Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
จะดีแค่ไหน ถ้าเราได้อยู่คอนโดในบรรยากาศริมทะเลสุดชิล แล้วให้ความรู้สึกเหมือนได้ไปเที่ยวพักผ่อนในทุกๆ วัน นี่จึงเป็นหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คอนโดมิเนียมในเมืองยอดฮิตอย่างพัทยาและหัวหิน กลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญ ที่หลายคนอยากย้ายสำมะโนครัวไปอยู่ริมทะเลกันมากมาย และต้องขอบอกเลยว่า ที่ดินในย่านดังกล่าว ถือเป็นทำเลทองอย่างแท้จริง เพราะนักลงทุนทั้งหลายต่างก็อยากจับจองพื้นที่ริมชายหาด เพื่อผุดเมกะโปรเจคต์ในการสร้างอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ขึ้นมากมาย
ซึ่งนอกจากคนที่กำลังมองหาที่อยู่ริมทะเล เพื่อเอาไว้ตากอากาศแล้ว เรื่องของการลงทุนเพื่อการเปิดให้เช่าหรือต่อยอดธุรกิจ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ โดยเราจะมาแนะนำ 5 คอนโดสุดเจ๋งติดริมทะเลในโซนพัทยา-หัวหิน ให้ผู้ที่กำลังสนใจ ได้จดบันทึกไว้เป็นตัวเลือก รับประกันความดีงามทุกที่แน่นอน
1. AROM Wongamat Pattaya
Credit – Arom Wongamat Pattaya
Location : หาดวงศ์อมาตย์ พัทยา จ.ชลบุรี
เริ่มต้นกันด้วยคอนโดน้องใหม่แห่งเมืองพัทยา บนที่ตั้งที่ดีที่สุดบนหาดวงศ์อมาตย์ ภายใต้คอนเซปต์ Sense The Masterpiece ถือเป็นซุปเปอร์ลักชัวรี่คอนโดมิเนียม ที่เปี่ยมไปเ้วยความสวยงามทั้งในด้านของการออกแบบ การตกแต่ง ความหรูหรา และพื้นที่ส่วนกลาง ที่ใส่มาให้แบบจัดเต็มจริงๆ
โดยตัวคอนโดมาพร้อมความสูง 55 ชั้น บนเนื้อที่ 3.3 ไร่ ประกอบด้วยห้องชุดสุดหรู เน้นความเป็นส่วนตัว จำนวน 319 ยูนิต แบ่งตามประเภทห้องพักทั้งหมด 3 แบบ ได้แก่ 1 ห้องนอน, 2 ห้องนอน และเพนท์เฮ้าส์ ซึ่งไฮไลท์เด็ดก็คือ ทุกยูนิตจะสามารถมองเห็นทัศนียภาพอันงดงามของหาดวงศ์อมาตย์และผืนน้ำทะเลได้แบบพาโนรามา อีกทั้งยูนิตพิเศษจะมาพร้อมสระจากุซซี่บนระเบียงส่วนตัวอีกด้วย
Credit – Arom Wongamat Pattaya
ในทุกชั้นของโซนที่พักอาศัยจะเน้นความเป็นส่วนตัวแบบสุดๆ เสมือนเป็นที่พักตากอากาศส่วนตัว ด้วยการออกแแบบให้มีเพียงชั้นละ 7 ยูนิตเท่านั้น พร้อมด้วยลิฟท์ส่วนตัวตรงเข้าสู่ห้องพัก สำหรับยูนิตพิเศษอีกด้วย
ในด้านสิ่งอำนวยความสะดวกก็พร้อมมอบประสบการณ์แบบเฟิร์สคลาสให้แก่ผู้เข้าพัก ด้วยพื้นที่ส่วนกลางขนาด 4,820 ตารางเมตร เริ่มต้นด้วยที่จอดรถระบบ Auto Parking พร้อมด้วยที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า, พื้นที่สีเขียวสุดร่มรื่น, สระว่ายน้ำริมหาดแบบเล่นระดับ พร้อมเชื่อมต่อสไลเดอร์ 2 ชั้น แบบ Multilevel Aqua Pool, ออนเซนขนาดใหญ่, สตรีม-ซาวน่า, ฟิตเนส, ห้องซาลอน, โยคะ, สปา, ห้องชมภาพยนตร์, ห้องเด็กเล่น
นอกจากนี้ยังมี Sky Facilities บนดาดฟ้า สามารถชมวิวขอบฟ้าไกลสุดสายตาได้แบบพาโนรามา พร้อมด้วยสระว่ายน้ำระบบน้ำเกลืออีก 1 สระ ที่ออกแบบมาในสไตล์ Infinity Pool View ยาวถึง 35 เมตร อีกทั้งยังมี Sky Jacuzzi, Aqua Cycling & Swim Jet, Sky Lounge, Private Deck และ Co-Kitchen Space
2. Baan Plai Haad Pattaya
Credit – Baan Plai Haad
Location : หาดวงศ์อมาตย์ พัทยา จ.ชลบุรี
อีกหนึ่งโครงการริมหาดพัทยาที่ตั้งอยู่ในบริเวณหาดวงศ์อมาตย์เช่นกัน โดยอยู่ในซอยนาเกลือ 16 ซึ่งโครงการจะแบ่งเป็น 2 ตึก คือคอนโด High-Rise ความสูง 31 ชั้น และ Low-Rise ความสูง 7 ชั้น รวมทั้งหมด 353 ยูนิต แบ่งห้องพักออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1 ห้องนอน, 2 ห้องนอน และ 3 ห้องนอน ด้านการตกแต่งถูกออกแบบในสไตล์โมเดิร์นรีสอร์ท ที่แฝงเรื่องราวของธรรมชาติเข้าไว้ได้อย่างลงตัว
Credit – Baan Plai Haad
