จุดเริ่มต้น “ความเป็นทาสแมว” ตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ
“สุนัขเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์ แมวเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของแมว (A dog is a man’s best friend. A cat is a cat’s best friend)”
Robet J. Vogel
ประโยคอันแสนเรียบง่าย ที่ทาสแมวอย่างเราฟังแล้วได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะพยักหน้าตามอย่างยอมรับชะตากรรม เพราะธรรมชาติของเจ้าขนปุยเป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้น เจ้าเหมียวตัวแสบก็ยังคงเป็นสัตว์เลี้ยงแสนรักของมนุษย์บนโลกนี้หลายสิบล้านคน

แววตาอันแสนเย็นชาและสายตาที่เย่อหยิ่ง น่าจะเป็นสิ่งที่ “ทาส” หลายคนได้รับการปฏิบัติและยอมศิโรราบกับพฤติกรรมเช่นนั้น และคงจะจริงอย่างที่ว่า “ไม่มีใครเป็นเจ้าของแมว” ที่แท้จริง สอดคล้องตามเรื่องราวในอดีตที่ว่ากันว่า เจ้าพวกแมวต่างหากที่เชิญตัวเองเข้ามาอยู่กับเรา นั่นหมายความว่า
“แมวเป็นผู้กำหนดทุกอย่าง มนุษย์เป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามเท่านั้น”
ไม่มีใครเป็นเจ้าของแมว…ตั้งแต่แรก
แมวเคียงคู่กับเราบนโลกนี้มากว่า 12,000 ปีแล้ว
ทุกวันนี้ยังคงเป็นปริศนาว่าแมวถูกเลี้ยงขึ้นครั้งแรกเมื่อไร ที่ไหน ที่สำคัญมุมมองของมนุษย์ต่อแมวเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามเวลาและบริบทของสังคม ตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณที่เชิดชูแมวเป็นเทพเจ้าสูงส่ง หรือจะเป็นยอดนักล่าประจำฟาร์ม คอยจับหนูและป้องกันงู กว่าจะมาเป็นสัตว์เลี้ยงขวัญใจทาสได้ทุกวันนี้ เราลองมาดูกันว่า แมวเป็นอะไรมากกว่าที่คุณคิด
อียิปต์ : เทพเจ้าแมวอันสูงส่ง

เกาะไทม์แมชชีนย้อนกลับไปราว 600 ปีก่อนคริสตกาล (อาจจะล่วงเลยกว่านั้น) พบหลักฐาน “สุสานมัมมี่แมว” กว่า 30,000 ตัว ในเมือง Beni-Hassan ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอียิปต์ ทั้งยังมีข้อบ่งชี้ว่า แมวผูกพันกับวิถีชีวิตชาวอียิปต์มายาวนาน และลึกซึ้ง
นอกจากจะเป็นสัตว์เลี้ยงแสนรัก ที่สวมบทบาท “นักล่า” คอยจับหนู จับงูคอยป้องกันพืชผลทางการเกษตรในฟาร์มได้อย่างยอดเยี่ยมแล้ว แมวยังถือเป็น “สัตว์ศักดิ์สิทธิ์” ประจำเมืองอียิปต์ สะท้อนผ่านรูปปั้นและงานสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่เชิดชูแมว ถึงขนาดมีกฏหมายห้ามฆ่าหรือทำร้ายแมว หากใครทำมีโทษถึงชีวิตเลยทีเดียว
“เทพีบาเตส (Bastet)” คือเทพีแมวที่ครึ่งบนเป็นแมวและครึ่งล่างเป็นผู้หญิง ว่ากันว่าเป็นเทพฮอตฮิตอันดับต้นๆ ของคนอียิปต์ ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองให้ชาวเมืองเจอแต่สิ่งดีๆ เน้นเรื่องความอุดมสมบูรณ์และสุขภาพที่แข็งแรง ฉะนั้นตามวิหารใหญ่ๆ จึงมีรูปปั้นของเทพีบาเตสประดับอยู่หน้าทางเข้า
ญี่ปุ่น : แมวกับสัญลักษณ์แห่งความโชคดี

ก้าวแรกของแมวในญี่ปุ่น เริ่มต้นที่คริสต์ศักราช 500 ด้วยการนำเข้ามาทางเรือขนส่งสินค้าของพ่อค้าชาวจีน โดยหน้าที่หลักของแมวในสมัยนั้น เปรียบเสมือน “ยาม” คอยเฝ้าระวังสินค้าให้อยู่ในสภาพดี ไม่ให้ถูกกัดแทะหรือได้รับความเสียหายจากเจ้าหนูวายร้ายทั้งหลาย
ช่วงแรกแมวจึงถูกเลี้ยงไว้เพื่อจับหนูและดูแลสินค้าเป็นหลัก ก่อนจะเริ่มเพิ่มบทบาท กลายเป็นผู้อารักขาหนังสือสำคัญทางพุทธศาสนา (จากหนู) ร่วมเดินทางไปกับขบวนพระไตรปิฎกครั้งสำคัญ ทำให้บทบาทของแมวถูกยกย่องในฐานะ “ผู้พิพักษ์” ทำเอาขุนนางหลายๆ คนในสมัยนั้นเริ่มเอาแมวมาเลี้ยงมากขึ้น
ปัจจุบันแมวในญี่ปุ่นกลายเป็นตัวแทนของความโชคดี ถึงขนาดมีชื่อเรียกเฉพาะว่า “มะเนะกิเนะโกะ” ซึ่งเรื่องราวของเจ้าแมวกวักที่หลายคนเอ็นดูนั้น ตามตำนานเล่าว่า ระหว่างที่ขุนนางท่านหนึ่งกำลังเดินเล่น จู่ๆ มีแมวตัวหนึ่งยกอุ้งเท้ากวักมือให้เข้าไปหา ขณะที่ท่านก้าวเข้าไปนั้น ฟ้าก็ผ่าไล่หลังลงมาทันที จนกลายเป็นความเชื่อว่าแมวเป็น “ตัวแทนแห่งความโชคดี” นั่นเอง
ยุโรป : เทพเจ้าแมวแห่งเสรีภาพ

