เบาะรถยนต์แบบหนัง VS แบบผ้า ทำความสะอาดยังไงบ้าง?

เบาะรถยนต์แบบหนัง VS แบบผ้า ทำความสะอาดยังไงบ้าง?

เบาะรถยนต์ถือว่าเป็นหนึ่งอุปกรณ์ประจำรถที่มีความสำคัญมาก เพราะว่าหากเราต้องขึ้นรถไม่ว่าจะเป็นในฐานะของผู้ขับหรือฐานะของผู้โดยสาร ต่างก็ต้องนั่งเบาะรถอยู่แล้ว(ฮา) ดังนั้นการรักษาความสะอาดของเบาะจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และวันนี้เรามีเคล็ดลับมาบอก

เบาะแบบผ้าหรือแบบหนังจะสั่งอย่างไร

ปกติแล้วการสั่งเบาะแบบผ้าหรือเบาะแบบหนัง จะเป็นหนึ่งใน Option ของรุ่นรถต่าง ๆ ที่จะบอกไว้ใน Spec Sheet หรือสเปกของรถ หรือในรถบางรุ่นจะมาเป็นลักษณะของ Option พิเศษที่เราจะต้องเสียเงินเพิ่มในการซื้อ

ยกตัวอย่างเช่น Toyota Vios ปี 2020 ที่หากเราอยากได้เบาะหนังก็ต้องสั่งในรุ่นระดับ Mid ขึ้นไปถึงจะได้เบาะแบบหนัง จากที่ในรุ่น Entry จะได้เบาะแบบผ้าหรือ Honda City 2020 ที่รุ่นของเบาะหนังจะเป็นรุ่น SV ขึ้นไปเท่านั้นถึงจะมีตัวเลือกนี้ 

ในรถแบรนด์อย่าง Mercedes – Benz รถบางรุ่นจะมีของตกแต่งอย่าง Mercedes-Maybach’s Rear Seat ที่จะให้เบาะแบบพิเศษ พร้อมกับการตกแต่งแผงหลังอย่างฟรีเมียม แต่ก็มาพร้อมกับราคาฟรีเมียมที่ตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสน

หรือในบางครั้งเราก็สามารถที่จะสั่งทำเบาะผ้าหรือเบาะหนังได้แบบ Custom หรือออกแบบเองได้ ซึ่งราคาจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของวัสดุที่ยิ่งดีราคาก็ยิ่งสูงตาม โดยจะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป

เราสามารถเปลี่ยนเบาะรถยนต์ได้หรือไม่

สำหรับใครที่ซื้อรถแบบเบาะผ้าแล้วต้องการที่จะเปลี่ยนเป็นเบาะหนัง ก็สามารถที่จะเปลี่ยนได้ผ่านอู่รถต่าง ๆ โดยสำหรับการเปลี่ยนเบาะนั้นจะนิยมทำอยู่สองแบบคือ การเปลี่ยนเบาะแบบสวมทับกับการเปลี่ยนเบาะแบบตัดหุ้มซึ่งจะมีข้อดีและข้อเสียต่างกันดังนี้

เบาะแบบสวมทับ

เบาะแบบสวมทับจะมีข้อดีในเรื่องของระยะเวลาในการเปลี่ยนที่จะใช้เวลาไม่นาน ทำให้เบาะของเรามีความหนานุ่มขึ้น แต่ก็จะแลกมากับการทำให้เบาะของเราสูงขึ้น ข้อเสียคือลายส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยสวย อีกทั้งไม่ค่อยมีความทนทานเท่าไหร่

เบาะแบบตัดหุ้ม

แบบตัดหุ้มจะมีข้อดีในเรื่องของความสวยงามและกระชับ เนื่องจากเป็นการถอดเบาะออกมาและตัดหุ้มโดยตรง นอกจากนี้ยังสามารถเลือกเกรดของหนังได้ตามกำลังทรัพย์ของเรา ข้อเสียคือใช้เวลาในการทำเบาะที่นาน และรถบางรุ่นอาจจะไม่มีตัวเลือกที่หลากหลายมากนัก

เบาะรถยนต์แบบผ้าคืออะไร

เบาะรถยนต์แบบผ้าคือ เบาะรถที่ทำมาโดยมีผ้าเป็นวัสดุหลักเป็นส่วนประกอบ โดยข้อดีของเบาะแบบผ้าคือมีลวดลายที่หลากหลาย อีกทั้งมีความนุ่มสบายและไม่ข้อเก็บความร้อน ซึ่งความทนทานในการใช้งานนั้นจะอยู่ที่คุณภาพของผ้าเป็นหลัก อีกทั้งยังมีราคาถูกกว่าแบบเบาะหนังอีกต่างหาก

สำหรับข้อเสียของเบาะผ้าคือ เปื้อนฝุ่นและคราบได้ง่าย ทำให้เราต้องระวังเป็นพิเศษในการใช้ชีวิตบนรถยนต์ นอกจากนี้อาจจะต้องทำความสะอาดบ่อยกว่าเบาะแบบหนัง

วิธีทำความสะอาดเบาะแบบผ้า

สำหรับวิธีการทำความสะอาดเบาะผ้านั้น ให้ใช้เครื่องดูดฝุ่น ดูดคราบหรือสิ่งสกปรกสิ่งต่าง ๆ ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ แล้วค่อย ๆ เช็ดโดยเริ่มจากบริเวณที่นั่งไปจนถึงเบาะรองคอ จากนั้นให้ใช้ผ้าไฟเบอร์เช็ดให้สะอาดเพียงเท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว

ในส่วนของเบาะผ้าพิเศษอย่างผ้ากำมะหยี่ จะต้องใช้ความประณีตมากกว่าปกติ โดยให้เริ่มต้นจากการที่เราใช้ผ้าทำการปัดฝุ่นออกก่อน จากนั้นให้ใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดโดยรอบเบาะ ซึ่งหากมีคราบให้ใช้น้ำยาเช็ดพรม ค่อย ๆ ถูอย่างเบา ๆ หรืออาจจะใช้แปรงขนมาช่วยในการขัดคราบ เพียงเท่านี้เบาะผ้ากำมะหยี่ของเราก็จะสวยงามเหมือนใหม่

เบาะรถยนต์แบบหนังคืออะไร

เบาะแบบหนังคือเบาะที่เน้นการใช้วัสดุจากหนังมาเป็นส่วนประกอบ ที่จะมีข้อดีในเรื่องของการทำความสะอาดที่ง่าย และทำให้ภายในรถของเราดูหรูหราขึ้นมาอีกหนึ่งระดับ นอกจากนี้ยังไม่เก็บความร้อนอีกด้วย ทำให้เวลาเราจอดรถทิ้งไว้กลางแดดนาน ๆ เบาะจะไม่ค่อยร้อนเมื่อเทียบกับเบาะแบบผ้า

ข้อเสียของเบาะหนังคือราคาที่สูงกว่าเบาะผ้าหลายบาท อีกทั้งยังต้องใช้วิธีในการทำความสะอาดที่พิเศษกว่าปกติ เช่นการลงน้ำยาพิเศษหรือการทำความสะอาดจาก Car Care เป็นต้น

ประเภทของเบาะหนัง

เบาะหนังแท้

เบาะหนังแท้คือเบาะที่ทำมาจากหนังสัตว์ โดยนิยมใช้หนังวัวมาทำเบาะ ผ่านขั้นตอนการทำความสะอาดและการฟอกสี จะให้ผิวสัมผัสที่นุ่มจากไขมันสัตว์ ดูหรูหรา มีความทนทานในการใช้งานสูง ในขณะเดียวกันก็ทำความสะอาดยากเช่นกัน

เบาะหนัง PVC 

เบาะหนัง PVC (POLYVINYL CHLORIDE) เป็นหนังเทียมประเภทหนึ่ง ทำมาจากพลาสติกที่มีชื่อว่า POLYVINYL CHLORIDE นำมาย้อมและถักทอเป็นเบาะรถ โดยเบาะประเภทนี้จะมีความทนทานน้อยกว่าหนังแท้ และมีผิวสัมผัสที่ไม่นุ่ม

เบาะหนัง PU

เบาะหนัง PU เป็นเบาะหนังเทียมที่ทำมาจากยาง POLYURETHANE  ที่จะให้ความรู้สึกเหมือนหนังแท้ ไม่ว่าจะเป็นสีหรือสัมผัส แต่มีความทนทานน้อยกว่าหนังแท้

วิธีทำความสะอาดเบาะแบบหนัง

วิธีการทำความสะอาดเบาะหนังให้เริ่มต้นจาก การดูดฝุ่นออกจากเบาะให้หมดก่อน จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำยาทำความสะอาดเครื่องหนัง ถูให้ทั่วหลังจากนั้นให้ใช้ผ้าไฟเบอร์เช็ดให้สะอาดอีกรอบ เพียงเท่านี้เบาะของเราก็จะเงางามเหมือนเดิม

สรุป

เบาะผ้าและเบาะหนังถือว่าเป็นวัสดุสำคัญประจำรถยนต์ของเรา โดยทั้งสองจะมีข้อดีและข้อเสียต่างกันไป รวมถึงวิธีการทำความสะอาด ขึ้นอยู่กับความต้องการของเพื่อน ๆ และกำลังทรัพย์ที่มี แต่หากใครอยากจะตามหาเบาะรถเท่ ๆ พร้อมกับรุ่นรถที่ถูกใจ ลองมาดูที่ Kaidee Auto เรามีสินค้ามากมายให้คุณได้เลือกกันอย่างเต็มที่ พร้อมเคล็ดลับในการดูแลรถสุดรักของคุณ ให้อยู่ด้วยกันไปนาน ๆ 

ประกันภัยชั้น 1 และชั้น 2+ ต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหนดี

ประกันภัยชั้น 1 และชั้น 2+ ต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหนดี

หลาย ๆ คนอาจจะคิดไม่ตกเวลาซื้อรถยนต์มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมือ 1 หรือมือ 2 ก็ตาม ย่อมกังวลเป็นเรื่องธรรมดาถึงทั้งความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ที่อาจเกิดขึ้นได้ไม่ว่าวันใดก็วันหนึ่ง การซื้อประภัยจึงเป็นอีกทางเลือกที่จะทำให้ผู้ขับขี่นั้นประหยัดและเสียเงินให้ได้น้อยที่สุดจากการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันได้เป็นอย่างดี

บทความนี้จะมาเป็นทางออกของความกังวลเหล่านั้นเอง ว่าประกันภัยชั้น 1 และชั้น 2+ มีความแตกต่างกันอย่างไร เป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงที่ช่วยให้คุณ!! นั้นตัดสินใจในการเลือกทำประกันในแต่ละครั้งได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

ประกันรถยนต์คือ?