สำหรับพื้นที่ส่วนกลางก็เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ให้คุณได้เพลิดเพลินกับการใช้ชีวิตติดทะเลแบบเต็มอิ่ม เริ่มต้นด้วยสระว่ายน้ำแบบ Infinity Sky Pool ที่มีวิวทะเลเป็นแบคกราวน์ด้านหลัง, จากุซซี่ในบรรยากาศริมชายหาด, ฟิตเนสพร้มอุปกรณ์ครบครัน และสวนพักผ่อนสุดเขียวขจี
3. Dusit D2 Residences Hua Hin
Credit – Dusit D2 Hua Hin
Location : หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
ข้ามฟากมาฝั่งหัวหินกันบ้าง กับคอนโดมาตรฐานโรงแรม 5 ดาวจากเครือ Dusit บนทำเลสุดฮอตใจกลางเมืองหัวหิน ห่างจากชายหาดและศูนย์การค้าเพียง 350 เมตร โดยตัวโครงการถูกออกแบบมาอย่างประณีตด้วยสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่เน้นความอบอุ่น ให้คุณรู้สึกอยากอยู่บ้านตลอดเวลา โดยห้องพักแบ่งเป็น 5 ประเภท ได้แก่ Studio, 1 Bedroom, 1 Bedroom Extra, 1 Bedroom Corner และ 1 Bedroom Suites
Credit – Dusit D2 Hua Hin
ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยด้วยพื้นที่ทำงานท่ามกลางธรรมชาติ พร้อมพื้นที่ส่วนกลางที่จะมอบประสบการณ์การพักผ่อนให้คุณอย่างสุดชิล อาทิ สระว่ายน้ำระบบเกลือ, สระว่ายน้ำเด็ก, ฟิตเนส, สวนสาธารณะ และระบบการเข้า-ออกโครงการผ่านมือถือ นอกจากนี้ยังมีบริการสุดพิเศษจากโรงแรม dusit D2 Hua Hin เช่น ห้องอาหาร, รูฟทอปบาร์, บริการด้านข้อมูล, บริการทำความสะอาด และบริการซัก-รีด
4. InterContinental Residences Hua Hin
Credit – InterContinental Residences Hua Hin
Location : หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
ต่อด้วยอีกหนึ่งคอนโดสุดหรูใจกลางเมืองหัวหิน ที่การันตีมาตรฐานจากแบรนด์โรงแรมระดับโลกเช่นกัน ชูจุดเด่นด้วยทำเลสุดเอ็กซ์คลูซีฟติดชายหาด ให้คุณดื่มด่ำบรรยากาศทะเล สายลม แสงแดดได้อย่างเต็มอิ่ม โดยการตกแต่งจะมาในสไตล์โคโลเนียล ผสานความหรูหราในทุกอณู รวมไปถึงด้านการบริการระดับโรงแรม 5 ดาว ที่พร้อมมอบประสบการณ์พักอาศัยในแบบรีสอร์ทมาสู่การใช้ชีวิตประจำวัน ด้านห้องพักมีทั้งหมด 238 ยูนิต 5 ประเภทหลักๆ ได้แก่ 1 ห้องนอน, 2 ห้องนอน, 3 ห้องนอน, Duplex และ Penthouse โดยยูนิตบางประเภทจะมี Pool Access ที่สามารถเดินลงสระว่ายน้ำจากห้องพักได้ทันที
Credit – InterContinental Residences Hua Hin
สำหรับส่วนกลางจะเน้นพื้นที่สีเขียวและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันบนพื้นที่กว่า 4 ไร่ อาทิ สวนขนาดใหญ่, ชายหาดส่วนตัว, สระว่ายน้ำ 7 สระ รวมไปถึงสระติดทะเล, ห้องออกกำลังกายที่ซ่อนอยู่ใต้สระว่ายน้ำ, ห้องสปา, พื้นที่จัดเลี้ยงริมชายหาด และอื่นๆ อีกมากมาย
นอกจากนี้ผู้เข้าพักยังได้รับความพิเศษไปอีกขั้นจากบริการชั้นยอด เช่น Butler ส่วนตัว, บริการช่วยเหลือพิเศษ, บริการอาหาร, บริการเชฟ, บริการทำความสะอาด, บริการซัก-รีด และรถรับส่งไปยังสถานที่ต่างๆ ของเมืองหัวหิน
5. Marina Bayfront Sriracha
Credit – Marina Bayfront Sriracha
Location : อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
ปิดท้ายกันที่อีกหนึ่งทำเลทองอย่างศรีราชา ที่เดินทางสะดวกทั้งจากกรุงเทพฯ และพัทยา เหมาะแก่ทั้งผู้ที่อยากอยู่อาศัยเองหรือลงทุนต่อยอดให้แก่ Expat ชาวญี่ปุ่นที่นิยมย้ายมาอาศัยที่ศรีราชาเป็นจำนวนมาก โดยตัวโครงการจะเป็นคอนโด High-Rise ความสูง 32 ชั้น 273 ยูนิต โดยมีประเภทห้องพักให้เลือก 4 แบบ ได้แก่ 1 ห้องนอน, 2 ห้องนอน, Duplex และ Penthouse
Credit – Marina Bayfront Sriracha
เติมเต็มไลฟ์สไตล์การพักผ่อนด้วยพื้นที่ส่วนกลางระดับมาตรฐาน ได้แก่ สระว่ายน้ำแบบ Infinity Edge พร้อมวิวทะเลแบบพาโนรามา, ฟิตเนส, สวนพักผ่อนลอยฟ้าวิวทะเล พร้อมด้วย Convenient Mall ด้านล่างโครงการ ที่ให้ผู้พักอาศัยสามารถช้อปปิ้งกันได้แบบใกล้แค่เอื้อม
