Feb 3, 2021 | บทความยานยนต์
หลาย ๆ คนที่เป็นนักดื่มตัวยงย่อมต้องเคยเจอปัญหานี้กันมาบ้าง ตอนเพื่อนชวนไปกินข้าว อาจไปที่ร้านอาหารโดยที่ไม่คิดว่าจะต้องดื่มด้วย เลยได้ขับรถไป และต้องเกิดคำถามในใจอย่างแน่นอนว่า “แล้วตอนกลับล่ะ จะกลับบ้านยังไง?? หรือจะนอนในรถไปก่อนดี??”
ซึ่งการนอนในรถนั้นเป็นสิ่งที่ผิดร้ายแรงมาก!! เพราะมันอาจจะทำให้คุณนั้นถึงตายได้เลย น่ากลัวใช่ไหมล่ะ?? แล้วสาเหตุจริง ๆ ของการนอนในรถทำไมถึงอาจจะทำให้ตายได้มันคืออะไรกันแน่ล่ะ เดี๋ยวผมจะมาเฉลยให้ (ติดตามอ่านกันก่อน อย่าเพิ่งหนีไปล่ะ)
แล้วแบบไหนถึงเรียกว่าเมาแล้ว??
สำหรับคนที่เมาเป็นประจำ คงไม่ต้องบอกกันล่ะมั้ง ว่าตอนตัวเองเมานั้นจะมีอาการอย่างไร (ฮ่า ๆ) หรือคนที่ดื่มกันประจำเคยเป็นไหม เวลาใครถามว่า “เมาไหม” ส่วนใหญ่ก็มักจะตอบกันว่ายังไม่เมาหรอก ซึ่งจริง ๆ แล้วความเมานั้นสามารถวัดได้
โดยจะวัดจากปริมาณความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด หรือที่เรียก ๆ กันว่า BAC (Blood Alcohol Concentration) ซึ่งเป็นเครื่องที่คุ้นเคยกันอย่าง “เครื่องเป่าในตำนาน” ของตำรวจ ที่ผ่านปากใครต่อใครเป็นจำนวนมาก (น่ากลัวจริง ๆ)
ปริมาณของแอลกอฮอล์
ซึ่งการวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดนั้นวัดเป็น “มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ (mg%)” ซึ่งการดื่มได้มากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับระบบเผาผลาญในร่างกายแต่ละคนอีกด้วย ซึ่งถ้าเทียบกันแล้วผู้ชายจึงมีความสามารถในการดื่มที่มากกว่านั่นเอง
- 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ – ปริมาณแค่นี้ถ้าเป่าเจอก็ผิดกฎหมายแล้วนะ (แค่ดื่มแก้วเดียวก็ค่าเกินแล้ว)
- 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ – เริ่มมีอาการมึนงงบ้าง เดินได้ไม่ตรง
- 300 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ – เริ่มง่วง และบางคนอาจะจะยืนไม่ได้เลย
- 400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ – เริ่มไม่รู้สึกตัว หายใจได้ช้าลง
แล้วนอนในรถและเปิดแอร์มันไม่ดียังไง??
ก็ทางกฎหมายเขาบอกนี่นาว่า “เมาแล้วห้ามขับรถ” ก็นอนบนรถเสียเลยแก้ปัญหา ซึ่งนั่นเป็นเรื่องผิดอย่างมาก!! และไม่ควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจทำให้คุณนั้นตายได้เลย ซึ่งสาเหตุนั้นมาจากเรื่องเดียวเลย คือ สิ่งที่มองไม่เห็น (กรี๊ดดดดด ผีเหรออออ!!👻) มันต้องไม่ใช่อยู่แล้วไหมล่ะ!! วายร้ายตัวจริงนั้น คือ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในอากาศ
แล้วก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์มันมาจากไหน??
ก๊าซนี้นั้นมันไม่ได้เกิดมาจากอากาศที่หมุนเวียนอยู่รอบตัวเราแต่อย่างใด มันเกิดจากที่เราสตาร์ทรถนั่นเอง ในการสตาร์ทรถหนึ่งครั้งนั้น เครื่องยนต์จะปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ออกมาเป็นจำนวนมากซึ่งเป็นพิษต่อร่างกายของมนุษย์ และอ้าว!? แบบนั้นทำไมตอนขับรถปกติไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย?? คำตอบคือ เมื่อขับรถปกติ รถยนต์นั้นมีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ทำให้มีการหมุนเวียนของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และออกซิเจนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่เป็นอะไรเวลาที่ขับ
แล้วก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ส่งผลอะไร??