น่าจะพอรู้กันอยู่แล้วว่าประกันรถคืออะไร แต่จะมาพูดง่าย ๆ สั้น ๆ เป็นการเกริ่นก่อนที่จะเข้าเรื่องประกันแต่ละชนิด ประกันรถยนต์ คือ กรมธรรม์หรือสัญญาที่ทำเพื่อประกันและคุ้มครองรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายหรือสูญเสียทั้งตัวรถยนต์เองหรือแม้กระทั่งชีวิตของผู้ขับขี่ก็ตาม ที่เกิดจากอุบัติเหตุที่ไม่เรานั้นอาจจะไม่ได้ตั้งใจ ทั้งนี้การคุ้มครองก็ขึ้นอยู่ประกันแต่ละชนิดออกไปตามแต่ที่เรานั้นเลือกทำเอาไว้ ซึ่งมีกฎหมายบัญญัติเอาไว้ ดังนี้

  • การทำประกันภัยภาคบังคับ

คือ กฎข้อบังคับที่กล่าวเอาไว้ถึง ผู้ที่เป็นเจ้าของรถยนต์นั้นจะต้องจัดหาประกันภัยให้แก่รถยนต์ที่ครอบครองเอาไว้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 หรือที่ทุกคนรู้จักกันในชื่อ “พรบ. ประกันภัย” นั่นเอง

  • การทำประกันภาคสมัครใจ

การทำประกันแบบนี้คือการที่เรานั้นไปเลือกซื้อกรมธรรม์ประกันภัยเพิ่มเติมจาก พรบ. ประกันภัย โดยบริษัทประกันภัยต่าง ๆ เอง ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ขับขี่รถยนต์โดยไม่ได้เป็นการบังคับแต่อย่างใด โดยประภัยชั้น 1 และ 2+ นั้นก็เป็นส่วนหนึ่งในประกันชนิดนี้เช่นเดียวกัน 

ประกันภัยชั้น 1

ประกันภัยชั้นที่ 1 คือ ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของคุ้มครองชีวิตของผู้ขับขี่ รวมไปถึงตัวของรถยนต์เองก็ตาม ซึ่งครอบคุ้มการคุ้มครองการเสียหายของรถยนต์ไว้เกือยจะทุกกรณีที่ทำให้ร๔ยนต์นั้นเกิดความเสียหายได้ แต่ทั้งนี้ก็ยังมีขอบเขตของการประกัน เพื่อที่จะป้องกันการที่ผู้ขับขี่จงใจไปทำให้รถยนต์เสียหายและมาของเบิกประกันนั่นเอง โดยการคุ้มครองของประกันภัยชั้น 1 ประกอบไปด้วย

  • คุ้มครองรถยนต์ ตั้งแต่การถูกชน ไฟไหม้ และน้ำท่วม
  • คุ้มครองรถยนต์จากทั้งมีคู่กรณีและไม่มีคู่กรณี หากเกิดอุบัติเหตุประกันจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้
  • คุ้มครอบบุคคลทั้งอุบัติเหตุ รวมไปถึงค่ารักษาพยาบาลที่ใช้ในการรักษา
  • คุ้มครองรถยนต์สูญหาย

ปล. ทั้งนี้เงินค่าชดเชยขึ้นอยู่ข้อสัญญาในกรมธรรม์ของแต่ละบริษัทประกันภัยได้กำหนดเอาไว้

ข้อดีของประกันภัยชั้น 1

  • คุ้มครองในทุกกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ
  • คุ้มครองแม้จะไม่มีคู่กรณีในการเกิดอุติเหตุ (***ทั้งนี้ต้องห้ามเกิดจากความจงใจหรือตั้งใจที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ)

ประกันภัยชั้น 2+

ในปัจจุบันประกันภัยชั้น 2+ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยราคาเบี้ยประกันที่มีความถูกกว่าประกันภัยชั้น 1 อยู่ค่อนข้างมาก และให้การคุ้มครองที่คอบคุมเหมือนกับประกันภัยชั้น 1 โดยมีการคุ้มครอง ดังนี้

  • คุ้มครองอุบัติเหตุจากการถูกชน ไม่ว่าจะเราหรือคู่กรณีเป็นฝ่ายผิด
  • คุ้มครองรถยนต์สูญหาย
  • คุ้มครองรถยนต์ที่ถูกไฟไหม้ และน้ำท่วม
  • คุ้มครอบบุคคลทั้งอุบัติเหตุ รวมไปถึงค่ารักษาพยาบาลที่ใช้ในการรักษา

ปล. ทั้งนี้เงินค่าชดเชยขึ้นอยู่ข้อสัญญาในกรมธรรม์ของแต่ละบริษัทประกันภัยได้กำหนดเอาไว้

ข้อดีของประกันภัยชั้น 2+

  • ราคาประหยัดค่าเบี้ยประกันไม่สูงนัก
  • ได้รับการคุ้มครองใกล้เคียงกับประกันภัยชั้นที่ 1
  • ไม่จำกัดอายุของรถยนต์ที่จะนำมาทำประกัน

