Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ช่วงเวลากลางคืนถือว่าเป็นหนึ่งในช่วงของวันที่ชีวิตมนุษย์ต้องพบเจอ ส่งผลไปถึงวิถีชีวิตที่ต้องเปลี่ยนไปตามเวลา โดยวันนี้เราจะมาคุยกันถึงหนึ่งเรื่องที่สำคัญมาก ๆ นั่นคือเรื่องของการขับรถตอนกลางคืน ที่ขับยังไงให้ปลอดภัย บทความนี้มีคำตอบ
ทำไมการขับรถกลางคืนถึงอันตรายกว่ากลางวัน
การขับรถกลางคืนนั้นมีความอันตรายกว่ากลางวัน โดยประการแรกเป็นเรื่องของทัศนวิศัยในการขับรถที่น้อยกว่ากลางวันอย่างชัดเจน ยิ่งเป็นการขับรถแบบข้ามจังหวัดในเขตป่าเขา การขับรถจะยิ่งมีความอันตรายเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้ต้องใช้ความระมัดระวังเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว อีกทั้งการหาสถานที่ในการเติมเชื้อเพลิงจะยากขึ้นไปอีก เพราะปั๊มน้ำมันในต่างจังหวัดหากไม่ใช่ทางหลักมักจะไม่เปิด 24 ชั่วโมง
การขับในเมืองเองก็ต้องระวังตัวเช่นกัน เพราะตอนกลางคืนแม้ว่ารถจะน้อยแต่ก็เต็มไปด้วยความอันตรายจากรถคันอื่น ๆ ที่อาจจะเหนื่อยจากการทำงาน รวมไปถึงเหล่าบรรดาคนชอบเที่ยวกลางคืนที่เพิ่งออกมาจากปาร์ตี้ อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้บ่อยและง่ายกว่าช่วงกลางวันที่มีรถเยอะ
นอกจากนี้การขับกลางคืนยังเป็นการวัดความสามารถของเราและของรถเรา ที่ต้องทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะหากว่ามีส่วนไหนส่วนหนึ่งทำงานได้ไม่เต็มที่ ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องอุบัติเหตุอย่างแน่นอน ยิ่งเป็นคนขับรถมือใหม่ยิ่งต้องระวังตัวให้มาก
7 เทคนิคที่จะทำให้การขับตอนกลางคืนมีความปลอดภัยมากขึ้น
1.เตรียมรถให้พร้อม
สำหรับใครที่ต้องเดินทางในช่วงกลางคืนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งแรกที่คุณควรทำคือการเตรียมรถให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันรถก็ควรเติมให้เต็มถึง ดูลมยางให้ดี และที่สำคัญระบบไฟฟ้าที่เราต้องเช็คให้ดีเพราะเป็นตัวช่วยหลักของเราในการขี่รถตอนกลางคืน
2.เตรียมตัวให้พร้อม
นอกจากรถจะต้องพร้อมแล้ว ผู้ขับเองก็สำคัญเช่นกัน โดยหากเราจำเป็นจะต้องเดินทางตอนกลางคืนนั้น เราควรที่จะนอนให้พอ พักผ่อนให้เต็มที่เพราะจะต้องใช้สติและการตอบสนองที่มากกว่าปกติ นอกจากนี้เราควรศึกษาเส้นทางให้ดี ต้องเดินทางผ่านตรงไหน มีจุดไหนที่ต้องระวัง ปั๊มน้ำมันอยู่ตรงไหน เรียกได้ว่าต้องรู้แบบเต็มที่เลยทีเดียว
แต่หากคุณเป็นสายปาร์ตี้และอยากจะขับรถตอนกลางคืนผู้เขียนก็ขอแนะนำให้คุณว่า “อย่าเอาชีวิตไปเสี่ยงเลย” เนื่องจากการขับรถในขณะที่เมานั้น มีความอันตรายมาก ทั้งต่อตัวเราเองและต่อเพื่อนร่วมถนน นอกจากนี้ยังผิดกฎหมายจราจรอีกต่างหาก ดังนั้นหากเป็นไปได้ เมาแล้วห้ามขับรถด้วยประการทั้งปวง
3.เพิ่มระยะห่าง เพิ่มความปลอดภัย
เนื่องจากการขี่รถในเวลากลางคืนจะต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่ากลางวัน ดังนั้นการเว้นระยะห่างกับรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ จะช่วยทำให้เรามีเวลาในตัดสินใจมากขึ้น รวมไปถึงเป็นการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่จะเกิดอีกด้วย
โดยปกติแล้วสูตรในการเว้นระยะห่างระหว่างรถคันหน้าจะไม่เหมือนกัน แต่อย่างน้อยที่สุดควรก่ะระยะห่างให้เรามีเวลา 2 วินาที ในการตัดสินใจหรือทิ้งระยะห่างจากคันหน้าประมาณ 3-5 เมตร ก็ทำให้เราปลอดภัยขึ้นเช่นกัน
4.เพิ่มความระมัดระวังเมื่อเข้าสู่เขตพิเศษ
เขตพิเศษในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเขตพิเศษทางเศรษฐกิจเสมอไป แต่เป็นบริเวณต่าง ๆ ที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เช่นเขตชุมชนหรือเขตป่า ที่บางครั้งเราอาจจะเจอคนหรือสัตว์วิ่งตัดมาจากมุมมืดก็เป็นได้ อย่างที่เราจะได้เห็นในข่าวบ่อย ๆ นอกจากนี้กลางคืนหลาย ๆ คนอาจจะไม่ระวังตัวเท่ากลางวัน แล้ววิ่งออกมาที่ถนน อาจจะทำให้เราตกใจแล้วนำไปสู่อุบัติเหตุในที่สุด ดังนั้นถ้าเป็นควรจะขับรถช้า ๆ เมื่อเข้าสู่เขตเหล่านี้จะทำให้เราปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
5.เปิดไฟสูงให้บ่อย หรี่ไฟลงมือจราจรติดขัด