ส่งผลแน่นอน เมื่อร่างกายได้รับก๊าซนี้เป็นจำนวนมาก ๆ เข้าไปในกระแสเลือด ทำให้มีก๊าซนี้มากกว่าออกซิเจนในเลือด ทำให้ร่างกายนั้นจะเริ่มตอบสนองได้ช้าลง ระบบประสาทมีการทำงานผิดปกติ และอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นในที่สุด (น่ากลัวมากกกกกกก)
ใช้เวลาเท่าไหร่ที่ทำถึงให้เราถึงตายได้
ร่างกายของคนเรานั้นรับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ได้จำกัดเอามาก ๆ ถ้าให้บอกเป็นตัวเลขนั้น ร่างกายจะรับได้ประมาณ 1-200 ppm (Part Per Million หรือค่ามลพิษทางอากาศ) ซึ่งปกติแล้วก๊าซเหล่านี้ในธรรมชาติจะมีปริมาณอยู่ที่ 0.5-5 ppm และถ้าได้รับในปริมาณที่ไม่มากก็จะไม่ส่งผลต่อร่างกาย
แต่ในการนอนบนรถนั้นเราใช้เวลาที่นาน ทำให้เรานั้นค่อย ๆ รับก๊าซนี้อย่างช้า ๆ และมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกินค่าของก๊าซและได้รับเป็นเวลานาน ซึ่งเวลาที่อาจจะทำให้ถึงตายได้นั้นไม่นานอย่างที่คิดเพียงแค่
ถ้าต้องนอนจริง ๆ ควรทำอย่างไร
ก็ถ้าพูดขนาดนี้แล้วยังอยากนอนต่อล่ะก็นะ แล้วแต่เล๊ยย!! งั้นผมก็มีวิธีการมานำเสนอละกัน (ดื้อเหมือนกันนะเนี่ย!!)
1. หาที่จอดรถดี ๆ
ทางที่ดีที่สุดถ้าคุณเมาก็คือจอดที่ร้านที่กินนั่นแหละ!! คือง่ายที่สุดแล้ว เพื่อที่ว่าอย่างน้อยคุณก็จะมั่นใจได้ในระดับหนึ่งเรื่องของความปลอดภัย
2. ไม่เปิดแอร์นอน
ที่ไม่ให้เปิดแอร์นั่นเพราะว่ากันการเกิดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่จะเปิดขึ้นเมื่อสตาร์ท ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือดับเครื่องและเปิดกระจกไว้เล็กน้อย (จะร้อนหน่อยนะถ้าเป็นช่วงฤดูร้อน)
3. ล็อคประตูให้ดี
กลางค่ำกลางคืนอ่ะเนอะ ยิ่งถ้าเกิดเป็นผู้หญิงแล้วล่ะก็ น่ากลัวมาก การล็อคประตูให้ดี ก็เป็นทางหนึ่งที่จะทำให้คุณนั้นปลอดภัย
อาการของคนเมาที่ผมเคยเจอ
ผมจะมาบอกอาการของคนเมา ให้กับคนที่ไม่เคยต่างหาก ซึ่งอาการเมาแปลก ๆ ที่ผมกำลังจะเล่าตัวผมเองนั้นเจอมาเองกับตัวของเพื่อน ๆ (เพราะผมไม่ดื่มแอลกอฮอล์) ทำให้เห็นอะไรสนุกทุกครั้งที่ไปกินข้าวกับเพื่อน ๆ
1. เมาแล้วเพ้อ
ประสบการณ์เบสิคมาก ที่ใครหลาย ๆ คนเจอ และเป็นประการณ์ที่น่าจะสามารถเปลี่ยนให้จากความเป็นคนกลายเป็น “หมา” ได้ ด้วยความที่บางคนนั้นมาดื่มเพราะอกหักบ้าง เลิกกับแฟนบ้าง ทะเลาะแฟนบ้าง (เศร้าเนอะ?? เศร้าเรื่องเพื่อนเหรอ!! เศร้าตัวเองนี่แหละ!! T T)
2. เมาแล้วร้องไห้
น่าจะเป็นอีกอย่างที่เจอ ๆ กัน ซึ่งเรื่องที่แปลกเลยคือ คนที่เมาแล้วร้องไห้นั้น บางทีไม่ได้เลิกกับแฟน ไม่ได้เศร้าอะไร แต่ร้องไห้เฉย (งงไปหมด) แล้วคือเล่นใหญ่มาก
3. เมาแล้วชอบหาเรื่อง
เมื่อเมา คนเรามักขาดสติ ทำให้อารมณ์มันขึ้นและร้อนได้ง่าย จึงเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นคือเมาแล้วไปหาเรื่องโต๊ะข้าง ๆ (ดีนะที่วันนั้นโต๊ะข้าง ๆ เข้าใจ เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ!!)