ต่างกันอย่างไร

จากสิ่งที่อธิบายมาทั้งหมดอาจจะสงสัยว่าเอ๊ะ!! แล้วมันแตกต่างกันอย่างไรล่ะ ดูแล้วก็ไม่เห็นจะแตกต่างอะไรเท่าไหร่นัก ซึ่งจริง ๆ แล้ว ประกันทั้งสองตัวนั้นมีความแตกต่างกันอยู่เพียงแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ซึ่งจะมีอะไรบ้าง เดี๋ยวเรามาดูไปพร้อม ๆ กันเลย

1. ราคา

แน่นอนว่าเรื่องราคานั้นเห็นกันได้อย่างชัดเจนว่าประกันภัยชั้น 1 นั้นมีราคาค่าเบี้ยประกันที่ค่อนข้างสูงกว่า ประกันภัยชั้น 2+ อย่างเห็นได้ชัด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับบริษัทประกันที่จะมีโปรโมชั่นในการทำให้ค่าเบี้ยประกันของแต่ละประเภทนั้นลดลงได้หรือไม่

2. คู่กรณี

ในเรื่องของคู่กรณีหากเกิดอุบัติเหตุ ข้อนี้เป็นความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดของประกันทั้งสอง ที่จะสามารถช่วยให้ผู้ที่กำลังมองหาประกันสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ด้วยความที่ประกันภัยชั้น 1 นั้น แม้จะเกิดอุบัติเหตุจากการชนโดยมีคู่กรณี หรือว่าขับไปชนสิ่งของต่าง ๆ เอง ประกันก็ยังจะชดเชยค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ ต่างจากประกันภัยชั้น 2+ ที่จะคุ้มครองก็ต่อเมื่อเกิดอุบัติเหตุโดยที่มีคู่กรณีด้วยเท่านั้น!!

3. สาเหตุการประกัน

ประกันภัยชั้น 1 นั้นจะให้การคุ้มครองความเสียหายของตัวรถยนต์ในทุก ๆ กรณี แต่ทว่าประกันภัยชั้น 2+ จะคุ้มครองเฉพาะความเสียหายของรถยนต์ที่เกิดจากการชนเท่านั้น

ควรเลือกอย่างไร

เป็นคำตอบที่ยากในระดับหนึ่งว่าควรเลือกประกันแบบไหน ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ขับขี่ว่ามีงบประมาณในการเลือกซื้อประกันภัยในระดับใด แต่จะของสรุปมาให้เป็นข้อดังนี้แล้วกันว่าควรเลือกยังไง

ประกันภัยชั้น 1 เหมาะกับ?

ถ้าหากรถยนต์ที่คุณซื้อมานั้นเป็นรถใหม่ป้ายแดง เพิ่งนำรถออกมาเลยแล้วล่ะก็ ทางที่ดีก็ควรที่จะเลือกซื้อประกันภัยชั้น 1 ที่ครอบคุมในทุก ๆ การขับขี่ให้แก่เรา เพราะคงไม่มีใครอยากให้รถยนต์คันใหม่ของเรานั้นมีรอยขีดข่วนไม่ว่าจากอะไรก็ตาม

ประกันภัยชั้น 2+ เหมาะกับ?

เหมาะกับรถยนต์ที่มีอายุมาแล้วในระดับหนึ่ง ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์ที่ประกันภัยชั้น 1 นั้นกำหนดเอาไว้ (รถยนต์มีอายุเกิน 5 ปีขึ้นไป) แต่ยังคงได้รับการคุ้มครองที่คุ้มค่าและมีความใกล้เคียงกับประกันภัยชั้น 1 อยู่ รวมไปถึงใครก็ตามที่มีงบในการจ่ายเบี้ยประกันไม่สูงเท่าไหร่นักนั้น ประกันภัยตัวนี้จะเหมาะเป็นอย่างมาก

สรุปท้ายบทความ

โดยสรุปแล้วประกันภัยชั้น 1 และ 2+ มีความแตกต่างในเรื่องของการคุ้มครองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยหลัก ๆ แล้ว จะต่างกันที่ประกันภัยชั้น 1 ไม่จำเป็นต้องมีคู่กรณีก็ได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ส่วนประกันภัยชั้น 2+ จำเป็นต้องมีคู่กรณีถึงจะคุ้มครอง

ทั้งนี้การเลือกทำประกันภัยต่าง ๆ ควรศึกษารายละเอียดและอ่านข้อกำหนดที่อยู่ภายในกรมธรรม์อย่างละเอียดและถี่ถ้วนก่อนการตัดสินใจที่จะทำการเซ็นสัญญาใด ๆ ก็ตาม เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงที่สุดในการคุ้มครองแต่ละประเภท

ใครที่เข้ามาอ่านบทความนี้แล้ว อย่าเลือนำความรู้เหล่านี้ไปปรับใช้กับการเลือกซื้อประกันในแต่ละครั้งด้วยล่ะ ส่วนที่กำลังมองหารถยนต์คันใหม่ สภาพดี ๆ ในราคาสบายกระเป๋า ลองแวะเข้ามาดูใน Kaidee Auto สิ ที่พร้อมตอบสนองไลฟ์สไตล์การขับของคุณ

คนซื้อรถมือสองควรรู้ เลือกซื้อยังไงให้ปัง ไม่ใช่พัง!