การปรากฏตัวครั้งแรกของ “เจ้าเหมียว” ในยุโรป เริ่มต้นในศตวรรษที่ 5 โดยพ่อค้าชาวฟินิเชียน (Phoenician) ซึ่งเอาเข้ามาทางเรือ ด้วยความสามารถ “จับหนู” ที่เด่นชัดเสมอมา ทำให้ชาวยุโรปเอ็นดูและพากันหลงรักน้องแมวกันเป็นจำนวนมาก ถึงขนาดเป็นสัตว์เพียงชนิดเดียว ที่ได้รับอนุญาตให้เลี้ยงได้ภายในศาสนสถาน
นอกจากนี้แมวยังเป็นตัวช่วยสำคัญของกองทัพสมัยก่อน ถูกเอาไปเลี้ยงในป้อมปราการ เพื่อเฝ้าคลังอาหาร เสื้อเกราะ อาวุธยุทโธปกรณ์สำคัญ ไม่ให้ถูกทำลายหรือกัดแทะจากหนู เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเบื้องหลังความสำเร็จของทหารในช่วงนั้นก็ว่าได้
ทั้งนี้แมวยังเป็นสัญลักษณ์ของอิสระและเสรีภาพ ด้วยลักษณะนิสัยเฉพาะตัวที่ไม่ค่อยยุ่งและสุงสิงกับมนุษย์ บวกกับตำนานของเหล่าเทพปกรณัมทั้งหลาย อย่างเทพเจ้าลิเบอร์ตัส (Libertas) เทพเจ้าแห่งเสรีภาพ และเทพีไดอาน่า (Diana) เทพแห่งการล่าสัตว์ ที่ชอบแปลงร่างเป็นแมวอยู่เสมอ
อินเดีย : แมวกับบทบาทนักล่า

บทบาทเริ่มต้นของเจ้าเหมียวน้อยในอินเดีย ไม่ต่างจากเมืองอื่นๆ นัก ทักษะ “นักล่า” ยังคงโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์อยู่เสมอ ช่วงต้นศตวรรษที่ 4 แมวได้รับการสรรเสริญในเมืองนี้ ในฐานะ “ฮีโร่” สุดแข็งแกร่ง ด้วยวีรกรรมสุดเท่ ปราบสัตว์ร้ายทั้งหนูและงูได้อย่างเฉียบขนาด ถึงขนาดมีบทกวีตอนหนึ่งในเรื่อง “มหาภารตะ (Mahabharata)” ชื่นชมความสามารถของน้องแมว
อย่างไรก็ตาม ความเป็นนักล่าของแมวไม่ได้ปรากฏอยู่แค่ในตำนานมหาภารตะเท่านั้น ยังคงอยู่ในปรัชญา ธรรมชาติและตำนานเทพเจ้าของอินเดีย ว่ากันว่าพระอินทร์ (Indra) เคยปลอมตัวเป็นแมว เพื่อหนีสามีของผู้หญิงที่ไปติดพัน (พระอินทร์ในความเชื่อของอินเดียเป็นหนุ่มเจ้าชู้)
ทั้งนี้ภาพยนตร์แอนิเมชันชื่อดังอย่าง “Puss in Boots” ที่เป็นเรื่องราวของแมวส้มเจ้าเล่ห์ตัวหนึ่ง ซึ่งออกผจญภัยกับผองเพื่อน จนกลายเป็นตำนานชื่อดัง ว่ากันว่าเค้าโครงเรื่องส่วนหนึ่งนั้น ดัดแปลงมาจากนิทานพื้นบ้านของอินเดียโบราณ
สรุปท้ายบทความ
ในฐานะสัตว์เลี้ยงแสนรัก แมวเองผูกพันกับมนุษย์มายาวนาน ไม่ต่างจากสัตว์ชนิดอื่นๆ ถึงจะมีความร้าย ความแสบ แสนเย่อหยิ่ง เป็นตัวของตัวเองสูง แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็เป็นเสน่ห์ของเจ้าขนปุยสี่ขาพวกนี้ จนหลายๆ คนพากันตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ครองแชมป์สัตว์เลี้ยงยอดนิยมอันดับต้นๆ ของโลก
ใครอยากสัมผัสประสบการณ์ “รักอย่างไม่มีเงื่อนไข” ได้มองดูเขากินอิ่ม นอนหลับ ก็ยิ้มได้ ลองหาแมวน้อยสักตัวมาเป็นเพื่อนแก้เหงา รับรองว่า คุณจะได้พบกับพฤติกรรมตลกๆ จนอดเอ็นดูไม่ได้ และหากยังไม่รู้จะเริ่มต้นที่ไหน ให้ Kaidee เป็นคำตอบที่ทำให้ชีวิตของคุณ complete ขึ้นกว่าเดิมสิคะ