4. เมาแล้วชอบเลื้อย
เลื้อยของผมในที่นี้คือ การลงไปเลื้อยกับพื้นนะครับ เมาหนักมากจนทรงตัวไม่ได้ ถึงขั้นตัวเหลว เลยเกิดภาพสุดตลกที่เพื่อนนั้นลงไปนอนแล้วยังอยากจะพยายามเต้นอีก (หนักเลย)
5. เมาแล้วบอกเลิกแฟน
เมาแล้วบอกเลิกแฟนฟังดูแล้วอาจจะเป็นเรื่องปกติ แต่ที่มันไม่ปกติคือ คำที่ใช้บอกเลิกนี่แหละ เพราะเพื่อนผมที่เมานั้นกลับโทรไปหาแฟนแล้วพูดว่า “อากาศมันร้อน!! เราเลิกกันเถอะ!!” งงกันไหม?? แต่ผมนี่งงมาก
ถ้ารู้ขนาดนี้แล้ว และรู้ว่าตัวเองเป็นสายดื่มตัวยง รถที่มีอยู่อาจจะไม่ค่อยได้ใช้เท่าไรนัก หรือว่ากลัวว่าจะเผลอหลับในรถ ไม่ยาก เพียงเอารถเก่าของคุณมาลงขายที่ Kaidee Auto ก็สามารถปิดการขายได้ง่าย แถมใช้งานได้สะดวกทุกที่ทุกเวลาอีกด้วย
Nov 26, 2020 | บทความยานยนต์
อายุการใช้งานรถยนต์ของคนไทย เฉลี่ยรวมแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 5-7 ปี จึงจะเปลี่ยนใหม่ 1 คัน ขณะเดียวกันหากเป็นรถยนต์เชิงพาณิชย์จะอยู่ที่ 10 ปี จากผลสำรวจของกรมขนส่งทางบก ปี 2559 พบว่า ร้อยละ 45 ของคนใช้รถ จะมีรถยนต์ส่วนบุคคลในครอบครองที่มีอายุมากกว่า10 ปี
การเลือกซื้อรถยนต์คันหนึ่ง นอกจากมองเรื่องของความคุ้มค่าในการใช้งานแล้ว ยังต้องมองเรื่องของการขายต่อในตลาด ที่ผู้คนมักจะพูดกันว่า ควรเลือกรถที่ราคาไม่ตก เมื่อต้องการเปลี่ยนรถใหม่ ก็สามารถนำรถเก่าไปเทิร์นขายได้ และนำเงินส่วนต่างมาชำระค่ารถคันใหม่นั่นเอง
การขายรถมือสองควรเริ่มต้นจากอะไร
เมื่อคุณคิดถึงการขายรถยนต์มือสอง หรือ ขายต่อให้ผู้อื่น เพื่อนำเงินไปซื้อรถคันใหม่ สิ่งที่ควรคำนึงเป็นปัจจัยต้นเลย คือจะขายยังไง ขายที่ไหน
การขายรถยนต์มือสองสามารถขายเริ่มต้นได้ที่
1. เตนท์รถยนต์มือสอง
ข้อดี : การขายรถยนต์ผ่านเตนท์รถยนต์มือสอง มีข้อดีอยู่ที่เมื่อคุณต้องการขายรถสักคัน ก็สามารถนำรถของคุณไปให้ทางเตนท์รถประเมินให้ได้ในทันที ทั้งผู้ประเมินยังเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับรถโดยตรง ทำให้การประเมินราคามีความแม่นยำมากขึ้น เพราะรู้เกี่ยวกับตลาดรถยนต์เป็นอย่างดี
ทั้งนี้การขายแบบนี้ ยังสามารถรับประกันเรื่องเงินได้ว่าจะไม่โดนโกง และได้เงินในเวลาที่แน่นอน สามารถขายได้เกือบทันทีด้วย ทว่าข้อควรระวังคือ ควรจะเปรียบเทียบหลาย ๆ ที่เสียก่อน จนกว่าจะได้ราคาที่คุณพึงพอใจค่อยตกลงขายจะดีที่สุด
2. ศูนย์บริการรถยนต์
ข้อดี : การขายรถยนต์ผ่านทางศูนย์บริการรถยนต์นั้น เป็นเรื่องที่สะดวกและง่ายเป็นอย่างมาก เพราะแน่นอนว่า การขายผ่านศูนย์บริการรถยนต์แบบนี้ แสดงว่าคุณต้องการจะออกรถใหม่ที่ศูนย์ดังกล่าว ทางพนักงานก็จัดหาเตนท์รถที่เป็นคู่สัญญากับศูนย์บริการไว้ ให้เขามาดูและตีราคารถให้คุณ
เมื่อคุณต่อรองจนได้ราคาที่พึงพอใจแล้ว สามารถตกลงวันซื้อขายได้เลย ข้อดีของการขายที่ศูนย์บริการรถยนต์คือ นอกจากจะมีการช่วยเหลือผ่านพนักงานของศูนย์แล้ว
คุณสามารถใช้รถได้ถึงวันรับรถใหม่ แล้วค่อยปล่อยคันเก่าให้ทางเตนท์เลย โดยทางเตนท์จะมารับรถคันเก่าของคุณจากศูนย์ด้วยตนเองในวันรับรถใหม่ของคุณ
3. ลงประกาศขายด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์
ข้อดี : ในสมัยที่โลกสังคมออนไลน์กลายเป็นที่นิยม การขายรถยนต์มือสองสักคันผ่านทางช่องทางนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนัก ทั้งความสะดวกสบายที่สามารถขายได้เพียงโพสต์ลงผ่านเว็บไซต์ หรือ หน้าโซเชียลเน็ตเวิร์กของคุณเอง ก็ทำให้รถยนต์มือสองของคุณมีผู้ให้ความสนใจพอสมควร