คนซื้อรถมือสองควรรู้ เลือกซื้อยังไงให้ปัง ไม่ใช่พัง!

ในปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ได้เปิดตัวรถยนต์ภายใต้แบรนด์ของตัวเองมาเยอะมาก บางคนซื้อเพื่อใช้งานยาวหลายปี แต่บางคนซื้อมาใช้เพื่อขายต่อแล้วเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ไปเรื่อย ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการรุ่นปีที่ใหม่ล่าสุดและทันสมัยอยู่ตลอด จึงทำให้ตลาดรถยนต์มือสองนั้นมีรถยนต์ที่นำมาขายเต็นท์รถเยอะมาก มีหลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ หลากหลายราคา 

ทำให้ตลาดรถยนต์มือสองคึกคัก เนื่องจากรถยนต์บางรุ่นห่างจากรุ่นใหม่เพียงแค่ 1 รุ่นก็มี บางรุ่นสภาพใหม่มาก ตัวเลขไมล์น้อย ซึ่งทำให้คนที่กำลังหารถยนต์มือสองอยู่มีตัวเลือกมากมาย แต่เพื่อน ๆ ทุกคนรู้หรือไม่ว่ารถยนต์มือสองบางคันอาจจะทำให้ดูใหม่ขึ้นมา เปลี่ยนชิ้นส่วนมาก็ได้ วันนี้เรามีวิธีการดูรถยนต์มือสอง ว่าก่อนซื้อควรดู ควรเช็กอะไรบ้าง จะได้ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องโดนหลอก มาดูกันเลย 

1. ตัวถังรถ

สิ่งแรกที่จะต้องเห็นก่อนเป็นอันดับแรก คือ ตัวรถยนต์ ให้สังเกตและเดินดูด้วยตาว่ารถอยู่ในสภาพที่ไม่มีรอยบุบ รอยยุบจากการกระแทกใด ๆ สีมีถลอกหรือไม่ มีอะไรที่ผิดสังเกต ถ้ามีตั้งแต่ข้อแรกนี้ ให้เปลี่ยนคันหรือเปลี่ยนเต็นท์รถได้เลย เพราะถ้ามีรถลักษณะแบบนี้แล้ว ให้คิดว่ารถยนต์คันอื่น ๆ ในเต็นท์นี้คงจะมีอีกแน่ ไม่น่าไว้วางใจที่จะซื้อและดูต่อในข้อที่ต่อไปแล้วนะครับ 

2. ชิ้นส่วนน็อต

น็อตคือสิ่งที่จะบ่งบอกได้เหมือนกันว่ารถได้ผ่านการปรับแต่ง ถอดชิ้นส่วนออกไปแล้วใส่กลับคืนมาบ้างหรือไม่ โดยจะสังเกตได้จากหลายจุด เช่น น็อตในฝากระโปรงรถ ข้างรถยนต์ เป็นต้น ถ้ามีการขันน็อต ตัวน็อตจะมีรอยของการถูกขันไว้ ให้ตีความได้เลยว่า รถยนต์คันนี้ผ่านการปรับเปลี่ยนมานั่นเองครับ 

3. เลขไมล์

สิ่งที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างเลย คือ ตัวเลขการวิ่งของรถยนต์คันนี้ว่าวิ่งไปกี่กิโลเมตรแล้ว ซึ่งถ้าเลขไมล์เยอะ แสดงว่ารถคันนี้อาจจะใช้งานมาหนัก เครื่องอาจจะเสื่อมสภาพได้ อีกข้อสังเกต คือ ถ้ารถสภาพสมบูรณ์มาก ๆ แล้วเลขไมล์น้อย เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหากรถหลายปีแล้ว เลขไมล์น้อยแบบผิดสังเกต ให้ตีความได้เลยว่า รถอาจจะผ่านการกรอเลขไมล์มาได้ 

4. เครื่องยนต์ 

เป็นอีกหนึ่งสิ่งและเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อที่ต้องมีในการขับเคลื่อน แนะนำให้ตรวจและเช็กเครื่องยนต์อย่างละเอียดโดยการสตาร์ทรถยนต์ ดูการทำงานของเครื่องยนต์ว่ามีจุดไหนผิดปกติหรือไม่ และดูส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น แบตเตอรี่ น้ำมันเครื่อง หม้อพักน้ำว่าถูกเปลี่ยนหรืออยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่ 

5. ระบบช่วงล่าง

จุดนี้อาจจะต้องใช้เครื่องยกรถยนต์ขึ้นเพื่อดูใต้ท้องรถว่ามีจุดไหนที่ผิดปกติหรือไม่ เช่น มีจุดรั่วซึมของเหลวตรงจุดไหนบ้างหรือเปล่า มีจุดฉีกขาดหรือโดนขูดไหม ระบบโช๊คอัพ ยางรถมีรอยแตกหรือไม่ เป็นต้น

6. ทดลองขับ 

ขั้นตอนที่สำคัญคงหนีไม่พ้นการได้ทดลองขับรถจริง ซึ่งจะทำให้ได้รู้ว่ามีสิ่งผิดปกติตรงจุดไหนบ้างจากการขับจริง มีเสียงตรงไหน ระบบช่วงล่างเป็นอย่างไร ระบบไฟฟ้าของรถยนต์เป็นอย่างไร อัตราเร่งเป็นอย่างไร หรือเครื่องยนต์กระตุกหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนนี้เราจะสามารถตัดสินใจได้ทันทีที่เราได้ทดลองขับเสร็จ แนะนำให้ขับให้นานหน่อยนะครับ เพื่อที่จะได้ทดสอบรถยนต์จริง ๆ อาจจะมีอาการที่ผิดปกติแสดงออกมาตอนที่ได้ขับขี่อยู่นั่นเอง 

