข้าวทำจากไม้ใบใหญ่ ยังถูกขนออกมานอกบ้านเพื่อฉีดน้ำล้างและตากแดดรอแห้งกว่าครึ่งค่อนวัน

พอโตในระดับที่เรียกใช้งานรู้เรื่อง ฉันถูกเกณฑ์มาเป็นแรงงานช่วยล้างบ้านพร้อมกับพี่ๆ ด้วย ฉันทำตั้งแต่เช็ดตู้โชว์ ขัดสีฉวีวรรณมุ้งลวด ถอดใบพัดลมมาล้าง ปีนเก้าอี้เพื่อเช็ดบานเกล็ดหน้าต่างทีละบาน ไปจนถึงทำความสะอาดศาลเจ้าในบ้าน (เรียกว่า ‘ตี่จู้เอี๊ยะ’) เปลี่ยนทรายในกระถางธูป เป็นต้น

clean a fan

“ทำไมต้องล้างบ้านด้วยล่ะ?” ฉันเคยถามแม่ 

“เราเรียกว่า ‘ไฉ่ทุ้ง’ หมายถึงทำบ้านให้สะอาด ปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกไป และเตรียมต้อนรับความโชคดีที่จะเข้ามาในปีใหม่” แม่บอกแบบนั้น ซึ่งก็ตรงกับคำบอกเล่าของเพื่อนๆ ที่เกิดในครอบครัวคนจีนเหมือนกัน 

จนเมื่อไม่นานมานี้ ฉันคุยกับเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งถึงประสบการณ์การล้างบ้าน ปรากฏว่าเขาแชร์ประเด็นหนึ่งได้อย่างน่าสนใจ

“สมัยก่อนคนจีนทำงานหนัก ปีทั้งปีเอาแต่ทำงาน ไม่มีเวลามานั่งกวาดบ้านถูกบ้านทุกวันหรอก แถมสมัยนั้นไม่มีคนรับใช้หรือบริษัทรับจ้างทำความสะอาดเหมือนปัจจุบัน พอถึงตรุษจีนทีจึงมีกุศโลบายให้ Big Cleaning สักครั้ง และพอลงมือเก็บบ้าน ถึงได้รู้ว่าไอ้นู้นพัง ไอ้นี่ใช้ไม่ได้แล้ว ครั้นจะนิ่งดูดายปล่อยของพังๆ เหล่านั้นตามยถากรรมก็ใช่เรื่อง เลยหยิบขึ้นมาซ่อม ขึ้นมาเช็คให้รู้ว่ายังใช้ได้ หรือถ้าอันไหนเกินกำลังซ่อมจริงๆ ก็ทิ้งไปเสียจะได้ไม่เปลืองพื้นที่ในบ้านอีก”  

เพื่อนรุ่นพี่ยังเล่าต่อว่า โดยธรรมเนียมวันตรุษจีน ผู้น้อย (คนที่อายุน้อยกว่าหรือลูกๆ หลานๆ) ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานในเมืองจะเดินทางมาสวัสดีปีใหม่ผู้อาวุโสกว่า (เหมือนคนไทยกลับบ้านช่วงสงกรานต์) การเคลียร์บ้านให้เรียบร้อยจึงเหมือนเป็นการต้อนรับลูกหลานกลับบ้านนั่นเอง

คลีนบ้าน เคลียร์ของ ตอนไหน? 

จำได้ว่าตอนเด็กๆ แม่จะเรียกฉันและพี่มาช่วยล้างบ้านก่อนตรุษจีนประมาณหนึ่งอาทิตย์ หรือเอาให้ชัวร์คือหลังจากพิธีไหว้ส่งเจ้าขึ้นสวรรค์แล้ว (ตามปฏิทินจันทรคติวันไหว้ส่งเจ้าขึ้นสวรรค์คือ วันที่ 24 หรือวันที่ 25 เดือน 12 ขึ้นอยู่กับจำนวนวันในเดือนนั้น ปีนี้ตรงกับวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564) ซึ่งเป็นหนึ่งความเชื่อประจำเทศกาลตรุษจีนว่า ในวันนี้เทพเจ้าทั้งหลายจะเสด็จขึ้นสู่สรวงสวรรค์เพื่อไปรายงานความประพฤติของทุกคนในบ้านให้เง็กเซียนฮ่องเต้ได้ทราบ 