ทว่าการโพสต์ขายแบบนี้ แนะนำให้ขายผ่านทางเว็บไซต์จะดีที่สุด เพราะการประกาศในหน้าโซเชียลของตน อาจทำให้มีคนเข้ามาเห็นน้อย และราคาขายอาจไม่ได้ดั่งใจคุณเท่าไหร่ แต่หากลงประกาศในเว็บไซต์แล้ว ผู้ที่ต้องการซื้อรถยนต์มือสอง จะเข้ามาเยี่ยมชมเว็บดังกล่าวเป็นประจำ
ผู้ที่ต้องการซื้อจะมีโอกาสเห็นประกาศขายรถยนต์ของคุณมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้การตั้งราคาขายในเว็บยังสามารถตั้งได้ตามใจคุณ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการประเมินราคาเฉลี่ยให้ไม่สูงและต่ำจนเกินไปจึงจะดีที่สุด ทั้งกับผู้ขายและผู้ซื้อ
โดยการขายรถยนต์มือสองปัจจัยสำคัญในการเลือกขายแต่ละที่ คือดูเรื่องของราคาประเมิน ว่าราคาประเมินรถของเราอยู่ที่เท่าไหร่ และราคาที่ควรขายทอดคลาดในราคาไหน ควรเปรียบเทียบราคาตลาดโดยรวมเสียก่อนจะตัดสินใจขายที่ใดที่หนึ่งจึงจะดีที่สุด
ศัพท์เทคนิคในการขายรถยนต์
เทคนิคสำคัญที่จำเป็นในการขายรถยนต์ออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ หรือ บนโซเชียลส่วนตัว นั้นก็คือ คลังคำศัพท์ ที่เรียกได้ว่า ต้องมีคำพวกนี้อยู่ในประกาศ แล้วเปอร์เซ็นต์ในการปิดการขายจะเพิ่มมากขึ้นแบบทวีคูณ
ศัพท์เหล่านี้จะช่วยทำให้ว่าที่เจ้าของรถคนใหม่สังเกตและสนใจในประกาศของคุณมากยิ่งขึ้น แต่ต้องอย่าลืมว่าคุณควรจะระบุรุ่นและปีรถให้ชัดเจนครบถ้วนด้วย จะช่วยให้ข้อมูลของรถยนต์มีความสมบูรณ์และดูมืออาชีพมากยิ่งขึ้น
1. รถบ้านมือเดียว
ความหมายของคำว่า รถบบ้านมือเดียว คือใช้รถยนต์คันนี้ในฐานะรถยนต์ส่วนบุคคล และเป็นมือหนึ่ง ไม่ใช่การถอยมือสองมาแล้วจะขายต่ออีกที ทำให้เมื่อลงประกาศขายรถ กลุ่มเป้าหมายมาเห็นจะสามารทราบได้ว่า รถยนต์คันนี้คงได้รับการดูแลและใส่ใจจากเจ้าของในระดับหนึ่ง ทั้งยังมีโอกาสว่าจะเป็นรถที่ดูใหม่อีกด้วย
2. มีประวัติศูนย์
สิ่งนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ซื้อได้ว่า การมีประวัติศูนย์แสดงถึงการหมั่นนำรถยนต์ไปเช็คระยะและซ่อมบำรุงตามที่กำหนด ทำให้รถยนต์คันนี้มีความปลอดภัยและได้รับการดูแลอยู่ตลอด ไม่เสี่ยงต่อการพังหรือมีปัญหาได้ง่ายในภายหลัง
3. ไม่เคยแก๊ส
สาเหตุที่ต้องเติมคำนี้ไปด้วย เพราะว่าหากไม่เติม รถบางคันเคยได้รับการติดแก๊สบริเวณท้ายกระโปรงหลังรถมาก่อน ทำให้คนที่จะมาซื้อรถต่อ ไม่ค่อยพึงใจนัก เพราะนอกจากการต่อแก๊สเพิ่มจะเป็นการไปยุ่งกับระบบรถแล้ว ยังมีการติดตั้งที่ทำให้รูปลักษณ์ภายในรถดูไม่สวยเหมือนใหม่เท่าไหร่อีกด้วย การขายรถจึงควรระบุส่วนนี้เอาไว้ให้ชัดเจน
4. ต่อรองหน้ารถ
แน่นอนว่าคำนี้ต้องเป็นคำเด็ดสำหรับผู้ขาย เพราะว่าหลายคนมักจะทักมาต่อรองราคาก่อนทำการซื้อ นี่เป็นเรื่องทำได้ก็จริง แต่ว่าทางที่ดีควรเสนอให้อีกฝ่ายมาดูสภาพรถยนต์จริงเสียก่อน ค่อยต่อรอง เพราะรถคุณอาจดูใหม่มากจนเป็นที่พึงใจไม่ต้องต่อรองราคาก็เป็นได้
5. รถดี ฟรีดาวน์ ซื้อสดไม่เสีย VAT
ศัพท์นี้ก็อีกหนึ่งศัพท์ที่ควรใส่ไม่ว่าจะเป็นตรงหัวข้อประกาศขายรถ หรือ แคปชัน เพื่อบอกว่ารถคันนี้สามารถดาวน์ได้ฟรี ยิ่งซื้อสดจะไม่มีการคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นหนึ่งในวิธีดึงดูดให้ผู้ซื้อสนใจมากขึ้น เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในวิธีโปรโมตที่ได้ผลดีทีเดียว
6. สวย สภาพดี เดิมๆ