เป็นอย่างไรกันบ้างครับเพื่อน ๆ กับวิธีเช็กรถยนต์มือสอง ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนกำลังจะซื้อรถยนต์มือสอง แล้วอยากได้รถที่ดี มีคุณภาพ แถมราคาที่ถูกกว่า ลองมาดูที่ Kaidee Auto ก่อนได้นะครับ เรามีรถยนต์มือสองสภาพดี มีคุณภาพ และราคาที่ดีมาก ๆ นัดดูรถและนำวิธีดูรถยนต์มือสองไปใช้ดูได้เลยนะครับ   

เทคนิคการถ่ายภาพรถ ให้รถขายออกชัวร์

เทคนิคการถ่ายภาพรถ ให้รถขายออกชัวร์

ปัจจุบันคงมีไม่น้อยเลยที่อยากขายรถยนต์ที่มีอยู่ในครอบครองคันนี้ทิ้งไป ไม่ว่าจะด้วยสภาวะเศรษฐกิจ หรือเหตุผลอื่น ๆ ก็ตามแต่ ซึ่งเวลาขายในแต่ละทีก็ยากแสนยาก ด้วยปัจจัยที่หลากหลาย ไม่ว่าเป็นเรื่องของสภาพรถยนต์ รุ่นของรถยนต์ รวมไปถึงสี 

แต่ทั้งนี้ภาพถ่ายที่ใช้ในการประกาศขายก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเช่นเดียวกันที่จะดึงความสนใจได้ ดังนั้นเราจะมาดูเทคนิคที่จะถ่ายภายในให้ดี และช่วยดึงดูดเมื่อนำรถยนต์ที่มีมาประกาศให้คนที่พบเห็นนั้นมีความสนใจมากขึ้นได้ ว่าจะมีเทคนิคอย่างไรบ้าง

องค์ประกอบของรถยนต์ที่จำเป็น

การที่จะประกาศขายรถยนต์ลงในเว็ปไซต์ต่าง ๆ ผู้ที่เข้ามาเลือกซื้อนั้นย่อมมีความต้องการเห็นในทุก ๆ ส่วนของรถยนต์ให้ได้มากที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจว่ารถยนต์คันนี้สามารถมอบความต้องการให้ได้อย่างครบถ้วน ดังนั้นจะต้องมีองค์ประกอบจำเป็นต่าง ๆ

1. ภายนอกของรถยนต์

องค์ประกอบสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใดเลยก็คือ ภายนอกของรถยนต์ ที่สามารถบ่งบอกสภาพของรถยนต์คันนั้น ๆ ได้ในเบื้องต้น ก่อนที่จะไปเริ่มดูในส่วนต่าง ๆ ของรถยนต์คันนั้น หากสามารถถ่ายให้ภายนอกของรถนั้นดูใหม่แล้วล่ะก็ จะช่วยให้ผู้คนสนใจได้มากขึ้นอย่างแน่นอน

  • ภายนอกโดยรวม
  • กระจังหน้า-หลัง
  • กันชน
  • ชุดแต่งต่าง ๆ ที่ตกแต่งเพิ่ม (หากมี)

2. ภายในของรถยนต์

การถ่ายภายในของรถยนต์เป็นอีกตัวเลือกที่ช่วยในการตัดสินใจเพิ่มเติมให้แก่ผู้ซื้อได้เช่นกัน ถ้าทำให้ภายในของรถยนต์ยังมีสภาพที่ใหม่เอี่ยมเหมือนกับรถใหม่ ดังนั้นควรที่จะทำความสะอาดก่อนที่เริ่มถ่ายภายในของรถ ซึ่งจะต้องประกอบไปด้วย

  • เบาะรถยนต์
  • คอนโซลและหน้าปัด
  • พื้นที่เก็บของภายใน

3. ฟังก์ชันที่มาพร้อมกับรถยนต์

การถ่ายอุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่จะเสริมให้ผู้ขับขี่ได้รับความสะดวกสบายในระหว่างการเดินทาง ซึ่งอาจทำให้ตรงกับความต้องการที่ผู้ซื้อนั้นสนใจอยู่พอดี ควรถ่ายมาให้ที่สุดเท่าที่จะพอทำได้และเป็นฟังก์ชันสำคัญอย่าง

  • เครื่องเสียง
  • ฟังก์ชันบนพวงมาลัย
  • ระบบรักษาความปลอดภัยที่มี

4. เครื่องยนต์

หากเครื่องยนต์มีสภาพที่ดีพร้อมใช้งานสวย สะอาด และยังไม่เสื่อมสภาพ จะทำให้มีความน่ามองมากขึ้น รวมไปถึงยังทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกว่า รถยนต์ของคุณนั้นพร้อมที่จะใช้งานได้อยู่ตลอดเวลา 