การเปิดไฟสูงถือว่ามีความจำเป็นอย่างมาก เมื่อเราจะต้องขี่รถกลางคืน เพราะไฟสูงให้ทัศนวิศัยในการมองทางของเราที่ไกลกว่าเดิม ดังนั้นให้เปิดไฟสูงไว้ตลอดเวลา แต่หากว่าจราจรติดขัดหรือมีรถมากก็อย่าไปเปิดไฟสูงใส่รถชาวบ้านล่ะ เพราะนอกจากจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุแล้ว ยังทำให้เกิดความรำคาญอีกด้วย
6. ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด
แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลากลางคืนแต่วินัยจราจรของเราก็ไม่ควรหย่อนตาม เมื่อเรายังต้องใช้ถนนร่วมกันคนอื่น การเคารพกฏหมายจราจรถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นการเมาแล้วไม่ขับ การปฎิบัติตามสัญญาณจราจรต่าง ๆ จะปลอดภัยแก่ตัวเราเองและคนรอบข้าง
7. ทำตัวให้ Active ตลอดเวลา
การขับรถกลางคืนหนึ่งในปัญหาที่หลาย ๆ คนจะเจอคือเรื่องของความง่วง เพราะมองไปทางไหนก็เห็นแต่ความมืดมิดชวนหลับนอน ดังนั้นการพยายามทำตัว Active ตลอดเวลาอาจจะทำให้เราขับรถได้ดีขึ้น เช่นการเปิดเพลงเบา ๆ ฟัง Podcast หรือพยายามคุยกับผู้โดยสารที่นั่งมาด้วยจะทำให้เราตื่นตัวตลอดเวลา นอกจากนี้ให้พยายามเลี่ยงการกินยาที่มีผลต่อความง่วง ไม่งั้นอาจจะได้จอดหลับกลางทางแทนที่จะเป็นปลายทาง
สรุป
จะเห็นได้ว่าการขับรถตอนกลางคืน จะต้องใช้ความระมัดระวังรวมถึงการเตรียมตัวที่ดีกว่าตอนกลางวัน ทั้งในเรื่องของรถและตัวเราเอง แต่ถึงกระนั้นทั้งหมดก็เป็นเพราะในเรื่องของความปลอดภัยล้วน ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้อื่นหรือแม้แต่ตัวเราเองก็เป็นได้
หากเพื่อน ๆ ชอบบทความประเภทนี้ก็สามารถที่จะเข้ามาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Kaidee Blog ที่นี่เรามีแหล่งรวมบทความคุณภาพมากมาย ทั้งในเรื่องของบ้าน รถ และเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน ที่จะทำให้การใช้ชีวิตของคุณดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วัน
หรือหากใครที่สนใจสินค้ามือสองก็สามารถที่จะลองเข้ามาดูได้ที่ Kaidee.com ที่นี่เรามีแหล่งรวมสินค้าต่าง ๆ มากมาย ให้เพื่อน ๆ ได้เลือกซื้อ พร้อมกับการปรับปรุงแพลตฟอร์มใหม่ ให้มีความสะดวกสบายในการใช้งานมากขึ้น ง่ายยิ่งขึ้นทั้งซื้อและขาย จบได้ในแพลตฟอร์มเดียว
Nov 26, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
‘จุดหมายปลายทางไม่สำคัญเท่าเรื่องราวระหว่างทาง’ คงเป็นคำพูดที่มีคนมากมายยอมรับ เพราะการสัมผัสบรรยากาศรอบข้างพร้อมกับเพื่อนร่วมทางของคุณก็ทำให้คุณมีความสุขได้แล้ว ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำเส้นทางการขับรถท่องเที่ยว 5 เส้นทาง ในประเทศไทยที่คุณจะต้องประทับใจอย่างแน่นอน
กรุงเทพฯ-นครปฐม-ราชบุรี
ถ้าไม่อยากลางาน หยุดเสาร์-อาทิตย์ ภาคกลางมีสถานที่มากมายให้ได้ขับรถท่องเที่ยวใกล้ ๆ กรุงเทพเช่นกัน
วันที่ 1 จากกรุงเทพมหานครมุ่งหน้าไปยัง ตลาดน้ำดอนหวาย เดินเล่นซื้อของ แล้วสักการะหลวงพ่อที่ วัดไร่ขิง และ พระปฐมเจดีย์ ในนครปฐม แล้วเดินทางไปราชบุรี แวะเที่ยวที่ พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่ ซึมซับวัฒนธรรมไทย แล้วขับรถไปยังอำเภอสวนผึ้งเพื่อเข้าที่พัก
วันที่ 2 ตอนเช้าขึ้น เขากระโจม เพื่อชมทะเลหมอกอันสวยงาม แล้วกลับลงมาไป น้ำตกเก้าโจน เพื่อเล่นน้ำ แล้วไปแช่น้ำแร่ที่ ธารน้ำร้อนบ่อคลึง ก่อนกลับกรุงเทพมหานคร
ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ระยอง-จันทบุรี-ตราด
ภาคตะวันออก ศูนย์รวมธรรมชาติอย่างทะเล น้ำตก และภูเขาไว้ในที่เดียว มีทั้งแหล่งท่องเที่ยว ช้อปปิ้ง และร้านอาหารมากมาย
วันที่ 1 ขับรถจากกรุงเทพมหานคร เข้ามาที่ จังหวัดระยอง เดินทางข้ามไปยัง เกาะเสม็ด สถานที่ท่องเที่ยวอันโด่งดังของจังหวัดระยอง นอนพักที่นั่น 1 คืน
วันที่ 2 ท่องเที่ยวในเกาะเสม็ดแล้วจึงกลับมาที่ฝั่ง มุ่งหน้าไป สวนสน ชายหาดสีขาวสวยงามที่อยู่ห่างจากตัวเมืองระยอง 29 กิโลเมตร และ ชายหาดแหลมแม่พิมพ์ เข้าที่พัก
วันที่ 3 เดินทางไปจังหวัดตราด แวะเที่ยวอนุสาวรีย์สุนทรภู่ อำเภอแกลง ระหว่างทางแล้วขึ้นเรือข้ามไป เกาะช้าง นอนค้างบนเกาะ 1 คืน
วันที่ 4 กลับมาที่ฝั่ง ไปเที่ยวหาดบานชื่น แล้วไปที่ ตลาดนัดในบ้านหาดเล็ก ซื้อของฝาก จึงเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร
ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ขอนแก่น – กาฬสินธ์ุ
ตามรอยประวัติศาสตร์ของไดโนเสาร์ในภาคอีสานกับ ศูนย์การเรียนรู้ไดโนเสาร์ และสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ
วันที่ 1 จากจังหวัดขอนแก่น มุ่งหน้าไปสักการะ พระธาตุขามแก่น ซึ่งเป็นพระธาตุคู่เมืองจังหวัดขอนแก่น ชมวิว ณ เขื่อนอุบลรัตน์ ลัดเลาะริมเขื่อนไปศึกษาประวัติศาสตร์ไดโนเสาร์ที่ พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง และ อุทยานแห่งชาติภูเวียง จึงเดินทางไป บึงแก่นนคร ในตัวเมืองขอนแก่นเพื่อชมวิว และเข้าที่พัก
วันที่ 2 เดินทางออกจากขอนแก่น ผ่าน เขื่อนลำปาว สวนไดโนเสาร์ และ พิพิธภัณฑ์สิรินธร หลังจากนั้นไปซื้อผ้าไหมที่ บ้านโพน ก่อนเข้าตัวเมืองกาฬสินธุ์
วัที่ 3 เดินทางออกจากกาฬสินธุ์ ระหว่างทางแวะ ชมวิว สะพานเทพสุดา และชมศิลปะที่ MAMAFAKA Gallery ก่อนเข้าขอนแก่น
ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
เชียงใหม่-ปาย-แม่ฮ่องสอน-แม่สะเรียง
เส้นทางยอดฮิตในภาคเหนือท่ามกลางขุนเขาอันสวยงาม บนถนนคดเคี้ยวนับพันโค้งใกล้ชายแดนไทย ให้ดื่มด่ำกับธรรมชาติ
วันที่ 1 เริ่มต้นการเดินทางที่ตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ มุ่งหน้าไปยัง อำเภอปาย โดยมีการแวะไหว้พระที่ วัดป่าดาราภิรมย์ ซึ่งเป็นอารามหลวงของจังหวัดเชียงใหม่ และแช่น้ำพุร้อนใน โป่งเดือดป่าแป๋ น้ำพุร้อนท่ามกลางธรรมชาติ นอนค้างที่อำเภอปาย
วันที่ 2 เดินทางจากอำเภอปายตอนเช้าไป ถ้ำน้ำลอด แหล่งท่องเที่ยว Unseen ของแม่ฮ่องสอน จากนั้นเดินทางไปที่ ปางอุ๋ง เพื่อไปนอนรับบรรยากาศสบาย ๆ
วันที่ 3 ออกจากปางอุ๋งเข้าไปที่ บ้านรักไทย หมู่บ้านชาวจีนยูนนาน ท่ามกลางขุนเขา พระตำหนักปางตอง ศูนย์บริการและพัฒนาตามพระราชดำริ แล้วเข้าไปพักผ่อนที่ ตัวเมืองแม่ฮ่องสอน
วันที่ 4 เดินทางจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนไปถ่ายรูปที่ จุดชมวิวผาบ่อง ที่มองเห็นภูเขารายล้อม ทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ อันกว้างขวาง และสำรวจ ถ้ำแก้วโกมล จึงเข้าที่พักใน แม่สะเรียง
วันที่ 5 แวะเที่ยวชมต้นไม้ที่ สวนสนบ่อแก้ว และ อุทยานแห่งชาติ ออบหลวง ระหว่างทางกลับจังหวัดเชียงใหม่เป็นอันสิ้นสุด
ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
หาดใหญ่ (สงขลา)-ปัตตานี-นราธิวาส
3 จังหวัดภาคใต้ ที่มีทั้งสถานที่ท่องเที่ยวด้านธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ร้านอาหาร และเต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมของทั้งศาสนาพุทธและมุสลิม
วันที่ 1 ท่องเที่ยวในอำเภอหาดใหญ่ เริ่มต้นที่ วัดช้างให้ เพื่อสักการะหลวงปู่ทวด เดินทางไปชม มัสยิดกรือเซะ ของศาสนาอิสลามในจังหวัดปัตตานี แล้วไหว้ สุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ก่อนเข้าที่พักในตัวเมืองปัตตานี
วันที่ 2 เดินทางไปหาดต่าง ๆ ในปัตตานี ได้แก่ หาดปะนาเระ และ หาดแฆแฆ ซึ่งเป็นหาดสำคัญในจังหวัดปัตตานี หลังจากนั้นไป หมู่บ้านปะเสยะวอ หมู่บ้านเรือกอและในอำเภอสายบุรี และ หาดนราทัศน์ และพักที่ตัวเมืองนราธิวาส
วันที่ 3 เริ่มจากการเดินทางไป วัดชลธาราสิงเห เพื่อชมสถาปัตยกรรมอันสวยงาม จึงมุ่งหน้าไปเยี่ยมชม พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ และ ไหว้พระที่ วัดเขากง จากนั้นเดินทางกลับไปพักในอำเภอเขาใหญ่
วันที่ 4 ช้อปปิ้งท่องเที่ยวในตัวเมืองหาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ตลาดกิมหยง หรือ ขึ้นกระเช้าชมวิวที่ สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ
ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
นอกจากนี้ยังมีเส้นทางขับรถท่องเที่ยวในประเทศไทยมากมาย เพราะเมืองไทยสวยไม่แพ้ที่ใดในโลกไม่ว่าจะเป็นภาคไหน ก็น่าเที่ยวเช่นกัน และก่อนที่คุณเริ่มขับรถเที่ยว มาหารถสวย ๆ ใน Kaidee Auto มีรถพาคุณไปเรียนรู้ประสบการณ์แน่นอน
Nov 26, 2020 | บทความยานยนต์
ในการขับขี่รถประเภทต่าง ๆ นอกจากการมีใบขับขี่ที่แสดงความสามารถในการขับขี่อย่างถูกต้องและถูกกฎหมายจราจรแล้ว การขับขี่อย่างปลอดภัยยังเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญในการขับขี่รถอีกด้วย เพราะบนถนนที่มีรถเยอะแยะมากมายอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุที่เราคาดไม่ถึงจนเกิดการบาดเจ็บและอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ วันนี้เราจึงจะมาแชร์ 7 เคล็ดลับการ ขับรถอย่างปลอดภัย มาให้ทุกคนได้อ่านกัน