คำว่าสวย สภาพดี เดิมๆ มักจะเห็นในเยอะมากในประกาศขายรถยนต์มือสอง กล่าวคือ การมีศัพท์เหล่านี้อยู่ จะหมายถึงว่า รถยนต์มือสองคันนี้ยังดี สภาพสวย เหมือนเดิมตอนออกรถยนต์ใหม่ ควรค่าแก่การซื้อไปเพื่อใช้ต่อมาก ๆ เป็นหนึ่งในศัพทืที่อธิบายคุณสมบัติรถยนต์คันนี้ได้อย่างครบถ้วนเลย
7. วิ่งน้อย / ไมล์น้อย
ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อรถยนต์มือสอง โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะบอกว่าให้ดูรถยนต์ที่มีไมล์น้อย หรือ เคยวิ่งน้อย เพราะจะได้รถที่ยังคงมีประสิทธิภาพที่ดี ไม่พังง่าย ทั้งยังได้ใกล้เคียงรถมือหนึ่งที่สุด หากต้องการใช้ในระยะยาวก็เหมาะเลยทีเดียว
ดังนั้นอย่าลืมเพิ่มคำว่า วิ่งน้อย / ไมล์น้อยไปด้วย ถ้ารถคุณมีการใช้ที่น้อยจริง ๆ นี่จะช่วยเพิ่มราคาและความน่าสนใจกับประกาศขายของรถคันนี้มากขึ้น
สภาพรถแบบไหนที่จะขายรถมือสองได้ดี
เรื่องสภาพรถเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผู้ซื้อจะดูว่า รถยนต์คันนี้สมบูรณ์และน่าใช้แค่ไหน โดยส่วนใหญ่แล้วก่อนซื้อขายรถ จะต้องมีการนัดดูสภาพรถจริงและให้ว่าที่เจ้าของคนใหม่ได้ทดลองขับ เพื่อทดสอบความพึงพอใจต่อรถคันนั้น ๆ เสียก่อน ปัจจัยส่วนใหญ่สภาพรถยนต์ที่คนมักจะนิยมตัดสินใจก่อซื้อมีดังต่อไปนี้
1. โครงสร้างรถยนต์สมบูรณ์ ไม่มีจุดบุบ
หนึ่งในความปลอดภัยของรถยนต์ ที่ลูกค้าทุกคนจะเช็คคือตัวโครงสร้างรถยนต์ว่ายังสมบูรณ์ดีหรือไม่ มีการดัดแปลงอะไรหรือเปล่า เพราะว่าถือเป็นจุดรับน้ำหนักและสำคัญที่สุดเลยทีเดียว จุดถัดมาจึงจะดูต่อไปยังรอบุบต่าง ๆ รอบรถยนต์ค่ะ
2. สีรอบตัวรถยังดี ไม่มีร่องรอยการชน
รูปลักษณ์ภายนอกคือสิ่งแรกที่จะสร้างความสนใจให้แก่ผู้ซื้อ แน่นอนว่าการใช้งานรถยนต์มือสองจะต้องมีร่องรอยและบาดแผลของการเดินทางมาบ้าง ทว่าหากรถของคุณยังมีร่องรอยหรือรอยบุบอยู่ ควรจะต้องทำใจไว้ว่า อาจโดนกดราคาและไม่ค่อยมีผู้สนใจเท่าไหร่นัก เพราะนั้นหมายถึงว่าลูกค้าต้องนำรถยนต์คันนี้ไปซ่อมเองในภายหลัง
3. แอร์และเครื่องยนต์ทำงานได้ปกติ
ปัจจัยถัดมา เป็นหนึ่งในปัญหาที่รถยนต์คันเก่ามักเจอ คือปัญหาแอร์ไม่เย็น และเครื่องยนต์มีปัญหา แม้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร แต่ก็เป็นปัญหาจุกจิกที่ต้องคอยเสียเงินซ่อมอยู่บ่อยครั้ง เมื่อลูกค้ามาทดลองขับ แน่นอนว่าเขาจะต้องลองเปิดแอร์และทดสอบเครื่องยนต์ดูก่อน หากรู้ว่ามีปัญหาเช่นนี้ ควรต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจก่อนด้วยจะดีที่สุด
4. สภาพเบาะรถยนต์ยังดี
อีกหนึ่งสภาพรถยนต์ที่คนมักจะมองคือ เบาะรถยนต์ยังมีความนุ่มและไม่เป็นรอยขาด คล้ายรถยนต์ที่ไม่ค่อยผ่านการใช้งาน มักจะเป็นที่ถูกใจของผู้ที่ต้องซื้อรถยนต์มือสองเป็นอย่างมากเลยทีเดียว ดังนั้นก่อนจะลงประกาศขายควรจัดการเก็บงานตรงนี้ให้เรียบร้อยก่อนจะดีที่สุด
5. ปีและไมล์ของรถยนต์
ปีและไมล์ของรถยนต์คือสิ่งที่คนมักตัดสินกันตั้งแต่เห็นประกาศ เพราะหากปีของรถยนต์เก่าจนเกินไป บางครั้งปัญหาจุกจิกของรถยนต์ก็จะมีมากยิ่งขึ้น แม้จะดูแลดีแค่ไหน แต่หากไม่ได้ยกเครื่องหรือเปลี่ยนระบบภายในรถยนต์ใหม่ ก็ย่อมต้องเจอปัญหาที่ตามมาอยู่แล้ว ดังนั้นหากไม่ใช่กลุ่มเตนท์รถ หรือ กลุ่มที่นำรถไปขายเพื่อทำกำไร เรื่องปีของรถจะเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อคำนึงเป็นอันดับต้น ๆ เลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้นตัวเลขของไมล์ก็ยังบอกว่ารถยนต์คันนี้ถูกใช้งานหนักแค่ไหน ยิ่งไมล์น้อยยิ่งดี เพราะนั้นหมายความว่ารถคันนี้ไม่ค่อยได้ใช้และจะยังมีสภาพที่ดีสามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