5. ตำหนิที่มี

แน่นอนว่าหากเราเป็นผู้ซื้อย่อมอยากจะรู้อยู่แล้วว่ารถยนต์ที่เราเล็งเอาไว้นั้นมีตำหนิอะไรบ้าง ดังนั้นคนที่รู้ถึงสิ่งเหล่านี้ได้ดีที่สุดก็คือตัวของเจ้าของรถ ที่จะช่วยให้ผู้ซื้อนั้นตัดสินใจได้ง่ายยิ่งขึ้น

ช่วงเวลาที่ดีในการเลือกถ่ายภาพ

การเลือกช่วงเวลาให้เหมาะสมในการถ่ายก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้รถยนต์ของคุณดูโดดเด่นมากขึ้น มีความน่าสนใจมากขึ้น รวมไปถึงทำให้เห็นถึงรายละเอียดของรถได้มากยิ่งขึ้น โดยที่ไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์อย่างไฟมากเพิ่ม ทำให้ลดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย

1. ช่วงเช้า

เป็นช่วงหนึ่งที่เหมาะสมและดีในการถ่ายรูป (6 โมงเช้า – 8 โมงเช้า) ด้วยแสงที่กำลังดีไม่ถึงขั้นแรงมาก ซึ่งจะไม่ให้รถของเรานั้นดูแข็งและจืดจนเกินไป ซึ่งจะทำให้รูปรถที่เราถ่ายมีเสน่ห์น่าดึงดูดได้อีกด้วย

2. ช่วงบ่าย ๆ เย็น ๆ

เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เรียกได้ว่าแสงสวยที่สุดของวัน ที่เรียกกันว่า Twilight (บ่าย 4 – 5 โมงเย็น) เป็นเวลาที่แสงอ่อน ๆ ไม่เกิดเงา ทำให้เห็นรายละเอียดของรถยนต์ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น แถมยังให้ความสาวงามแบบที่ช่วงเวลาอื่นของวันไม่สามารถให้ได้

Tips : ไม่ควรถ่ายในช่วงเวลาเที่ยง เนื่องจากพระอาทิตย์นั้นจะลอยอยู่เหนือศีรษะของเราพอดี ทำให้เงานั้นตกลงมา ภาพที่ได้จะดูแข็ง ๆ และรายละเอียดไม่ชัด

4 เทคนิคในการถ่ายภาพ

การใช้เทคนิคเพียงเล็กน้อย หรือใช้ลูกเล่นต่าง ๆ  รวมไปถึงจินตนาการในการสร้างสรรค์เรื่องของการถ่ายภาพ ช่วยให้ภาพรถยนต์ของคุณมีอะไรที่น่าสนใจและสะดุดตาและล่อให้เข้ามาดูมากกว่ารถยนต์คันอื่น ๆ ในเว็บขายรถยนต์มือ 2 คันอื่นอย่างแน่นอน จะมีเทคนิคอะไรบ้างไปดูกันเลย

1. ถ่ายมุม 45 องศา

หลักการถ่ายรูปรถก็คล้าย ๆ กับการถ่ายรูปคนนั่นแหละ นั่นคือการถ่ายด้วย 45 องศาจากด้านข้างเข้าไปสู่ตัวรถ ที่นอกจากจะเป็นมุมที่ทำให้รถนั้นสวยขึ้นแล้ว ยังเป็นมุมเดียวที่สามารถทำให้ถ่ายรูปออกมาแล้วเห็นรถยนต์ได้เต็มคันมากที่สุดนั่นเอง

2. ถ่าย Close-Up

การถ่ายแบบ Close-up นั้นคือการถ่ายบางอย่างเข้าไปใกล้ ๆ และเจาะจงเฉพาะสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงเท่านั้น เป็นการเพิ่มความโดดเด่นให้กับจุดที่เราเน้นได้มากยิ่งขึ้นและยังเป็นการชูโรงในเรื่องที่น่าสนใจของรถยนต์แต่ละรุ่นได้อีกด้วย

3. กฎ 3 ส่วนและจุดตัดตาราง 9 ช่อง

เป็นกฎพื้นฐานที่ไม่ว่าจะเป็นช่างภาพมือใหม่หรือมือเก๋าก็ควรรู้เอาไว้ เพราะเป็นเทคนิคที่ง่าย เพียงเราต้องจินตนาการเส้น 3 เส้น ทั้งแนวตั้งและแนวนอน นำมาตัดกันจึงเกิดขึ้นมาเป็นช่องสี่เหลี่ยมทั้ง 9 ช่อง เมื่อถ่ายภาพให้เราวางสิ่งของที่อยากจะถ่ายไว้ตามจุดตัดต่าง ๆ ซึ่งกรณีของเราคือรถยนต์ อาจจะวางจุดที่อยากจะนำเสนอไว้ เช่น อยากถ่ายไฟหน้า อาจจะถ่ายไฟหน้า ให้อยู่ในบริเวณของจุดตัดเหล่านั้นนั่นเอง

4. เลือกฉากหลังให้ตัดกับสีของรถ

การเลือกสถานที่ให้เข้ากับสีรถยนต์ของเรานั้น หากเลือกให้ตัดกับสีรถได้แล้วล่ะก็ จะทำให้รถนั้นโดดเด่นขึ้นมาได้ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสีไหนเหมาะสม ให้ดูตารางสีตรงข้ามได้เลย โดยสีคู่ตรงข้ามมี ดังนี้