เรียกได้ว่าคอนโดริมทะเลแต่ละที่ที่เราแนะนำกันไปนั้น มาพร้อมบรรยากาศและสิ่งอำนวยความสะดวกแบบจัดเต็มจริงๆ บอกเลยว่าใครที่กำลังมองหาที่อยู่ใหม่ริมทะเล ไว้เป็นบ้านหลังที่ 2 หรือสนใจซื้อหาไว้เพื่อลงทุน ถือว่าน่าสนใจสุดๆ แต่นอกจาก 5 คอนโดนี้ ที่เราแนะนำไปแล้ว ก็ยังมีคอนโดริมทะเลเด็ดๆ อีกมากมาย ไว้ให้สายอสังหาฯ ได้เลือกสรรกัน เพียงแวะเข้าไปที่ BaanKaidee รับรองว่ามีคอนโดเด็ดๆ รอคุณอยู่อีกเพียบ
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
แม้ยุคนี้จะมีคอนโดมือหนึ่งผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดแค่ไหน แต่คอนโดมือสองก็ยังเป็นอีกทางเลือกที่คนซื้อบ้านยังให้ความสนใจอยู่ ไม่ว่าจะซื้อไว้อยู่เองหรือปล่อยเช่า การซื้อคอนโดมือสองมีทั้งค่าใช้จ่ายที่เหมือนและแตกต่างกับการซื้อคอนโดมือหนึ่ง ค่าใช้จ่ายในการซื้อคอนโดมือสองจะมีอะไรบ้าง จ่ายไปทำไม ไม่ต้องไปตามอ่านที่ไหนไกล วันนี้เรารวบรวมค่าใช้จ่ายมาไว้ให้ที่นี่แล้วค่ะ
ส่วนต่างค่าคอนโด
กรณีกู้คอนโดมือสอง ธนาคารจะปล่อยกู้สูงสุดประมาณ 70-95% ของราคาประเมิน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายธนาคารแต่ละแห่งด้วย เพราะฉะนั้นเงินส่วนต่างจากยอดกู้หรือราคาซื้อขายจริงที่เกินราคาประเมินมา เราต้องออกเงินส่วนต่างตรงนั้น แต่บางรายอาจจะกู้เกินราคาประเมินหรือราคาประเมินสูงกว่าราคาซื้อขายจริงอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรเตรียมเงินสำรองเผื่อไว้ด้วย
ค่าจดจำนอง
ผู้ซื้อจะต้องเสียค่าจดจำนอง 1% จากยอดสินเชื่อในกรณีกู้ธนาคาร
ค่าประกันเงินกู้
ค่าประกันเงินกู้มีไว้คุ้มครองผู้ซื้อและตัวห้องที่ซื้อในกรณีที่ผู้ซื้อเสียชีวิตและไม่สามารถชำระหนี้ที่เหลือได้ เงินประกันตรงนี้นำไปใช้ชำระหนี้ในส่วนนั้นแทน ส่วนมากจะทำประกันนี้กับธนาคารตอนยื่นกู้สินเชื่อ
ค่าประกันสาธารณูปโภค
ถึงจะเป็นคอนโดมือสอง แต่ก็ต้องมีค่าประกันสาธารณูปโภคอย่างค่ามิเตอร์น้ำและมิเตอร์ไฟเหมือนคอนโดมือหนึ่ง
ค่าโอนกรรมสิทธิ์
เป็นค่าธรรมเนียมการโอนที่กรมที่ดินเรียกเก็บ 2% ของราคาขายหรือราคาประเมิน ถ้าราคาไหนสูงกว่า ก็คิดจากราคานั้น ส่วนมากผู้ขายและผู้ซื้อจะแบ่งจ่ายคนละครึ่งซึ่งก็คือ 1% ของราคาประเมินนั่นเอง
ภาษีธุรกิจเฉพาะ
ภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นภาษีที่คิด 3.3% ของราคาซื้อขายหรือราคาประเมินโดยเลือกคำนวณจากราคาที่สูงกว่า แต่ถ้าผู้ขายเป็นเจ้าของห้องชุดนั้นมาเกิน 5 ปีหรือมีชื่อเป็นเจ้าบ้านในทะเบียนบ้าน 1 ปีขึ้นไป จะได้รับการยกเว้นค่าใช้จ่ายนี้ ถึงกฎหมายจะกำหนดให้ผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบภาษีนี้ แต่หลายคนมักจะคิดรวมภาษีธุรกิจเฉพาะไว้ในราคาขายแล้ว
ค่าอากรแสตมป์
ผู้ขายที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจ่ายภาษีธุรกิจเฉพาะ ไม่ว่าจะเพราะเป็นเจ้าของห้องชุดมาเกิน 5 ปีหรือมีชื่อเป็นเจ้าบ้านในทะเบียนบ้าน 1 ปีขึ้นไป จะต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 0.5% แทน สรุปง่าย ๆ คือเราจะเสียอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ถ้าเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ก็ไม่ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ และเช่นเดียวกับภาษีธุรกิจเฉพาะ กฎหมายจะกำหนดให้ผู้ขายเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายนี้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายเป็นกรณีไป
ภาษีเงินได้
กรมสรรพากรจะคำนวณภาษีเงินได้สำหรับการซื้อขายครั้งนี้ ส่วนใหญ่ผู้ขายจะเป็นคนรับผิดชอบจ่ายภาษีในส่วนนี้เอง