6. รถมือเดียว
กล่าวคือรถยนต์คันนี้มีเจ้าของก่อนหน้าเพียงคนเดียว ก่อนถูกนำมาขายต่อ เพราะแน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากได้รถยนต์ที่เป็นมือสาม หรือ มือสี่ใช่ไหมละคะ ดังนั้นการเลือกรถยนต์มักจะเป็นรถยนต์มือสองที่มีประวัติเจ้าของก่อนหน้าเพียงคนเดียวมากกว่า
7. มีประวัติเช็คศูนย์
ประวัติเช็คศูนย์ คือ การมีบันทึกว่าเคยนำรถเข้าไปเช็คระยะและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องในศูนย์ตามระยะรถที่กำหนดไว้ รถยนต์ที่ได้รับการเช็คตามระยะและมีการซ่อมบำรุงอยู่บ่อย ๆ นั้นฟังยังไงก็ดูแล้วน่าไว้วางใจเป็นอย่างมาก
8. รถที่ไม่มีจำหน่ายแล้ว
ลูกค้าที่จะสนใจรถที่ไม่มีจำหน่ายแล้วมักเป็นกลุ่มที่สนใจจะเก็บรถยนต์ไว้ดูในอนาคต ส่วนใหญ่จะเป็นรถเรโทรที่ได้รับความนิยม เพราะความคลาสสิกและความมีสไตล์ทำให้หลายคนรักที่จะเก็บรถเหล่านี้ไว้แต่งเป็นของตนเอง
รุ่นรถมือสองขายดีและราคาไม่ตก
ลองมาดูกันดีกว่าว่า มีรถยนต์รุ่นใดบางที่เป็นรุ่นยอดนิยมในการขายรถต่อมือสอง ที่มีกลุ่มลูกค้าให้ความสนใจและนิยมซื้ออย่างมาก นอกจากนี้มั่นใจได้ว่ารถเหล่านี้ราคามือสองมักจะได้ขายได้ดี ราคาไม่ตกอีกด้วย
โดยส่วนใหญ่หากเป็นในประเภทรถเก๋ง มักจะเป็นประกาศขายรถยนต์ที่ผลิตจากค่ายยักษ์ใหญ่ในไทยที่หาอะไหล่ซ่อมได้ง่าย ส่วนกระบะจะเป็นรถยนต์ที่สามารถใช้งานได้นานมีประวัติความทึกทนอันเลื่องลื่อ
ประเภทรถเก๋ง
- Toyota Vios ปี 2012 – 2018
ราคาขายเปิดตัว : 599,000 – 729,000 บาท
ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 263,000 – 475,000 บาท
- Toyota Altis ปี 2014 – 2018
ราคาขายเปิดตัว : 829,000 – 1,093,000 บาท
ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 329,000 – 529,000 บาท
- Toyota Yaris ปี 2014 – 2019
ราคาขายเปิดตัว : 469,000 – 539,000 บาท
ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 319,000 – 459,000 บาท
- Honda Civic ปี 2012 – 2018
ราคาขายเปิดตัว : 828,000 – 1,169,000 บาท
ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 389,000 – 759,000 บาท
- Honda Jazz ปี 2012 – 2018
ราคาขายเปิดตัว : 590,000 – 654,000 บาท
ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 339,000 – 499,000 บาท
- Honda City ปี 2012 – 2019
ราคาขายเปิดตัว : 599,000 – 739,000 บาท
ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 325,000 – 489,000 บาท
- Nissan Almera ปี 2012 -2019
ราคาขายเปิดตัว : 429,000 – 639,000 บาท
ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 239,000 – 359,000 บาท
- Mazda 2 ปี 2015 – 2019
ราคาขายเปิดตัว : 550,000 – 750,000 บาท
ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 379,000 – 439,000 บาท
- Suzuki Swift ปี 2013 – 2018
ราคาขายเปิดตัว : 507,000 – 629,000 บาท
ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 258,000 – 409,000 บาท
ประเภทรถกระบะ
- Toyota Hilux Vigo ปี 2009 – 2016
ราคาขายเปิดตัว : 637,000 – 1,139,000 บาท
ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 215,000 – 465,000 บาท
- Isuzu D-MAX ปี 2010 – 2019
ราคาขายเปิดตัว : 554,500 – 675,000 บาท
ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 389,000 – 695,000 บาท