เทคนิค ขับรถอย่างปลอดภัย
จัดรถและเครื่องแต่งกายให้พร้อมก่อนขับรถ
ก่อนที่จะออกรถ ควรตรวจสอบความเรียบร้อยของรถและตัวคุณเอง ถ้าหากปล่อยให้รถรกรุงรังโดยที่ไม่จัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อยก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้เช่นกัน เช่น ขวดน้ำกลิ้งมาโดนเบรก หรือรองเท้าลื่นจนเหยียบเบรกพลาด ก็เป็นได้
ขอบคุณรูปจาก: pikisuperstar
มีสติ สมาธิ และพักผ่อนให้เพียงพอ
สติเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการขับขี่รถยนต์อย่างปลอดภัย เพราะเสี้ยวนาทีที่เราไม่มีสติในการขับขี่ก็อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้อย่างไม่คาดคิด และไม่ควรที่จะทำกิจกรรมอื่น ๆ ในขณะที่กำลังขับขี่เพราะจะทำให้ไม่มีสมาธิในการขับรถมากพอ และนอกจากนี้การพักผ่อนที่เพียงพอก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญมาในการเพิ่มสติและสมาธิในขณะที่เรากำลังขับรถเช่นเดียวกัน หรือถ้าหากว่าเกิดอาการง่วงนอนจริง ๆ ก็ควรเลือกที่จะหยุดพักผ่อนระหว่างทางก่อนจะเดินทางต่อไป
เว้นระยะห่างระหว่างรถ
การเว้นระยะห่างระหว่างรถแต่ละคันเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการขับขี่รถอย่างปลอดภัย เพื่อเผื่อพื้นที่ในการหยุดหรือแซงรถคันอื่น ๆ อย่างน้อย 1-2 คันรถ เพราะถ้าหากว่ารถอยู่ใกล้กันมากเกินไปก็อาจเพิ่มโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้นไปอีก และที่สำคัญคือต้องสังเกตรถด้านหน้าว่ามีการเบรกหรือไม่ เพื่อให้เตรียมตัวทัน
ไม่แซงหรือเปลี่ยนเลนกะทันหัน
การแซงหรือเปลี่ยนเลนกะทันหันเป็นการกระทำที่อันตรายจนก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้บ่อยครั้ง เพราะรถด้านหน้าหรือด้านหลังของคุณอาจกำลังจะเพิ่มความเร็วเช่นกัน ดังนั้นถ้าหากต้องการเปลี่ยนเลนหรือแซงรถ ก็ควรที่จะต้องให้สัญญาณผ่านไฟเลี้ยวเพื่อให้รถคันอื่นได้รับรู้และเตรียมตัวก่อน
ไม่ขับรถเร็ว
การขับรถเร็วถือได้ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนถนนมากที่สุด เพราะทำให้ผู้ขับไม่สามารถเห็นสภาพแวดล้อมด้านนอกรถได้มากเพียงพอ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจึงหยุดหรือชะลอรถไม่ทัน และการขับรถเร็วก็ทำให้เพิ่มความรุนแรงของอุบัติเหตุนั้น ๆ อีกด้วย
ขอบคุณรูปจาก: vectorpouch
ให้สัญญาณไฟ
การให้สัญญาณไฟเป็นการกระทำที่ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้เป็นอย่างดี ซึ่งการเปิดไฟรถเป็นการทำให้รถด้านหลังได้รับรู้ว่าคุณจะขับรถไปในทิศทางไหนและเตรียมตัวชะลอหรือหยุดรถได้ทัน โดยผู้ขับขี่ควรเปิดไฟให้สัญญาณก่อนอย่างน้อย 50 เมตรเมื่อต้องการ เลี้ยว หยุด หรือถอยรถเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่
อย่าขับหรือจอดรถในที่เปลี่ยว
การขับหรือจอดรถในที่เปลี่ยวหรือมืด เป็นการเพิ่มโอกาสการเกิดอันตรายได้มากยิ่งขึ้น เพราะความมืดทำให้ประสิทธิภาพในการมองเห็นสภาพแวดล้อมย่ำแย่กว่าปกติ จนทำให้ระมัดระวังตัวได้ไม่มากพอ เพราะฉะนั้นคุณควรที่จะจอขับหรือจอดรถในที่ที่มีแสงสว่าง แต่ถ้าหากมีความจำเป็นในการเข้าไปในที่เปลี่ยวและมืดก็จัดการล็อกรถและเก็บไม่เก็บทรัพย์สินมีค่าไว้ภายในรถเพื่อป้องกันการถูกโจรกรรม
ใช้รถที่สมรรถภาพดี
รถเป็นยานพาหนะที่เราใช้ในการขับขี่ ถ้าหากว่าคุณมีรถที่มีสมรรถภาพที่ดี ก็สามารถช่วยให้เกิดความปลอดภัยได้มายิ่งขึ้น โดยผู้ขับขี่จำเป็นที่จะต้องหมั่นตรวจเช็กสภาพรถเป็นประจำและรีบซ่อมแซมในส่วนที่บกพร่องให้ทำงานได้เหมือนเดิม หรือเลือกใช้รถที่มีฟังก์ชันพิเศษต่าง ๆ ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้ เช่น ระบบเตือนสิ่งกีดขวาง ระบบหยุดรถอัตโนมัติ หรือระบบเบรก เป็นต้น
แต่ถ้าหากว่ารถคันนั้นมีสภาพรถที่แย่เกินกว่าจะที่สามารถซ่อมแซมได้แล้วผู้ขับขี่ก็ควรเปลี่ยนรถเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ และที่ Kaidee Auto ก็มีรถสภาพดีราคาถูกให้เลือกซื้อได้ตามความชอบของแต่ละคน และทั้งหมดนี้คือ 7 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณขับขี่รถได้ปลอดภัยไร้กังวลในทุกสถานการณ์ค่ะ
อ่านบทความอื่น ๆ ที่ Kaidee Blog
Nov 19, 2020 | บทความยานยนต์
ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เราถูกเจ้าโควิดกักบริเวณไม่ให้เดินทางไปไหนจนใจเฉา ตอนนี้สถานการณ์ต่างๆ เริ่มดีขึ้น ลองหาเวลาพักผ่อนให้ตัวเองและคนที่คุณรักดูบ้าง ยิ่งช่วงกลางฤดูฝนใกล้ฤดูหนาวแบบนี้ ถือเป็นช่วงฮอตฮิตเหมาะกับการออกไปสำรวจโลกกว้าง
หากใครยังกังวลไม่อยากเที่ยวที่ๆ มีคนเยอะ หรือใช้ระบบคมนาคมสาธารณะร่วมกับคนหมู่มาก การขับรถเที่ยวเป็นทางออกที่ตอบโจทย์สุด ได้ทั้งความสะดวกและสบายใจ ซึ่งวันนี้เรามี 10 ถนนสวยๆ ในประเทศไทยเหมาะกับการขับรถเที่ยวมาฝากกัน
1.ทางหลวงหมายเลข 106 ถนนต้นยาง-เชียงใหม่ลำพูน
Credit : https://thailandtourismdirectory.go.th/
ตลอดระยะทาง 10 กิโลเมตร บนถนนทางหลวงหมายเลข 106 จาก อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่เชิงสะพานนวรัตน์ไปจนถึง ต.หนองหอย จ.ลำพูน เราจะพบกับความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติอันสวยงามของต้นยางสูงใหญ่กว่า 1,500 ต้น ที่ปลูกเรียงรายตลอดสองข้างทาง
ทั้งนี้หากสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่า พอพ้นเขตเชียงใหม่แล้ว จากต้นยางจะกลายเป็นต้นขี้เหล็กเข้ามาแทน นับเป็นการแบ่งเขตจังหวัดที่ใช้ธรรมชาติเข้ามาเป็นตัวช่วย
ส่วนที่มาของต้นยางเหล่านั้น มาจากหลวงเจ้าพระยาสุรสีหวิสิษฐ์ศักดิ์ ข้าหลวงคนแรกของมณฑลพายัพ ได้นำต้นยางนาและต้นขี้เหล็กหลายพันต้น เข้ามาให้ชาวบ้านช่วยกันปลูกตลอดแนวถนนเชียงใหม่-ลำพูน ซึ่งต้นยางลำต้นใหญ่สุดเท่าที่เราเห็นอยู่นี้ ในประเทศมีให้เห็นแค่ที่นี่เท่านั้น จึงไม่แปลกที่หลายๆ คนจะยกให้ถนนเส้นนี้เป็นหนึ่งในถนนสายโรแมนติกและร่มรื่นมากสุดในไทย
พิกัด : ถนนเชียงใหม่-ลำพูน (ต้นยางใหญ่สองข้าง) ต.ยางเนิ้ง อ.สารภี จ.เชียงใหม่
หรือ https://goo.gl/maps/FBa6iftZ2SLuhkhK7
2.ถนนเฉลิมบูรพาชลทิต-จันทบุรี
Credit : https://thai.tourismthailand.org
ถนนเลียบชายทะเลที่มีความยาวมากสุดในประเทศไทย (ประมาณ 100 กิโลเมตร) เริ่มต้นเส้นทางจากชลบุรี ระยอง จันทบุรี ก่อนไปสุดที่ตราด โดยจุดยอดนิยมที่ได้ชื่อว่าสวยงามนั้น อยู่ระหว่างปากน้ำประแส จ.ระยองไปสิ้นสุดยังจุดชมวิวเนินนางพญา บริเวณชายหาดคุ้งวิมาน จ.จันทบุรี
ถนนเพื่อการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลระดับสากลอย่างยั่งยืน (Scenic Route) แห่งแรกของไทย ทั้งยังมีทัศนียภาพที่สวยงามที่สุดในภาคตะวันออก
หากคุณอยากได้ฟีลขับรถเที่ยว กินลมชมทะเลกับเพื่อนสบายๆ รายล้อมด้วยวิวทะเลและภูเขาสุดลูกหูลูกตา มาที่นี่รับรองไม่ผิดหวัง ได้ทั้งเดินเล่นรับลมริมหาดคุ้งวิมาน หรือจะขึ้นเขาดูพระอาทิตย์ตกที่จุดชมวิวเจดีย์บ้านหัวแหลม
ก็โรแมนติกไม่น้อย ที่สำคัญตลอดเส้นทางมีแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจจำนวนมาก รวมทั้งเส้นทางปั่นจักรยานอีกด้วย
พิกัด : เริ่มตั้งแต่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี แล้วไปยังทางหลวงหมายเลข 3161 (สุขุมวิท-อ่าวไข่)
วิ่งเลียบชายฝั่งทะเลไปเรื่อยๆ และสุดทางที่บ้านแหลมสิงห์ จ.จันทบุรี
หรือ https://goo.gl/maps/GmWkUffNYNyeiqwe7
3.ทางหลวงหมายเลข 12 เขาค้อภูทับเบิก-เพชรบูรณ์
Credit : https://thai.tourismthailand.org
หลายครั้งที่ความสวยงามมักแลกมาด้วยความยากลำบาก เส้นทางนี้ค่อนข้างปราบเซียนอยู่ไม่น้อย ด้วยภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูง ทำให้จำนวนโค้งค่อนข้างเยอะและลาดชัน ยิ่งถ้ามาช่วงหน้าฝนต้องใช้ความระวังในการขับเป็นพิเศษ
ทว่าระหว่างทางเราจะได้พบกับรางวัลทางธรรมชาติสุดล้ำค่า “ท้องฟ้า ภูเขา และทะเลหมอก” จะออกมาต้อนรับผู้มาเยือนแบบในระยะประชิด งดงามราวกับสวรรค์บนดิน
ตลอดเส้นทางยังมีสถานที่ท่องเที่ยวให้เราเพลิดเพลินได้แบบไม่มีเบื่อ ทั้งร้านกาแฟ หมู่บ้านชาวเขา วัด ร้านอาหาร ฯลฯ หรือจะขับลุยขึ้นไปกางเตนท์นอนต่อชิลๆ ที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า หรือภูทับเบิก ก็ถือเป็นอีกทริปน่าสนใจไม่น้อย
พิกัด : ถนนหลวงหมายเลข 12 เขาค้อภูทับเบิก-เพชรบูรณ์
หรือ https://goo.gl/maps/sPmktBYicmM7yvqG7
4.ทางหลวงชนบทหมายเลข 4009 ดอยแม่อูคอ-แม่ฮ่องสอน
Credit : Amazingthaitour
เส้นทางนี้เหมาะกับการมาขับรถเที่ยวในฤดูหนาว ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมของทุกปี เหล่าดอกบัวตองจะพากันอวดโฉม โชว์ความงามเหลืองอร่ามไปทั่วดอยแม่อูคอ ซึ่งที่นี่ถือเป็นทุ่งดอกบัวตองขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยพื้นที่กว่า 500 ไร่