และทั้งหมดนี้ก็คือลิสต์ค่าใช้จ่ายที่คนจะซื้อคอนโดมือสองควรรู้ก่อนตัดสินใจ! หวังว่าจะช่วยให้ทุกคนเข้าใจรายละเอียดค่าใช้จ่ายแต่ละประเภทมากขึ้นนะคะ ใครที่คิดว่าความรู้แน่นขึ้นแล้ว แต่ยังไม่เจอคอนโดมือสองที่โดนใจในทำเลที่ใช่ ไม่ต้องไปไหนไกลค่ะ Kaidee Property มีทุกสิ่งที่คุณตามหา! จะคอนโดมือสองแบบไหน ย่านอะไร มีให้เลือกกันแบบจัดเต็มสุด ๆ เล็งที่ไหนไว้ แวะเข้าไปดูกันที่แอปพลิเคชันเราได้เลยค่ะ
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
การเลือกซื้อหรือเช่าคอนโดแต่ละครั้งต้องคิดให้ดี เพราะจะเป็นพื้นที่ทีคุณเข้าไปอยู่อาศัยเกือบ 80% ของทั้งปี ดังนั้นหากคุณคิดจะซื้อหรือเช่าคอนโดเพื่ออยู่อาศัยแล้ว นอกจากจะเข้าไปดูห้องจริงแล้ว ที่สำคัญกว่าคือ การเลือกห้องให้เหมาะสมกับกำลังทรัพย์และความพึงพอใจในการอาศัยอยู่ สำหรับคอนโดมิเนียมสมัยนี้ห้องที่คนนิยมอาศัยอยู่จะแบ่งเป็นห้อง Studio Room กับ One Bedroom
Studio Room
ห้องสตูดิโอคือห้องที่เมื่อเปิดประตูเข้ามาคุณก็จะพบกับครัวเล็ก ๆ และเตียงเลย กล่าวคือห้องสตูดิโอจะไม่มีการกั้นห้องระหว่างโซนห้องครัว – ห้องนั่งเล่นออกจากห้องนอน ทำเป็นห้องเดียวแต่รวมทุกโซนไว้ด้วยกัน
โดยส่วนใหญ่แล้วห้องสตูดิโอจะประกอบไปด้วย โซนครัวเล็ก ๆ ถัดมาจะเป็นโซฟาพร้อมทีวีตั้งอยู่ที่กลางห้อง และท้ายที่สุดจะเป็นเตียงนอนที่มักวางติดไว้กับตู้เสื้อผ้า ผู้อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับห้องลักษณะนี้เป็นกลุ่มคนที่อาศัยอยู่คนเดียวและมีกำลังทรัพย์ไม่สูงนัก
One Bedroom
ห้องแบบหนึ่งห้องนอนหรือ One Bedroom เป็นที่นิยมพอ ๆ กันกับห้องสตูดิโอ ความแตกต่างของห้องแบบนี้อยู่ที่การแบ่งสัดส่วนห้องชัดเจน มักจะนิยมวางแปลนห้องไว้ ให้แบ่งห้องเป็นสองส่วน ส่วนแรกเมื่อเข้ามาในห้องจะพบกับโซนห้องครัวและห้องนั่งเล่นในห้องโซนเดียวกัน
ส่วนที่สองจะมีการวางกำแพงกันห้องนอนเอาไว้ เพื่อแบ่งสัดส่วนการใช้งานให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งห้องน้ำจะมีทั้งวางไว้ในโซนเดียวกับห้องครัวและวางไว้ใกล้กับห้องนอน ผู้อยู่อาศัยในห้องคอนโดนลักษณะนี้เหมาะกับอยู่คนเดียวถึงสองคนและมีกำลังทรัพย์ในระดับหนึ่งค่ะ
เทียบข้อดี – ข้อเสีย แบบไหนดีกว่าระหว่าง
One Bedroom VS. Studio Room
1.ราคา
ในส่วนของราคาแน่นอนว่าสำหรับห้องสตูดิโอย่อมถูกกว่าห้องแบบหนึ่งห้องนอน ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ต้องการอยู่อาศัยคนเดียวที่มีงบไม่มากและต้องการหาห้องที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ง่าย ๆ ไม่ต้องการความเป็นสัดส่วนเท่าไหร่นัก เพราะเมื่อรวมกับค่าน้ำค่าไฟแล้ว อาจเทียบเท่าราคาเช่าห้อง One Bedroom เลยก็ว่าได้
ขณะเดียวกันสำหรับคนที่อาศัยอยู่แบบหนึ่งห้องนอน เหมาะกับคนที่อยู่อาศัยหนึ่งคนถึงสองคน ที่มีกำลังทรัพย์ในระดับหนึ่งและต้องการพื้นที่ที่แบ่งสัดส่วนชัดเจน แต่ในด้านราคาก็จะสูงขึ้นมาตามไซส์ห้องนั่นเอง เฉลี่ยแล้วราคาสำหรับเช่าจะอยู่ที่ต่ำสุดประมาณ 15,000 บาทขึ้นไป
2.ไซส์ห้อง
ขนาดของห้องก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเลือกว่าจะอยู่อาศัยแบบไหน เนื่องจากห้องสตูดิโอจะมีไซส์ที่เล็กกว่าห้อง One Bedroom แน่นอน แต่ในเรื่องเซ้นส์ของความกว้าง ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะรู้สึกว่าห้องสตูดิโอใหญ่กว่าห้องที่มีการกั้นห้อง
เนื่องจากการกั้นห้องจะเปลืองพื้นที่ในการกั้นกำแพงเลยทำให้รู้สึกเล็ก แต่ไม่ได้หมายความว่า ห้อง One Bedroom จะมีขนาดเล็กเหมือนกันหมด เพราะบางคอนโดได้เผื่อพื้นที่ไว้สำหรับการกั้นห้องแล้ว ทำให้ผู้อาศัยไม่รู้สึกว่าห้องคับแคบเกินไปแต่อย่างใด