แม่เล่าว่าที่ต้องทำความสะอาดหลังวันส่งเจ้าขึ้นสวรรค์ เพราะจะได้ไม่รบกวนหรือลบหลู่เจ้าที่เจ้าทาง เนื่องจากการคลีนบ้านให้หมดจด รวมทั้งทำความสะอาดศาลเจ้าที่ตั้งอยู่ในบ้านแบบทำครั้งเดียวในรอบปี จำเป็นต้องใช้ไม้กวาดซึ่งถูกมองว่าเป็นของที่อยู่ต่ำ มาปัดหยากไย่บนเพดานที่อยู่สูง (สูงกว่าศาลเจ้าที่) นั้นเป็นการไม่เหมาะสม 

หลังจากเทพเจ้าขึ้นสวรรค์แล้ว เรามีเวลาราวๆ 5-6 วัน ช่วยกันทำความสะอาดให้เรียบร้อย หรือเลทสุดคือต้องเสร็จก่อนวันตรุษจีนมาถึง เพราะเชื่อกันว่าเทพเจ้าจะเสด็จกลับสู่โลกมนุษย์อีกครั้งในวันตรุษจีน ฉะนั้นจะมากวาดมาถูอีกก็ไม่ได้แล้ว และคนจีนยังมีความเชื่อกันว่า หากใครจับไม้กวาดในวันตรุษจีนจะต้องทำงานทั้งปี หรือทำให้โชคลาภหลุดลอยไปอีกด้วย 

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน บวกกับภาระหน้าที่ที่เพิ่มขึ้น มหกรรมล้างบ้านของฉันก็ไม่ได้เจาะจงรอหลังวันส่งเจ้าขึ้นสวรรค์อีก แต่อาศัยทำเรื่อยๆ ตั้งแต่เนิ่นๆ และจากการสอบถามเพื่อนๆ ที่ต้นตระกูลมาจากแผ่นดินใหญ่เหมือนกันก็พบว่าพวกเขาค่อยๆ ทยอยทำเช่นกัน และอะลุ่มอล่วยกับการล้างบ้านแบบ “ทำเท่าที่ทำได้” แทน ในขณะที่อีกหลายบ้านไม่ได้ยึดถือประเพณีนี้แล้ว ด้วยเหตุผลด้านความสะดวก และบางบ้านถือว่าตัวเองทำความสะอาดเป็นประจำอยู่แล้ว 

Clean up

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยล้างบ้านเสร็จไวขึ้น

การทำความสะอาดบ้านโดยทั่วไป มักอยู่ในขอบเขตพื้นที่ที่ใช้งานประจำ แต่สำหรับการล้างบ้านคืองานสเกลใหญ่ขึ้น ต้องไล่เช็ด ไล่กวาดกันแบบทุกซอกทุกมุม ซึ่งการเคลียร์ให้สะอาดและเสร็จไวนั้น ฉันมี 5 ประสบการณ์ตรงมาฝาก ดังนี้

  1. ทำความสะอาดจากบนลงล่าง และจากข้างในไปสู่ข้างนอก 

เป็นการจัดลำดับการทำความสะอาดที่ช่วยให้งานเสร็จไวขึ้น เช่น เริ่มทำความสะอาดจากชั้นบนไล่ลงชั้นล่าง เรื่อยออกไปถึงรั้วบ้าน , กวาดหยากไย่บนเพดาน เช็ดหน้าต่าง และค่อยกวาดพื้น , คลีนของในตู้ให้เป็นระเบียบก่อนเช็ดตู้ภายนอก , เริ่มทำความสะอาดจากห้องนอนที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวสู่ห้องนั่งเล่นที่เป็นพื้นที่ส่วนรวม เป็นต้น

  1. จัดการวัสดุที่เก็บฝุ่นให้เรียบ

ไม่ว่าจะเป็นผ้าม่าน มุ้งลวด พรม ปลอกหมอน ฯลฯ ควรแยกออกมาทำความสะอาดก่อน โดยดูดฝุ่นนำไปซัก และตากแดดฆ่าเชื้อ ซึ่งในระหว่างรอของเหล่านั้นแห้ง เราสามารถทำความสะอาดจุดอื่นได้โดยไม่เสียเวลา 

  1. ใช้เทคนิคจัดระเบียบของ Marie Kondo ช่วยได้จริงๆ
  2. เตรียมอุปกรณ์ทำความสะอาดให้เหมาะกับงาน

เช่น ใช้แปรงเช็ดกระจกแทนกระดาษหนังสือพิมพ์จะช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้น ใช้เครื่องดูดฝุ่นแทนไม้กวาดเมื่อต้องจัดการตามซอกเล็กๆ เลือกน้ำยาทำความสะอาดให้เหมาะกับพื้นผิว เป็นต้น 