ฉะนั้นความอลังการไม่ต้องพูดถึง มองไปทางไหนก็ชื่นใจ เรียกว่าสวยจนแทบหยุดหายใจ ซึ่งหนึ่งปีมีให้เห็นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ขึ้นชื่อว่าแม่ฮ่องสอนแล้วการันตีได้เลย ว่าเส้นทางไม่ธรรมดาแน่นอน ต้องฝ่าฟันลุยไปหลายพันโค้งอยู่เหมือนกัน แต่ขอให้มั่นใจว่า ปลายทางที่รอเราอยู่นั้นแสนคุ้มค่าอย่างยิ่ง นอกจากจะเพลินไปกับความงามของดอกไม้แล้ว ยังเที่ยวอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ หรือโครงการหลวงขุนวางต่อได้อีกด้วย
พิกัด : ทางหลวงชนบท 4009 ดอยแม่อูคอ-แม่ฮ่องสอน
หรือ https://goo.gl/maps/Mouijk7S2ofqpTum9
5.ทางหลวงหมายเลข 1178 ดอยอ่างขาง-เชียงใหม่
Credit : http://www.tourismchiangmai.org/
ต่อกันที่อีกหนึ่งถนนสวยๆ ของภาคเหนือ ทางหลวงหมายเลข 1178 หรือรู้จักกันดีในนาม “เส้นทางขึ้นดอยอ่างขาง” โดยไฮไลต์ของถนนเส้นนี้คือ ดอกพญาเสือโคร่งหรือซากุระเมืองไทย ที่พากันออกดอกคึกคักในช่วงฤดูหนาวของทุกปี ตลอดสองข้างทางจะถูกแต่งแต้มด้วยสีชมพูอันสดใส และบางช่วงหนาแน่นมาก เสมือนซุ้มดอกไม้เหมือนมีใครเอามาจัดวาง
ที่สำคัญถนนแห่งนี้ยังดีงามอยู่ที่มีอากาศเย็น 15-17 องศาเซลเซียสตลอดทั้งปี หากไม่ได้มาช่วงดอกพญาเสือโคร่งบาน ก็ไม่ถือว่าเสียเที่ยวแต่อย่างใด แค่มาสูดออกซิเจนให้เต็มปอดก็ชื่นใจแล้ว นอกจากนี้ยังมีที่เที่ยวอีกเพียบ ทั้งแปลงผลไม้เมืองหนาว สวนดอกไม้ต่างๆ หรือใครที่อยากเรียนรู้วิถีชุมชน จะแวะเที่ยวหมู่บ้านชาวเขาก็ย่อมได้
พิกัด : จากเชียงใหม่วิ่งมาตามทางหลวงหมายเลข 107 จนถึง อ.เชียงดาว
จากนั้นเลี้ยวซ้ายที่แยกเมืองงาย เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1178 เพื่อขึ้นดอยอ่างขาง
หรือ https://goo.gl/maps/ZfZ7ChpYp7HHGH5w9
6.ทางหลวงชนบทหมายเลข 4099 อ่างเก็บน้ำบางพระ-ชลบุรี
Credit : https://thai.tourismthailand.org/
ขึ้นเขาลงห้วยเที่ยวถนนสวยๆ ทางภาคเหนือมากันเยอะแล้ว ทีนี้ขยับมาใกล้กรุงเทพกันบ้าง ใครจะรู้ว่าชลบุรีเองมีถนนรอบอ่างเก็บน้ำบางพระ อันขึ้นชื่อเรื่องความร่มรื่นของต้นไม้นานาพันธุ์ และทัศนียภาพที่งดงามริมสันเขื่อน ตลอดจนความสวยของ “ดอกเสลา” ซึ่งจะเผยโฉมสีม่วงชมพู ให้เราเห็นทุกปลายเดือนกุมภาพันธ์
นอกจากจะมีวิวทิวทัศน์แสนสบายตาสบายใจแล้ว ถนนสายนี้ยังเป็นเส้นทางยอดฮิตของบรรดานักปั่นจักรยาน และความที่สิ่งแวดล้อมบริเวณนี้อุดมสมบูรณ์ แถมอากาศก็ดี
ที่นี่จึงกลายเป็นแหล่งรวมนกหายาก ซึ่งบรรดาคนรักนกทั้งหลายโปรดปรานเป็นพิเศษ ทั้งยังมีกิจกรรมผ่อนคลายอื่นๆ ทั้งล่องเรือ เล่นน้ำ ชมพระอาทิตย์ตก หรือใครจะนั่งกินส้มตำแซบๆ เพิ่มพลังก็ได้
พิกัด : ทางหลวงชนบทหมายเลข 4099 อ่างเก็บน้ำบางพระ
หรือ https://goo.gl/maps/qRqN7zRnTUEBhzDd8
7.สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา (สะพานเอกชัย)-พัทลุง
Credit : https://www.facebook.com/PhatthalungToday
ด้วยความยาว 14 กิโลเมตร ทำให้สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาหรือ “สะพานแห่งความสุข” คว้าตำแหน่งสะพานที่ยาวสุดในประเทศไทยไปครองแบบไร้คู่แข่ง ทำหน้าที่เชื่อมระหว่าง จ.สงขลาและ จ.พัทลุงเข้าด้วยกัน
นอกจากวิวทะเลสาบอันงดงามตลอดสองฝั่งสะพานแล้ว เราอาจจะได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้านอันแสนเรียบง่าย สัตว์ท้องถิ่นอย่างควายน้ำและนกนานาชนิด จึงไม่แปลกใจที่หลายๆ คนจะขนานนามว่าเป็น สะพานแห่งความสุข
ระหว่างทางเราสามารถแวะจอดรถตามไหล่ทาง เพื่อชมวิวสวยๆ หรือจะแอคท่าถ่ายรูปก็ได้ ทั้งนี้ใครเป็นสายนักปั่น ที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเส้นทางสุดยอดเยี่ยม ส่วนชื่อ “สะพานเอกชัย” ซึ่งชาวบ้านเรียกติดปากนั้น มาจากนักร้องลูกทุ่ง “เอกชัย ศรีวิชัย” นั่นแหละค่ะ เพราะระหว่างการก่อสร้าง เขามาเปิดคอนเสิร์ตสมทบทุนสร้างสะพานดังกล่าว ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น
พิกัด : สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ต.พนางตุง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง
หรือ https://goo.gl/maps/xGkTaJswd5Ze8qsf7
8.ทางหลวงหมายเลข 1256 อุทยานแห่งชาติดอยภูคา-น่าน
Credit : http://www.doh.go.th/