3.ความสะดวกสบายและความเป็นส่วนตัว
ใครที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายและความเป็นส่วนตัว ห้อง One Bedroom เป็นห้องที่เหมาะสมกับคุณที่สุดแน่นอนค่ะ เพราะเป็นห้องที่มีสเปซและให้ความเป็นส่วนตัวกับคุณได้ ตรงกันข้ามกับห้องสตูดิโอที่ไม่มีการแบ่งสัดส่วน ทำให้รู้สึกไม่เป็นส่วนตัวเท่าที่ควรหากมีผู้อาศัยร่วมมากว่าหนึ่งคน
ยิ่งไปกว่านั้นการรวมห้องทุกโซนไว้ด้วยกัน การทำอาหารจัดว่าเป็นงานยาก เนื่องมาจากปัญหาเรื่องกลิ่นที่มีโอกาสติดไปถึงเตียงนอนได้ ห้องสตูดิโอจึงมีข้อเสียในเรื่องของสัดส่วนเป็นหลัก ขณะเดียวกันหากใครไม่ซีเรียสเรื่องข้างต้น การซื้อหรือเช่าห้องสตูดิโอก็จัดเป็นช้อยส์ที่ดีช้อยส์หนึ่งเลยค่ะ
ท้ายที่สุดแล้วการเลือกห้องในคอนโดสักห้อง ความพึงพอใจส่วนบุคคลและกำลังทรัพย์ควรเป็นปัจจัยที่คำนึงถึงเป็นอันดับแรก เพราะบางคนหวงแหนความเป็นส่วนตัวที่สุด แม้การจ่ายเงินน้อยแต่ไร้ความสบายใจก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไรใช่ไหมคะ แต่ถ้าคุณยังตัดสินใจไม่ได้ ให้ Kaidee Property เป็นผู้ช่วยคุณในการหาคอนโดถูกใจคุณสักห้องดูไหม ?
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
เพื่อน ๆ หลายคน พอมีงานทำที่มั่นคงกันแล้ว ก็มักจะวางแผนที่จะมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งใช่ไหมล่ะครับ บางคนก็มีแผนจะซื้อคอนโดที่มีพื้นที่ใช้สอยเยอะ เพราะสะดวกกว่า บางคนอยากที่จะซื้อบ้านมากกว่า เนื่องจากมีพื้นที่เยอะกว่า มีความเป็นส่วนตัว และสามารถรองรับสมาชิกครอบครัวที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตด้วย วันนี้บทความเรามีคำตอบให้กับคุณแน่นอน ถ้าหากจะซื้อที่อยู่ ควรจะซื้อบ้านหรือคอนโดดี ซึ่งจะมีปัจจัยหลัก ๆ 7 ข้อในการตัดสินใจ มาดูกันเลย มีอะไรบ้าง
1. ทำเลที่ตั้ง
คอนโด
คอนโดจะได้เปรียบในเรื่องนี้ โดยคอนโดส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะมีทำเลที่ตั้งใกล้กับรถไฟฟ้าและใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกภายนอกมากมายอย่าง ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล ร้านค้า ร้านอาหาร เป็นต้น ซึ่งทำเลที่ติดรถไฟฟ้าจะเป็นทำเลที่เดินทางสะดวกสบาย ราคาพื้นที่บริเวณโดยรอบมีมูลค่าเพิ่มไปด้วย จึงทำให้คนที่เป็นเจ้าของคอนโดที่ใกล้รถไฟฟ้าหรือสถานที่สำคัญต่าง ๆ สามารถเก็บไว้เก็งกำไรเพื่อขายต่อหรือปล่อยเช่าได้
โครงการบ้าน
หมู่บ้านจะเป็นส่วนน้อยมาก ๆ ที่จะตั้งอยู่ทำเลกลางเมืองหรือติดกับรถไฟฟ้าและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เนื่องจากพื้นที่ในการสร้างโครงการต้องใช้พื้นที่เยอะกว่าการสร้างคอนโดที่เป็นตึกสูง ซึ่งจะเห็นโครงการบ้านส่วนใหญ่จะสร้างขึ้นแถบแนวชานเมืองเลย หรือถ้าเป็นโครงการบ้านใจกลางเมืองราคาก็จะสูงมาก ๆ เลยล่ะ
2. พื้นที่ใช้สอย
คอนโด
พื้นที่ใช้สอยภายในคอนโด อาจจะไม่เยอะเท่าบ้าน เพราะว่าแต่ละโครงการคอนโดก็จะกำหนดพื้นที่ของแต่ละห้องมาให้เลือกเลย ซึ่งบางโครงการราคาสูงยังได้ห้องที่เป็น Studio แต่ถ้าอยากได้พื้นที่เยอะ ห้องแบ่งเป็นสัดส่วน ราคาของห้องก็สูงมากเลยล่ะ
โครงการบ้าน
พื้นที่ใช้สอยของบ้านนั้น เป็นข้อได้เปรียบ เพราะบ้านให้พื้นที่มากกว่า ห้องแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน พื้นที่ของแต่ละห้องก็สามารถปรับแต่งหรือตกแต่งเพิ่มได้และยังสามารถวางของได้เยอะ โดยเฉพาะพื้นที่ภายนอกบ้านเป็นส่วนหนึ่งที่คอนโดไม่มี ซึ่งจะมีพื้นที่จอดรถ มีพื้นที่ใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้และที่สำคัญ คือ สามารถปลูกต้นไม้ จัดสวน หรือจะตกแต่งให้พื้นที่ภายนอกให้สวยงามตามใจเพื่อน ๆ ได้อีกด้วย