- Ford Ranger ปี 2012 – 2019
ราคาขายเปิดตัว : 769,000 – 1,265,000 บาท
ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 338,000 – 678,000 บาท
- Nissan Navara ปี 2013 – 2019
ราคาขายเปิดตัว : 683,000 – 950,000 บาท
ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 399,000 – 489,000 บาท
- Chevrolet Colorado ปี 2012 – 2019
ราคาขายเปิดตัว : 537,000 – 1,079,000 บาท
ราคามือสอง : เฉลี่ยที่ 315,000 – 439,000 บาท
เปลี่ยนรถใหม่หรือใช้คันเดียวยาว ๆ อะไรดีกว่ากัน
เมื่อตัดสินใจซื้อรถยนต์สักคันแล้ว บ้างก็มองว่าการใช้รถยนต์ยาว ๆ ไปเลยเป็นสิ่งที่ดีกว่าการเปลี่ยนรถใหม่บ่อย ๆ ทว่าแท้จริงแล้วคำตอบของการซื้อและใช้รถยนต์นั้น ไม่มีถูกและผิด ล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ใช้เสียส่วนมาก
เปลี่ยนรถใหม่บ่อย
ข้อดี : การที่ได้เปลี่ยนรถยนต์ใหม่บ่อย ๆ ประมาณ 3-5 ปี เปลี่ยนสักครั้ง ก็จะทำให้คุณได้รถยนต์รุ่นใหม่ สวยงาม ทันสมัย ทั้งยังมีสมรรถนะที่ใหม่กว่า เมื่อขับไปที่ไหนก็ไม่ตกเทรนด์ แถมได้ลองใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ออกมาได้อย่างทันใจอีกด้วย
ข้อเสีย : การซื้อรถยนต์สักครั้งหนึ่ง ถ้าคุณไม่ได้มีเงินก้อนสำรองเผื่อจ่ายรอบเดียวจบ การผ่อนจ่ายในแต่ละครั้งย่อมหนักหนา สมมติว่า คุณลงสัญญาจ่ายสัก 5 ปี ได้กรรมสิทธิ์รถไม่ทันไรก็ขายรถต่อเสียแล้ว แต่คุณควรต้องรู้ไว้ว่า ราคาต้นที่คุณซื้อมา กับการขายรถต่อมือสองราคาย่อมต่ำกว่าอยู่แล้ว นั่นอาจหมายถึงการขาดทุนที่จะตามมาด้วย
ใช้รถในระยะยาว
ข้อดี : ไม่ค่อยเปลืองงบในการซื้อรถยนต์ใหม่ เพราะหากคุณยิ่งเปลี่ยนรถยนต์หรือขายรถบ่อย อัตราการขาดทุนจะยิ่งสูงขึ้น เว้นเสียแต่ว่าคุณเปลี่ยนจากรถยนต์มือสองสู่รถยนต์มือสอง จะทำใหขาดทุนน้อยลง ยิ่งกว่านี้การใช้รถคันเดียวยาว ๆ จะทำให้คุณมีระยะเวลาในการผ่อนนนานขึ้นกว่าเดิม (ควรตัดสินใจตั้งแต่ก่อนซื้อ)
ข้อเสีย : เมื่อคุณใช้รถยนต์ในระยะยาว มักจะมีเรื่องให้ต้องนำรถเข้าซ่อม เสียค่าบำรุงรักษาตามแบบฉบับอายุของรถยนต์ ซึ่งอาจจะน่าหงุดหงิดใจที่ว่า ต้องคอยเสียค่าซ่อมและนำรถเข้าศูนย์บ่อย เมื่อมองไปยังรถคันอื่นที่มีความใหม่กว่า อาจรู้สึกว่ารถของตนไม่มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ตามกระแสสังคม ทำให้สุดท้ายตัดสินใจขายรถก็เป็นได้
สรุปท้ายบทความ
สำหรับใครที่กำลังคิดว่าจะซื้อรถยนต์คันใหม่และลังเลว่าจะทำอย่างไรกับรถยนต์คันเก่าดี ไม่ต้องลังเลค่ะ นำรถยนต์คันนั้นไปปล่อยขายทอดตลาด เป็นรถยนต์มือสองจะดีที่สุดค่ะ นอกจากจะไม่เป็นรถยนต์ที่จอดทิ้งที่บ้านเฉย ๆ แล้ว ยังได้เงินมาชำระค่ารถยนต์คันใหม่อีกด้วย
หากไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นขายรถยนต์ที่ไหนและยังไงดี วันนี้ขอเสนอแหล่งขายรถยนต์มือสองออนไลน์ที่เป็นที่นิยมในตลาดของมือสองอย่าง RodKaidee เลยค่ะ
Sep 11, 2020 | บทความยานยนต์
เข้าสู่ช่วงหน้าฝนแล้ว จะขับรถไปไหนมาไหน ก็คงหลบสายฝนที่โปรยปรายลงมาแทบทุกวันไม่พ้น บอกเลยว่าชวนเหนื่อยทั้งตอนขับและหลังขับเพราะหากไม่ดูแลรถช่วงฤดูฝนให้ดี อาจจะทำให้รถคู่ใจเสื่อมสมรรถภาพได้ง่ายและเร็วขึ้น ยิ่งใครวางแผนจะขายรถ ยิ่งต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
ทางเราเลยขอเอาใจเหล่าคนใช้รถด้วยการหยิบ 5 วิธีดูแลรถหน้าฝนให้ดูใหม่ ขายได้ราคาดี รับรองว่าทำตามแล้วเวิร์กมากมาฝาก!