  1. นัดสมาชิกในบ้านมาทำความสะอาดพร้อมกัน

เพื่อให้แต่ละคนได้เคลียร์ของของตัวเองให้เรียบร้อย โดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะเผลอทำของเราเสียหาย นอกจากนี้การที่หลายแรงร่วมด้วยช่วยกันย่อมทำให้งานเสร็จเร็วอย่างแน่นอน 

บทสรุปท้ายบทความ

กิจกรรมล้างบ้านต้อนรับตรุษจีน สำหรับฉันยังคงเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ต้องทำต่อไป ไม่ใช่แค่ทำตามความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมาเนิ่นนาน แต่คือการสร้างสุขภาวะที่ดีให้ทุกคนในครอบครัวซึ่งเป็นพื้นฐานที่ทุกบ้านพึงกระทำ เหนืออื่นใดคือการได้กลับมาทบทวนตัวเองผ่านสิ่งของและเรื่องราวต่างๆ ว่าแท้จริงแล้ว สิ่งไหน “จำเป็นหรือไม่จำเป็น” สิ่งไหนควร “เก็บหรือทิ้ง” เพื่อให้ชีวิตเบาขึ้นในทุกๆ ปีที่ผ่านไป 

ต้อนรับตรุษจีนแบบ New Normal อะไรทำแล้วดี อะไรที่ต้องถือเป็นเคล็ด

ต้อนรับตรุษจีนแบบ New Normal อะไรทำแล้วดี อะไรที่ต้องถือเป็นเคล็ด

เทศกาลที่ใครหลายคนรอคอยเพราะจะได้อั่งเปา เช่นเดียวกันใครหลายคนก็ไม่อยากให้มาถึงเพราะต้องให้อั่งเปา ในยุคนี้ในช่วงเทศกาลตรุษจีนเราก็ยังคงทำตามประเพณีที่ทำตามกันมาหลายร้อยปี ทั้งไหว้เจ้าและถือเคล็ดต่างๆ ในยุค New Normal นี้ตรุษจีนจะมีเปลี่ยนไปบ้างไหมนะ แล้วสิ่งที่ต้องทำต่างๆมีอะไรบ้าง มาทวนกันให้ดีเพื่อความปังในปีนี้ของเรา

เทศกาลตรุษจีน

เทศกาลตรุษจีน (春节) เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่ตามปฏิทินของจีน แต่ละปีจะมีวันที่ไม่ตรงกัน เช่นในปี 2021 นี้ตรงกับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ แต่ในปี 2020 ตรงกับวันที่ 25 มกราคม ซึ่งคนจีนและคนไทยเชื้อสายจีนจะให้ความสำคัญกับเทศกาลนี้มาก เช่นเดียวกับที่คนทั่วไปที่ให้ความสำคัญกับเทศกาลปีใหม่ 

ตำนานเรื่องเล่าวันตรุษจีน

หนึ่งในตำนานที่เล่าต่อกันมานั่นคือตำนานของสัตว์ประหลาดอันแสนดุร้ายหน้าตาน่ากลัวที่ชื่อ“เหนียน” (年) 

เหนียน (年)

ขอบคุณภาพจาก gugong.net

ว่ากันว่าในสมัยก่อนมีสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งที่ชื่อเหนียน หัวของมันมีเขาแหลม ฟันของมันแหลมคม ชอบล่าเหยื่อและทำร้ายผู้คน ซึ่งมันจะปรากฎตัวทุกๆวันสิ้นปี (除夕) และจะบุกเข้าไปตามหมู่บ้านมาทำร้ายคนมากมาย ดังนั้นเมื่อไรที่ใกล้ถึงวันสิ้นปี ชาวบ้านจะหนีกันไปอยู่บนเขาเพื่อหลบซ่อนไม่ให้ถูกทำร้ายจากเจ้าเหนียน 

จนมีชายแก่ผู้หนึ่งที่มาจากต่างเมือง เข้ามาในหมู่บ้านในวันสิ้นปีพอดี ซึ่งชาวบ้านนั้นก็กำลังรีบร้อนหนีขึ้นไปบนภูเขา จึงไม่มีใครสนใจชายผู้นี้มีเพียงหญิงคนหนึ่งที่จัดอาหารให้และเตือนเขาเรื่องสัตว์ประหลาด แต่เขาขอเพียงให้เขาได้พักที่นี่หนึ่งคืนแล้วเขาจะจัดการกับสัตว์ประหลาดให้ หญิงผู้นั้นจึงหมดหนทาง ยอมตกลงและรีบหนีขึ้นเขาไป 