3. สิ่งอำนวยความสะดวก
คอนโด
คอนโดนั้นมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย โดยจะมีส่วนกลางที่ทำเพื่อผู้ที่เป็นเจ้าของห้องในคอนโดนั้น ได้ทำกิจกรรมเพื่อผ่อนคลายจากการทำงานหรือใช้ทำกิจกรรมในช่วงวันหยุดพักผ่อน โดยสิ่งพื้นฐานที่คอนโดมี คือ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส สวนพักผ่อน ห้องสมุด ซึ่งบางที่อาจมีห้องซาวน่าและห้องสตรีมด้วย
โครงการบ้าน
โครงการบ้านในปัจจุบันก็จะมีส่วนกลางที่คล้ายกับคอนโด เพื่อให้ผู้ที่เป็นเจ้าของบ้านในโครงการสามารถใช้ทำกิจกรรมหลังเลิกงานหรือในช่วงวันหยุด โดยจะมี สระว่ายน้ำ ฟิตเนส สวนพักผ่อน และส่วนกลางอื่น ๆ อีกมากมาย แต่อาจจะเดินทางไปที่ส่วนกลางไกลหน่อยนะ
4. ความเป็นส่วนตัว
คอนโด
เมื่อเพื่อน ๆ คิดที่จะซื้อคอนโดแล้ว จะต้องยอมรับความเป็นส่วนตัวที่อาจจะไม่ค่อยเป็นส่วนตัวเท่าไร เพราะว่าห้องของคอนโดเป็นอาคารชุด ห้องอยู่ติดกัน ไม่ว่าข้างห้องจะทำอะไรเสียงดัง ห้องที่ติดกันก็จะสามารถได้ยินเสียงนั้นได้ เสียงเบาหรือดังขึ้นอยู่กับผนังของห้องว่ามีการดูดซับเสียงมากขนาดไหน
โครงการบ้าน
บ้านจะมีข้อได้เปรียบกว่าคอนโดตรงที่มีความเป็นส่วนตัว ไม่อยู่ติดกับใคร ไม่ว่าจะทำอะไรที่เสียงดังในระดับที่ปกติหรือทำกิจกรรมร่วมกับคนในครอบครัว เช่น ทำอาหาร ล้างรถ หรือกิจกรรมใด ๆ ก็ตามแต่ ก็สามารถทำให้อย่างสะดวก ไร้กังวล เพราะไม่ว่าจะทำอะไร ก็ยังอยู่ในบริเวณบ้านและไม่สร้างความรบกวนให้กับใคร
5. ระบบความปลอดภัย
คอนโด
เนื่องจากคอนโดเป็นอาคารที่เป็นตึกสูง เพราะฉะนั้นคอนโดจึงมีความเสี่ยงในเรื่องของความปลอดภัยหลายเรื่อง เช่น เพลิงไหม้ ซึ่งถ้าเกิดเหตุเพลิงไหม้ในห้องใดห้องหนึ่ง มีความเสี่ยงสูงที่ไฟจะลามไปห้องข้าง ๆ ได้รวดเร็ว ทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง อีกทั้งการโดยสารด้วยลิฟท์ มีโอกาสเสี่ยงการเกิดลิฟท์ค้างหรือไฟดับได้ด้วย
โครงการบ้าน
เรื่องความปลอดภัยของบ้าน ก็จะหนีไม่พ้นเรื่องของทรัพย์สิน เนื่องจากบ้านจะมีความเป็นส่วนตัวและเงียบ ความปลอดภัยทางเข้า – ออกอาจจะไม่รัดกุมเท่าคอนโด อาจจะทำให้มีขโมยเข้ามานำสิ่งของออกไปได้ง่าย ต่างจากคอนโดที่จะมีระบบรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนา ไม่ว่าจะเป็น การแตะการ์ดเข้าตึก กล้องวงจรปิดทุกชั้น นั่นเอง นอกจากนี้ บ้านยังมีความเสี่ยงเรื่องภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วม ถ้าหากหมู่บ้านตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยง
6. การบำรุงรักษา
คอนโด
การดูแลบำรุงรักษาคอนโดนั้นไม่มีอะไรจุกจิกเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาจะอยู่ที่ส่วนกลางของคอนโดมากกว่า โดยค่าใช้จ่ายส่วนนี้ทางนิติของคอนโดจะเก็บกับเพื่อน ๆ อยู่แล้ว เจ้าของห้องก็จะดูแลเรื่องบำรุงรักษาภายในห้องเท่านั้น
บ้าน
ส่วนบ้านการบำรุงดูแลรักษาจะจุกจิกกว่าคอนโด เนื่องจากบ้านนั้นมีความเป็นส่วนตัวและมีพื้นที่เยอะ เราจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลทั้งภายในบ้าน รอบ ๆ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการดูแลก็จะเยอะกว่าคอนโดนั่นเอง
7. จำนวนสมาชิกของครอบครัว
คอนโด
คอนโดจะเหมาะกับสมาชิก 1 – 2 คน ด้วยขนาดพื้นที่ใช้สอย จำนวนห้อง จำนวนสิ่งของหรือเฟอร์นิเจอร์ภายในและพื้นที่เก็บของ ซึ่งเหมาะกับการที่จะอยู่ 1 – 2 คน เพราะจะทำให้การอยู่ไม่แออัดในการใช้ชีวิตมากกว่าจะอยู่จำนวนที่เยอะกว่านั้น
โครงการบ้าน
ส่วนบ้านจะเหมาะกับสมาชิกครอบครัวใหญ่หรือครอบครัวที่ย้ายมาจากคอนโดเพราะมีบุตร ซึ่งบ้านจะมีพื้นที่ใช้สอยที่เยอะกว่ามาก สะดวกสบายกว่าในการใช้ชีวิต ที่สำคัญยังมีความเป็นส่วนตัวอีกด้วย