1. ดูแลที่ปัดน้ำฝนและน้ำยาฉีดกระจก
แน่นอนว่าที่ปัดน้ำฝนเป็นตัวช่วยที่สำคัญมากในการขับรถช่วงนี้ การตรวจสอบว่าที่ปัดน้ำฝนยังใช้งานได้ดีอยู่หรือไม่นั้น สามารถทำได้ง่าย ๆ แค่ลองสังเกตการปัดน้ำฝนดู ถ้าปัดแล้วเกิดรอยหรือคราบน้ำฝน แนะนำให้เปลี่ยนเนื่องจากยางที่ปัดน้ำฝนอาจจะเสื่อมสภาพแล้ว
วิธีการดูแลที่ปัดน้ำฝนให้อยู่ในสภาพดีเสมอก็ไม่ยากเลย เพียงใช้ผ้าชุบน้ำแล้วบิดให้หมาดเช็ดตามความยาวของที่ปัดน้ำฝน สำคัญมาก! เราไม่ควรยกก้านที่ปัดน้ำฝนขึ้นเพราะจะยิ่งทำให้ตัวสปริงเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
นอกจากนี้ยังควรหมั่นเช็กและเติมน้ำยาฉีดกระจกอยู่เสมอ กระจกจะใสวับตลอดเวลา รับรองว่าจะขับรถสบายใจขึ้น หรือถ้าตั้งใจจะขายต่อ วิธีเหล่านี้ก็ช่วยให้สภาพรถยนต์ให้ดูใหม่เสมอได้
2. ดูแลระบบเบรกให้พร้อมใช้งานทุกสถานการณ์
การดูแลระบบเบรกให้สภาพดีเสมอเป็นสิ่งสำคัญมากในการขับรถในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนที่ถนนมักจะลื่นแบบนี้ เราสามารถตรวจเช็กผ้าเบรกเบื้องต้นได้เองว่าเวลาเหยียบแล้ว เบรกจมลึกกว่าปกติหรือเปล่า หรือรถเป๋ไปมาเวลาเหยียบเบรกไหม
ถ้าเจอปัญหาเกี่ยวกับระบบเบรก ขอแนะนำให้ไปตรวจเช็กให้ละเอียดกับช่างมืออาชีพที่ศูนย์อีกทีเพื่อความปลอดภัยเวลาใช้รถ หรือถ้ามีแพลนจะขายรถ ดูแลดีแบบนี้ก็ช่วยให้คนซื้อมั่นใจที่จะซื้อรถไปใช้ต่อด้วย
3. ตรวจเช็กสภาพยางสม่ำเสมอ
ต้องบอกว่าสภาพยางมีผลต่อการขับรถบนท้องถนนที่น้ำขังหรือลื่นอย่างมาก เราควรตรวจสอบสภาพยางรถว่าอยู่ในสภาพดีเหมาะแก่การใช้งาน อาทิ ดอกยางยังไม่สึก ยางไม่บวม ไม่มีรอยแตกที่เนื้อยาง นอกจากนี้ยังควรเช็กปริมาณลมยางว่าอยู่ในระดับพอดี ไม่นิ่มหรือแข็งจนเกินไป เหมาะที่จะขับลุยทุกสถานการณ์
4. ใส่ใจดูแลเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพดี
เชื่อว่าช่วงหน้าฝนบ้านเราที่ฝนพากันเทลงมาไม่เว้นวันแบบนี้ คงหลีกเลี่ยงการขับรถลุยน้ำไม่ได้ เพราะฉะนั้นหากต้องขับรถลุยฝน เราควรตรวจเช็กน้ำมันเครื่อง น้ำมันเฟืองท้าย และน้ำมันเกียร์ให้ดี เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำรั่วซึมเข้าไปในเครื่องยนต์ รวมทั้งควรหมั่นเช็กแบตเตอรี่บ่อยขึ้น เนื่องจากความชื้นที่เกิดขึ้นช่วงหน้าฝนอาจจะส่งผลให้แบตเตอรี่ทำงานผิดปกติ
การดูแลระบบเครื่องยนต์โดยรวมให้มีสภาพดีอยู่เสมอแบบนี้จะช่วยให้เราขับรถได้อย่างมั่นใจ แถมตอนขายก็ยังได้ราคาดีด้วย
5. ดูแลสีรถให้วาววับในช่วงหน้าฝนไม่ใช่เรื่องยาก
ไก่งามเพราะคน รถงามเพราะดูแล! ต่อให้เจอฝนตกหนัก โคลนสาด ใบไม้กระหน่ำลงมาติดรถแค่ไหนก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เพราะการดูแลสีรถให้วาววับแม้เข้าช่วงหน้าฝนไม่ใช่เรื่องยาก
ข้อห้ามแรกเลยคือ ไม่ควรใช้ผ้าแห้งเช็ดรถทันทีหลังฝนตก เพราะรถอาจจะไม่ได้เปียกน้ำฝนอย่างเดียว แต่อาจจะมีโคลน เศษหิน กิ่งไม้ หรือใบไม้ต่าง ๆ ติดมาด้วย เจ้าเศษเล็ก ๆ เหล่านี้แหละที่สามารถขูดให้รถเป็นรอยขนแมวไม่พึงประสงค์ขณะที่ใช้ผ้าเช็ดได้ เราควรใช้น้ำฉีดล้างรถให้สะอาดก่อนแล้วค่อยใช้ผ้าเช็ด
ส่วนเคล็ดลับพิเศษที่จะช่วยให้สีรถของคุณเงาวับสุดใจอยู่เสมอคือการเคลือบสีรถ ช่วยให้สีรถไม่หมอง น้ำไม่เกาะ แถมยังป้องกันคราบต่าง ๆ ได้ดีด้วย
และทั้งหมดนี้ก็คือ 5 วิธีดูแลรถหน้าฝนที่จะช่วยให้รถของคุณดูใหม่เหมือนเพิ่งถอยมา ขับเองก็สบายใจ ขายก็ได้ราคาดี สำหรับคนที่ดูแลฟูมฟักรถมาอย่างดีและกำลังมองหาตลาดรถมือสองคุณภาพคับจอเพื่อส่งต่อน้องไปให้เจ้าของคนใหม่อยู่ แวะมาลงขายรถมือสองกันที่ได้เลยนะคะ
บอกเลยว่าถ้าดูแลรถตามคำแนะนำที่เราหยิบยกมาฝากวันนี้แล้ว เตรียมตัวปิดการขายชนิดที่ไวจนไม่ทันตั้งตัวได้เลยค่ะ