ในคืนนั้นเองเจ้าเหนียนก็ปรากฎตัวขึ้นและเข้ามายังหมู่บ้าน ชายแก่ที่ยังอยู่ในหมู่บ้านนั้นก็ติดกระดาษแดงไว้ที่หน้าประตูบ้านของหญิงที่ให้ที่พัก ภายในบ้านก็มีจุดเทียนสีแดงไว้มากมาย เมื่อเจ้าเหนียนเห็นเข้าก็ส่งเสียงร้องดังก้องและเข้าบ้านมา ชายแก่จึงจุดประทัดที่เตรียมไว้ จนเจ้าเหนียนตกใจกลัวสุดขีดจนสุดท้ายวิ่งหนีออกจากหมู่บ้านไป ชายแก่จึงรู้ว่าเจ้าเหนียนนี้กลัวสีแดงและกลัวเสียงประทัด 

วันต่อมาซึ่งเป็นวันปีใหม่แล้ว (正月初一) ผู้คนที่หนีขึ้นเขาไปก็กลับมาที่หมู่บ้านและพบว่าชายแก่ผู้นี้ยังอยู่ดี แต่บ้านของหญิงที่ให้เขาพักค้างคืนนั้นมีกระดาษแดงแปะไว้ที่หน้าประตู ในบ้านก็มีเทียนสีแดงจุดไว้ และสวนในบ้านก็มีเสียงดังจากประทัดที่กำลังจุดอยู่ ชาวบ้านเห็นแล้วต่างก็ยกย่องในตัวชายแก่ผู้นี้ว่าสามารถขับไล่เจ้าเหนียนได้ จึงทำตามด้วยการติดกระดาษสีแดงไว้หน้าบ้าน จุดเทียนสีแดง และจุดประทัดในวันตรุษจีน 

ปัจจุบันกระดาษแดงนั้นกลายเป็นกระดาษที่เขียนโคลงคู่ ที่หลายคนเห็นกันบ่อยๆว่าจะติดเป็นคู่ฝั่งซ้ายขวา เทียนสีแดงที่จุดนั้นก็เป็นเทียนเล่มใหญ่ที่จุดกันตอนไหว้เจ้า และประทัดก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในวัดตรุษจีนที่ต้องจุดเพื่อเป็นสิริมงคล 

อยากเฮงๆทั้งปีต้องทำตามทริคนี้

ตามความเชื่อและประเพณีที่ทำตามกันมานั้นวันตรุษจีนมีกิจกรรมที่ต้องทำหลากหลายอย่าง เพื่อความเป็นสิริมงคล และเป็นความเชื่อว่าจะเจอแต่สิ่งดีๆเฮงๆปังๆทั้งปี 

วันก่อนตรุษจีนหรือฉูซี (除夕) 

ไม่ใช่เพียงเฉพาะวันตรุษจีน แต่ในวันก่อนตรุษจีนนั้นตามประเพณีก็มีเคล็ดความเชื่อที่เชื่อถือและทำตามต่อๆกันมา 

1.ไหว้บรรพบุรุษ

เช่นเดียวกับวันเชงเม้งหรือวันสารทจีน การไหว้บรรพบุรุษก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องทำเสมอ เพื่อแสดงความเคารพและขอพรจากบรรพบุรุษ เพราะคนจีนเชื่อว่าคนที่กตัญญูจะได้เจอแต่สิ่งที่ดีเสมอ 

2.กินข้าวกับครอบครัว 

ในหนึ่งปีนั้นหลายคนอาจต้องไปทำงานต่างจังหวัดห่างไกลจากบ้านและครอบครัว เมื่อถึงตรุษจีนแล้ว การกลับมาอยู่กับครอบครัว พร้อมหน้าพร้อมตากันกินข้าวจึงเป็นสิ่งที่ทำกันประจำจนกลายเป็นประเพณีอย่างหนึ่งที่ดีงาม เพื่อเติมเต็มความอบอุ่นและเสริมสร้างกำลังใจในการกลับไปทำงานต่อในปีใหม่ 

3.ติดกระดาษกลอนคู่

เราอาจเคยเห็นกระดาษสีแดงที่เขียนกลอนไว้สองแผ่นคู่กัน กลอนที่เขียนนั้นจะมีความหมายที่เป็นสิริมงคลเสมอ การติดกลอนคู่จึงเป็นการเสริมสิริมงคลทั้งกับบ้านของเราและตัวของเราเอง 