เส้นทางสุดหฤหรรษ์ที่พาเราเดินทางจาก อ.ปัว สู่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จ.น่าน ตลอดระยะทางของ “ถนนลอยฟ้า” เส้นนี้จะค่อยๆ ไต่ระดับความสูงขึ้น จากที่ราบสู่สันเขาอันสลับซับซ้อน ก่อนเดินทางขอให้เตรียมใจกับโค้งจำนวนมากให้ดี เนื่องจากเป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยหุบเขาน้อยใหญ่ และแน่นอนว่าย่อมแลกมาด้วยวิวทิวทัศน์อันสวยงาม
ยิ่งถ้าเรามาช่วงปลายฝนต้นหนาว จะเห็นสัมผัสได้ถึงความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติแบบใกล้ชิด ม่านหมอกที่ลอยปกคลุม กลิ่นชื้นของดินและหญ้าอันแสนสดชื่น วิวทุ่งนาสลับทุ่งหญ้าอันเขียวขจี ไหนจะอากาศสดชื่นเย็นกำลังดี เรียกว่ามารับพลังบริสุทธิ์จากธรรมชาติที่แท้จริง
พิกัด : ทางหลวงหมายเลข 1256 (เส้นทางสาย อ.ปัว- อ.บ่อเกลือ) จ.น่าน
หรือ https://goo.gl/maps/jUFoMc9SrT7fNMSR7
9.ทางหลวงหมายเลข 1148-น่าน พะเยา
Credit : Twitter-Amazing Thailand
จ.น่าน นอกจากจะมีทางหลวงหมายเลข 1256 เป็นถนนสวยเอาใจขาเที่ยวแล้ว ยังมีอีกหนึ่งถนน Scenic Route ชื่อดัง คอยเชื่อมระหว่าง อ.ท่าวังผา จ.น่าน และ อ.เชียงคำ จ.พะเยา แล้วยังเป็นหนึ่งในทางหลวงที่ได้ชื่อว่า “โรแมนติก” เอามากๆ ท่ามกลางเส้นทางอันคดเคี้ยว ขึ้นเขาสลับกับทางราบ ทว่ารายล้อมด้วยธรรมชาติสีเขียวอันตระการตา
ใครที่เพิ่งเริ่มขับรถเที่ยว แนะนำให้เริ่มต้นด้วยเส้นทางนี้จะสบายใจหน่อย (ระยะทาง 113 กิโลเมตร) เพราะด้วยเส้นทางที่ขับง่ายกว่าเส้นทางขึ้นเขาอื่นๆ แถมรถค่อนข้างน้อย แวะถ่ายรูปง่าย เนื่องจากคนยังไม่นิยมรูทนี้สักเท่าไหร่ และถ้าโชคดีมาตรงกับช่วงที่มีทะเลหมอก ถือเป็นอีกหนึ่งรางวัลชีวิตเลยนะคะ
พิกัด : ทางหลวงหมายเลข 1148 (ท่าวังผา-เชียงคำ) อ.ท่าวังผา จ.น่านและ อ.เชียงคำ จ.พะเยา
หรือ https://goo.gl/maps/6Uidn9P7rLDCLt7bA
10.ทางหลวงหมายเลข 3502 สามชุก-สุพรรณบุรี
Credit : http://www.doh.go.th/
ปิดท้ายกับถนนสายดอกไม้ “ตาเบบูญ่า” หรือ “เหลืองปรีดียาธร” หนึ่งในเส้นทางชมธรรมชาติที่อยู่ไม่ไกลกรุงเทพ ขับรถเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ถึง ความพิเศษของถนนทางหลวงหมายเลข 3502 นั้น คุณจะได้เพลิดเพลินกับความงามของดอกตาเบบูญ่าตลอดสองข้างทาง มองไปทางไหนก็ละลานตาไปด้วยสีเหลืองอร่ามอันแสนสดใส
ระยะทางกว่า 6 กิโลเมตร ไล่ไปตั้งแต่หน้าวัดสุวรรณตะไล อ.สามชุกเป็นต้นไป ซึ่งใน 1 ปีจะมีความเก๋แค่เดือนมีนาคมและเมษายนเท่านั้น แถมต้องรีบมาด้วยนะคะ เจ้าดอกนี้จะบานเพียง 1-2 สัปดาห์เท่านั้น
พิกัด : ทางหลวงหมายเลข 3502 อ.สามชุก-อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี
หรือ https://goo.gl/maps/FaTxz5V36svWbqoV8
สรุปท้ายบทความ
เมืองไทยเองมีถนนสวยๆ ทัศนียภาพงดงามไม่แพ้ต่างประเทศ ลองเปิดใจเลือกสักหนึ่งเส้นทาง พาคนที่เรารักเดินทางและใช้เวลาดีๆ ไปด้วยกัน มั่นใจได้ว่าจะเป็นอีกความทรงจำที่น่าประทับใจไปตลอดชีวิต แค่นึกถึงก็ทำให้เรายิ้มได้ ที่สำคัญอย่าลืมหาพาหนะคู่ใจดีๆ สักคัน ที่จะพาเราลุยไปได้ทุกที่ทุกเส้นทาง เพียงแค่กดเข้ามาใน Kaidee รับรองว่ามีตัวเลือกเจ๋งๆ ให้เปรียบเทียบราคาจำนวนมาก
Oct 28, 2020 | บทความยานยนต์
บางทีการใช้ชีวิตอยู่ในกรอบ ทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ ตื่นมาทำงาน กินแล้วนอน อาจทำให้ชีวิตเฉาและขาดแรงบันดาลใจแบบไม่รู้ตัว การออกไปท่องโลกกว้าง ลองเจออะไรใหม่ๆ อาจเป็นคำตอบที่ทำให้ชีวิตเราเบิกบาน ลองปล่อยตัวเองให้มีอิสระ ทำตามเสียงหัวใจ ขับรถไปเรื่อยๆ เหนื่อยตอนไหนก็พัก อยากเที่ยวไหนก็แวะ
การท่องเที่ยวสไตล์โรดทริป (Road Trip) เป็นตัวช่วยสร้างเรื่องราวและใช้เวลาดีๆ ไปกับคนที่คุณรัก แล้วระหว่างที่รอเวลาต่างๆ ให้ลงตัว อย่าลืมมองหาพาหนะเจ๋งๆ สักคันที่พร้อมลุย พาเราไปสร้างจังหวะชีวิตใหม่ๆ ด้วยกัน ซึ่งด้านล่างนี้คือรถคุณสมบัติสุดพร้อม ที่ควรค่ากับการไปออกทริป ตามไปดูกันค่ะ
1.Honda HRV
รถยนต์ 5 ประตู ดีไซน์สปอร์ตสุดเร้าใจที่มาพร้อมเครื่องยนต์กำลังแรง 1.8 ลิตร กำลังสูงสุด 141 แรงม้า ด้วยเทคโนโลยีสุดปลอดภัยล้ำสมัย มีจอแสดงภาพมุมอับขณะเปลี่ยนเลน ระบบช่วยเบรคความเร็วต่ำ
รวมทั้งเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT หรือเกียร์ธรรมดา 6 ระดับ เพิ่มความมั่นใจและความสะดวกสบายในการเดินทางให้กับคุณและคนที่คุณรัก ออกไปสัมผัสโลกกว้างได้อย่างใจปรารถนา