เป็นไงบ้างครับเพื่อน ๆ อ่านบทความมาถึงตอนนี้แล้ว ตัดสินใจกันได้หรือยังว่าจะเลือกซื้อบ้านหรือคอนโดดี ถ้าหากเพื่อน ๆ สนใจบ้านหรือคอนโด ราคาดี มีคุณภาพ ทาง Kaidee Property เรามีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกซื้อเยอะเลย แวะมาชมก่อนได้นะครับ
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
ในปัจจุบันเริ่มมีการพูดถึงบ้านอัจฉริยะกันเยอะ เนื่องจากบ้านในปัจจุบันกำลังที่จะเปลี่ยนจากบ้านแบบเก่าที่ไม่มีนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีอะไร เป็นเพียงแค่ที่อยู่อาศัย แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาทของที่อยู่อาศัยด้วยแล้ว เข้ามาทำให้ชีวิต การจัดการภายในบ้านง่ายและสะดวกขึ้น คาดว่าในอนาคตเราจะได้เห็นนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเหล่านี้เกิดขึ้นกับทุกบ้านแน่นอน
เทคโนโลยีกับบ้านมีประโยชน์อย่างไร
แน่นอนว่าถ้าหากมีเทคโนโลยีที่ปรับเข้ามาใช้ภายในบ้านแล้ว จะทำให้การใช้ชีวิตของคนในบ้านมีความสะดวกสบายเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากประโยชน์ของเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยควบคุม ดูแล และช่วยให้มีความปลอดภัยในการใช้ชีวิตมากขึ้นนั่นเอง ส่งผลให้เราไม่ต้องมาคอยเป็นกังวลหรือต้องเหนื่อยจากการที่ต้องลงแรงทำเองในการดูแลสิ่งต่าง ๆ ภายในบ้าน
มาดู 5 เทคโนโลยีในอนาคตที่บ้านและคอนโดจะนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้มากขึ้น มีอะไรบ้าง มาดูกันเลย
1. ควบคุมง่าย เพียงปลายนิ้วสัมผัส
ต้องบอกเลยว่าเทรนด์นี้กำลังอินเทรนด์มาก ๆ เพียงแค่มีแอปพลิเคชันอยู่บนโทรศัพท์มือถือก็สามารถควบคุมการเปิด-ปิดแอร์ ไฟในบ้านทั้งหมด หรือรวมแม้กระทั่งเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ซึ่งในอนาคตคุณสามารถกดสั่งด้วยปลายนิ้วสัมผัสผ่านแอปพลิเคชันที่ใช้ควบคุมการสั่งการบนจอโทรศัพท์มือถือ ที่สามารถควบคุมได้ทุกอย่างภายในบ้าน เป็นการเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตมาก ๆ เลยใช่ไหมครับ
หากวันไหนลืมว่าปิดไฟหรือลืมว่าถอดปลั๊กไฟหรือยัง ก็สามารถเข้ามาเช็กได้ที่แอปพลิเคชันบนโทรศัพท์ก็สามารถปิดได้จากทุก ๆ ที่ โดยไม่ต้องกลับเข้ามาบ้านเพื่อมาปิดไฟเลย ทำให้คุณใช้ชีวิตแบบสะดวกสบายไร้กังวล ที่สำคัญยังเพิ่มความปลอดภัยอีกด้วย
2. Smart Home เพียงออกคำสั่งผ่านเสียง
มาถึงอีกหนึ่งอุปกรณ์ไฮเทคที่เราสามารถออกคำสั่งผ่านเสียง ไม่ว่าคุณจะพูดอยู่ตรงส่วนไหนของห้อง ขอแค่คุณอยู่ในระยะที่อุปกรณ์ Smart Home สามารถได้ยิน มันก็จะทำหน้าที่รับคำสั่งจากเราแล้วไปควบคุมอุปกรณ์อื่น ๆ ภายในบ้านที่ถูกเชื่อมต่อไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเปิด-ปิดไฟภายในบ้าน เปิดแอร์ รับโทรศัพท์ เปิดทีวี เปลี่ยนช่อง เปิดเพลง รวมไปถึงรดน้ำต้นไม้นอกบ้าน ที่ฉลาดไปกว่านั้นคือสามารถสั่งของ สั่งอาหารให้เราได้อีกด้วย ทุกอย่างจะทำแทนเราหมด เพียงแค่เราพูดออกคำสั่งแค่นั้น ไฮเทคสุด ๆ ไปเลยล่ะ
3. เสียบปลั๊กไฟทิ้งไว้ไม่ต้องกลัว
อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจสำหรับคนที่ชอบลืมถอดปลั๊กไฟทิ้งไว้ โดยการเสริมจากข้อที่ 1 ซึ่งเทคโนโลยีนี้สามารถช่วยให้คุณควบคุมการจ่ายไฟฟ้าได้ เพียงแค่มีแอปพลิเคชันที่เชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์ตัวเสียบปลั๊กไฟ เวลาไปไหนแบบรีบ ๆ แล้วลืมถอดปลั๊ก เพียงแค่เปิดแอปพลิเคชันจากโทรศัพท์ สั่งให้ที่เสียบปลั๊กหยุดจ่ายไฟฟ้าให้อุปกรณ์ที่เสียบปลั๊กทิ้งไว้ เพียงเท่านี้ก็ทำให้ปลอดภัยขึ้นมาก ๆ เลยครับ
4. ระบบไฟอัจฉริยะ