ในวันตรุษจีน

ขอบคุณภาพจาก Zhuanlan.Zhihu.com

นอกจากการไหว้เจ้าที่เราเห็นกันบ่อยๆนั้น ยังมีเคล็ดลับความปังที่หลายบ้านทำกันทุกวันตรุษจีนเพื่อเป็นสิริมงคลอีกด้วย

1.จุดประทัด

จากความเชื่อในตำนานของสัตว์ประหลาดที่ชื่อเหนียน ทำให้การจุดประทัดกลายเป็นสิ่งที่สำคัญเมื่อถึงวันตรุษจีน เพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดีเพื่อต้อนรับสิ่งใหม่ๆที่กำลังจะเข้ามาในปีใหม่

2.ไม่กวาดบ้าน

โดยปกติแล้วเราจะทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ก่อนวันตรุษจีนประมาณสองถึงสามวันเสมอ เพื่อเป็นการลบสิ่งไม่ดีและรอต้อนรับสิ่งดีๆที่จะเข้ามา และดังนั้นในวันตรุษจีนนี้เราจึงไม่กวาดบ้าน ถูพื้น เพราะมีความเชื่อว่าจะกวาดถูเอาโชคลาภความมงคลออกไปด้วย

3.มื้อเช้าไม่กินเนื้อสัตว์

ข้อนี้เป็นการละเว้นเพื่อเป็นการทำบุญไปในตัว หลังจากไหว้เจ้าเสร็จแล้วก็กินเป็นอาหารเจหรืองดเนื้อสัตว์เฉพาะมื้อเช้า หลังจากนั้นตอนบ่ายก็ค่อยกินอาหารปกติ 

ยุค New Normal แบบนี้ ฉลองตรุษจีนแบบไหนดีล่ะ?

ขอบคุณภาพจาก Zhuanlan.Zhihu.com

ยุคนี้ที่เราต้องมีการ Social Distance คอยเว้นระยะห่างและคอยใส่หน้ากากอนามัย การฉลองตรุษจีนก็สามารถปรับให้เข้ากับยุคใหม่นี้ได้ ลองทำตามนี้ดูกันได้เลย 

1. ให้อั่งเปาแบบออนไลน์

เลี่ยงการสัมผัสกันโดยเฉพาะเงินตราต่างๆ เพื่อสุขอนามัย แต่ถ้าใครอยากใช้ซองแดงจริงๆก็ต้องล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังหยิบซองและเงินให้กับครอบครัวลูกหลานเสมอ 

2.เว้นระยะห่างและใช้ช้อนกลางตอนกินข้าวกับครอบครัว

ประเพณีการกินข้าวร่วมกับครอบครัวก็เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้สำหรับตรุษจีน แต่ในยุคนี้ก็ควรเว้นระยะห่างและใช้ช้อนกลาง หรือหากเปลี่ยนได้ก็เปลี่ยนเป็นอาหารจานเดี่ยว นั่งกินแบบจานใครจานมันเพื่อความสะอาดและปลอดภัย 

3.ซื้อของขวัญที่ซัพพอร์ทการเรียนหรือทำงานที่บ้าน 

ยุคนี้ไม่ว่าจะนักเรียนหรือคนทำงานต่างก็กลับมาทำงานกันที่บ้านมากขึ้น ดังนั้นการให้ของขวัญเป็นสิ่งที่ช่วยให้การอยู่บ้านของเรานั้นมีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้นก็เป็นสิ่งที่ดี เช่น โน๊ตบุ๊คสำหรับเรียนออนไลน์ เฟอร์นิเจอร์ต่างๆเพื่อให้การทำงานสะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งหากใครอยากได้เป็นของมือสองสภาพดีราคาประหยัดล่ะก็ ต้องที่ Kaidee นี่เลย 

สรุป

ไม่ว่าจะตรุษจีนปีไหนๆทั้งคนจีนและคนเชื้อสายจีนต่างก็ตื่นเต้นและรอคอยกันอย่างมีความสุข ซึ่งตรุษจีนนี้หากเปรียบเทียบแล้วก็คล้ายกับสงกรานต์ของไทยที่คนต่างกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวกันไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหนก็แล้วแต่ เพื่อเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความสุขใจ เพราะความเป็นสิริมงคลที่ดีที่สุดในชีวิตก็คงหนีไม่พ้นการได้มีความสุขกับครอบครัวคนที่รักและตัวเราเอง 

และไม่ว่าจะเทศกาลไหนหากอยากหาของมือสองสภาพดี ราคาสมเหตุสมผล มาดูกันที่ Kaidee ได้เลย