ที่สำคัญภายในกว้างขวางรองรับทุกเพศทุกวัย ตอบโจทย์การเดินทางนานๆ ได้อย่างดีเยี่ยม ประหยัดน้ำมันได้ดี ตามคอนเซปต์ของ HRV ที่ว่า “What’s calling you? ทุกเสียงเรียกจากข้างใน… ตามไปให้สุด”
ราคาเริ่มต้น 950,000 บาท
2.Ford Ranger Raptor
ใครเป็นสายเที่ยวแบบผจญภัยบุกป่าฝ่าภูเขา กระบะออฟโรดตัวนี้น่าจะเป็นพาหนะคู่ใจ ที่พาเราเปิดประสบการณ์ใหม่แบบไร้ขีดจำกัด ด้วยขุมพลัง Bi-Turbo ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด
เป็นรถกระบะสมรรถภาพสูงตัวเจ๋งของฟอร์ด ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจาก F-150 Raptor ตัวดังที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกา โดดเด่นด้วยความแข็งแกร่ง วิ่งได้ทุกสภาพถนน ไปได้ทุกที่แบบไม่มีลิมิต ลุยน้ำลึกได้ถึง 800 มม. ขับผ่านลำธารได้แบบสบายๆ
ทนต่อการบุบและรอยขีดข่วน ส่วนระยะยุบตัวของโช๊คก็ยืดหยุ่นและขนาดยางก็ใหญ่กว่าเดิม ทั้งยังมีบันไดด้านข้างที่ช่วยระบายทรายและหิมะได้ดี มีโหมดขับขี่ให้เลือก 6 แบบ ตลอดจนระบบช่วยจอดรถระหว่างทางลาดชัน
ราคาเริ่มต้น 1,699,000 บาท
3.Toyota Corolla Cross
“A New Journey” การเดินทางครั้งใหม่ของโตโยต้า ที่ครั้งนี้เปิดตัว Corolla Cross มาเพื่อตีตลาดรถยนต์ C-SUV ในบ้านเราโดยเฉพาะ นอกจากดีไซน์เหนือระดับที่โฉบเฉี่ยวและทันสมัยแล้ว ยังมีสีรถให้เลือกมากถึง 7 สี ไม่ว่าจะเป็น เทา ขาว ดำ เมทาลิก แดง น้ำเงิน และน้ำตาลเทา
ที่สำคัญตัวรถมาพร้อมระบบไฮบริด ประหยัดน้ำมันได้ถึง 23.3 กม/ลิตร กำลังเครื่อง 98 แรงม้า เครื่องยนต์ 1.8 ลิตร ฟูลด้วยระบบ Toyota Safety แบบครบครัน ตามสไตล์รุ่นท็อปของโตโยต้า ตั้งแต่ระบบมาตรฐานทั่วไป อย่างถุงลมนิรภัย ควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ช่วยประคองรถให้อยู่ในเลน ระบบเตือนมุมอับสายตา ฯลฯ
ที่นั่งภายในกว้างขวาง ยืดขาได้แบบสบายๆ แถมเบาะหนังนุ่มกำลังดี มีที่วางมือข้างๆ เหมาะกับพาพ่อแม่เรานั่งรถไปเที่ยวด้วยกัน แบบไม่ต้องกังวลว่าจะมีอาการปวดเมื่อยให้ทริปเซ็ง
ราคาเริ่มต้น 959,000 บาท
4.Mazda CX 30
อย่างที่บอกไปว่า การเดินทางคือการเติมชีวิตเราให้เต็มขึ้นในรูปแบบหนึ่ง ยนตรกรรม Crossover SUV คันนี้ จะช่วยเติมเต็มให้ชีวิตคุณมีค่าและมีความหมายมากขึ้น ด้วยเครื่องยนต์แอคทีฟเบนซิน Skyactiv-G 2.0 ความเร็วสูงสุด 165 แรงม้า ควบคู่กับเทคโนโลยีประหยัดน้ำมันที่ฉีดเชื้อเพลิงสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง ทำให้มีกำลังอัดและแรงบิดสูง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
มาพร้อมดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ภายใต้คอนเซปต์ Less is more เรียบง่ายแต่งดงาม ใส่ใจทุกรายละเอียดทั้งภายนอกสู่ภายในห้องโดยสาร การันตีจากรางวัล 1 ใน 3 รถยนต์ยอดเยี่ยมของโลกในปี 2020 ขับในเมืองก็คล่องแคล่ว ขับไป Road Trip ก็คู่ควร พร้อมลุยกับเราไปทุกที่
ราคาเริ่มต้น 989,000 บาท
5.Nissan Terra
ใครที่ยังลังเล ลองเทใจมาทางฝั่งนิสสัน เทอร์ร่ากันบ้าง ซึ่งเทียร่ารุ่นนี้ก็ทำได้ดีไม่แพ้ค่ายอื่นๆ เพราะทางนิสสันเองได้รวมเอาสุดยอดเทคโลยี ด้านสมรรถนะการขับขี่แทบทุกด้าน ใส่ไว้อย่างจัดแน่นจัดเต็มในรถรุ่นนี้
ด้วยการใช้เครื่องยนต์ดีเซล YS23DDTT ทวินเทอร์โบอินเตอร์คูล ให้กำลังแรงสูงสุด 190 แรงม้า ตลอดจนระบบล็อกไฟฟ้าที่ใช้งานต่างไปตามสภาพถนน
ทั้งยังมีฟังก์ชัน shif on the fly ให้เราเลือกขับแบบสองหรือสี่ล้อ เมื่อเจอสภาพถนนที่ลื่นเพื่อเพิ่มความปลอดภัย ไปจนถึงโหมดขับขี่แบบความเร็วต่ำ สำหรับการขับขี่แบบลุยๆ เหมาะกับการไป Road Trip จะทราย โคลน เส้นทางลาดชันหรือจะลุยน้ำ ก็มั่นใจได้ว่าเทียร่าพาเราไปได้ถึงฝั่งฝันแน่นอน
ไหนจะเรื่องความสะดวกสบายของห้องโดยสารที่กว้างขวาง รองรับผู้โดยสารได้มากถึง 7 คน ให้คุณเปิดประสบการณ์ Life Lives Outside ได้อย่างอิสระ
ราคาเริ่มต้น 1,316,000 บาท
เชื่อเถอะค่ะ ว่าการมีพาหนะคู่ใจที่เข้ากับเราสักคัน ลงทุนกับมันสักหน่อย สิ่งที่ได้รับกลับมาคุ้มค่าแน่นอน
ทั้งความสะดวกสบาย ความสุข ความทรงจำและเรื่องราวดีๆ ระหว่างทาง ทั้งนี้หากสนใจรถรุ่นไหน
เป็นพิเศษก็ตรงไปที่โชว์รูมหรือเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โดยตรงของแต่ละเจ้าได้เลย