ในปัจจุบันเทคโนโลยีนี้กำลังได้รับความนิยมขึ้นเรื่อย ๆ เชื่อว่าในอนาคตต้องมีทุกบ้านแน่นอน โดยที่ระบบนี้จะทำหน้าที่เปิดไฟทันทีเมื่อเซ็นเซอร์ตรวจจับว่ามีคนเดินผ่านหรือมีคนย่ำเท้า แล้วแต่ระบบที่ตั้งค่ามาว่า จะให้ได้ยินเสียงหรือว่าเดินผ่าน ตอนไหนจะให้ไฟติด เหมาะกับทุกคนเพราะไม่ต้องมาคอยกดเปิด-ปิดเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้สูงอายุ อุปกรณ์นี้สามารถทำให้การเข้าห้องน้ำช่วงดึกของผู้สูงอายุปลอดภัยมากขึ้น โดยที่ไฟเองจะเปิดอัตโนมัติ ไม่ต้องคลำหาที่เปิด-ปิดไฟ ว่าอยู่ตรงไหน ลดการเกิดอุบัติเหตุได้ดีเลยล่ะ
5. กล้องวงจรปิดอัจฉริยะ
กล้องวงจรปิดเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เชื่อได้เลยว่าในอนาคตเป็นสิ่งที่ทุกบ้านต้องมี แต่จะพิเศษกว่าตรงที่ว่ากล้องจะตรวจจับความเคลื่อนไหวของบุคคลได้ตลอดเวลา สามารถแจ้งเตือนกับเจ้าของบ้านได้ทันทีเมื่อมีขโมยหรือมีคนแปลกหน้าเข้ามาในบ้านและที่สำคัญ ตัวอุปกรณ์สามารถแจ้งเตือนมาที่แอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือของเราได้ ทำให้โทรแจ้งตำรวจได้ทันเวลา
แต่คิดว่าในอนาคต ตัวกล้องจะมีเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น อย่างเช่นมีการจดจำหน้าเจ้าของบ้านทุกคนได้ สามารถแยกแยะคนแปลกหน้าได้ดียิ่งขึ้นนั่นเองครับ
6. Video Door Phone สะดวกสบายไม่ต้องเปิดประตูเอง
บ้าน ในส่วนของบ้านนั้น ในประเทศไทยอาจจะไม่ได้เห็นการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย จะเห็นได้จากต่างประเทศ เช่น ประเทศเกาหลี ที่จะใช้ Video Door Phone ติดอยู่ข้างประตูเข้า-ออกบ้าน หรือจะติดตั้งเพิ่มไว้ตรงส่วนไหนของบ้านอีกก็ได้และจะมีเครื่องที่มีกล้องติดไว้อยู่ด้านนอกของบ้าน ซึ่งถ้ามีบุคคลมีธุระกับเรา เราจะสามารถดูจากกล้องก่อนได้ว่าใครมา และยังสามารถสื่อสารผ่านลำโพงที่มีติดไว้กับตัวเครื่องด้วย นอกจากนี้ เจ้าของบ้านยังสามารถปลดล็อกประตูบ้านผ่านเครื่องนี้ได้อีกด้วย
คอนโด ในส่วนของคอนโดนั้น จะคล้ายกับบ้านเลย แต่คอนโดบางที่จะไม่ได้ติดเครื่องนี้ไว้นอกห้องทุกห้อง แต่ในส่วนของภายนอกจะติดตั้งเครื่องนี้ไว้เพียงจุดเดียวคือ ประตูด้านนอกคอนโด ซึ่งเวลามีบุคคลมาติดต่อขอพบหรือมาส่งของ ก็สามารถกดโทรหาห้องเราได้ ซึ่งเราจะสามารถดูจากจอที่อยู่ในห้องของเราได้เลยว่ามีใครมาหา ถ้าถูกต้อง ถูกคน สามารถกดปลดล็อกประตูด้านล่างคอนโดเพื่อให้เข้ามาหาเราที่ห้องได้เลย
สรุปท้ายบทความ
การที่นำเทคโนโลยีมาช่วยในการดูแลทุกอย่างภายในบ้านและคอนโดแทนเรา ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย ไร้กังวล และปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการนำมาใช้กับบ้านและคอนโด ในปัจจุบันเราเริ่มได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น โดยการนำรูปแบบ Smart Home มาใช้กับบ้านและคอนโดมากขึ้น แน่นอนว่าในอนาคต เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของบ้านและคอนโดเยอะขึ้นแน่นอน เพื่อตอบสนองกับ Lifestyle แบบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั่นเอง
เป็นอย่างไรบ้างครับเพื่อน ๆ สำหรับบ้านในอนาคต มีเทคโนโลยีที่ครบเครื่องเลยใช่ไหมล่ะ ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยโครงการหมู่บ้านบางโครงการก็เริ่มใส่เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ให้เจ้าของบ้านใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น แต่ราคาก็ยังคงสูงอยู่ ถ้าหากเพื่อน ๆ ต้องการจะมีบ้านไว้ก่อนแต่ในอนาคตค่อยใส่เทคโนโลยีเข้าไปทีหลังก็ได้ ลองมาดูบ้านที่ Kaidee Property ก่อนได้นะครับ เรามีบ้านให้เพื่อน ๆ ได้เลือกหลากหลายแบบ หลากหลายสไตล์เลย