  • แดง – เขียว
  • ม่วง – เหลือง
  • น้ำเงิน – ส้ม
  • ขาว – ดำ

Tips : นอกจากหาพื้นหลังที่เป็นสีแล้ว อาจจะหาเป็นโลเคชั่นอื่น ๆ ที่ดูสวยแทนก็ได้

สรุปท้ายบทความ

การขายรถยนต์นั้นก็มีหลากหลายช่องทางที่จะทำให้รถของคุณที่ไม่ได้ขับแล้ว หรือว่าเก่าเกินไปนั้นขายออก ไม่ว่าจะเป็นการนำไปตีราคาที่เต๊นท์รถยนต์เจ้าดังต่าง ๆ หรือขายต่อให้กับคนข้างตัว ซึ่งทางเลือกสุดท้ายเลย คือการไปปล่อยตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่จะพอเพิ่มโอกาสในการขายไม่มากยิ่งขึ้น

นอกจากการเขียนสเปคของรถยนต์อย่างระเอียดแล้วนั้น สิ่งที่จะหลอกล่อให้ผู้ที่สนใจรถยนต์เข้ามาดูและติดต่อได้มากขึ้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารูปก็เป็นอีกปัจจัยที่เป็นจุดสนใจอันดับแรก ๆ ของใครหลาย ๆ คน รูปสวยย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง ใครที่กำลังแพลนว่าจะขายรถแล้วล่ะก็ บทความนี้เรารวมวิธีมาให้ครบที่สุด อ่านจบแล้วพร้อมกลับบ้านไปและสามารถถ่ายได้เลยทันที

หากใครที่กำลังมองว่าจะขายรถยนต์ที่มีอยู่ ลองเข้ามาอ่านบทความนี้ถึงวิธีถ่ายรูปให้ดูดี และจะทำอย่างไรเพื่อเพิ่มโอกาสในการขาย และเมื่อรู้วิธีแล้วแต่ยังไม่รู้ว่าจะเอารูปเหล่านี้ไปใช้ขายในเว็บไซต์ไหนแล้ ลองเข้ามาดูที่ Kaidee Auto สิ ลงขายง่าย

เปิดประวัติศาสตร์แบรนด์ Toyota ที่ควรรู้

เปิดประวัติศาสตร์แบรนด์ Toyota ที่ควรรู้

Toyota หนึ่งในยี่ห้อของรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นที่ใคร ๆ ต่างต้องรู้จัก หานึกถึงรถยนต์แล้ว แน่นอนว่าชื่อแรก ๆ ที่จะต้องพูดถึงเป็นอันดับแรก ๆ เลย ก็คงหนีไม่พ้นแบรนด์นี้อย่างแน่นอน ด้วยความที่มีรถมากมายหลากหลายสไตล์ ที่ตอบสนองได้ทุก ๆ ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต

แต่ว่าจะมีสักกี่คนกันที่จะรู้ลึกถึงความเป็นมาของแบรนด์ดังอย่าง Toyota กัน ว่าจุดเริ่มต้นที่แท้จริง ใครเป็นผู้ริเริ่มและเริ่มต้นมาจากอะไร เดี๋ยววันนี้เราจะมาดูไปพร้อม ๆ กัน ถึงประวัติอันน่าเหลือเชื่อที่มีมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งหลอมรวมจนกลายมาเป็น Toyota ในรูปโฉมปัจจุบันนี้ได้

ความเป็นมาและจุดเริ่มต้น

จุดเริ่มต้นของ Toyota นั้นมีเรื่องราวมากมาย โดยริเริ่มมากจาก Sakichi Toyoda ซึ่งเดี๋ยวเราจะเกรินให้รู้จักคน ๆ นี้แค่ชื่อเสียก่อน หลังจากนี้เราจะพาทุกคนนั่งทามแมชชีนย้อนอดีตไปในแต่ละทามไลน์พร้อมกัน จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

  • ปี 1918

ในปีนี้นั้นคุณ Sakichi Toyoda ได้คิดริเริ่มที่จะเปิดโรงงานทอผ้าของตัวเอง เนื่องจากเค้าเกิดมาในครอบครัวที่ประกอบอาชีพช่างไม้และอุตสาหกรรมด้านการทอ โดยใช้ชื่อว่า Toyota Boushoku ซึ่งมีจุดเด่นเหนือกว่าโรงทอเจ้าอื่น ๆ ในสมัยนั้น ด้วยเครื่องทอผ้าอัตโนมัติที่สามารถหยุดทำงานทันทีหากมีข้อผิดพลาด

  • ปี 1929

หลานของ Sakichi Toyoda ที่มีชื่อว่า Kiichiro Toyoda นั้นได้ไปท่องเที่ยวต่างประเทศในโซนยุโรปและอเมริกา เพื่อไปดูนวัตกรรมต่าง ๆ ทางด้านอุตสาหกรรม เพื่อจะได้นำมาต่อยอดให้กับเครื่องจักรที่ใช้อยู่ของครอบครัว แต่ทว่าความคิดด้านการทอผ้าก็ต้องจบลง เพราะเครื่องจักรและเอกสิทธิ์ได้ถูกขายไปให้บริษัทหนึ่งของอังกฤษไปเสียแล้ว ทำให้ Kiichiro Toyoda กลับมาถึงญี่ปุ่น จึงได้เปลี่ยนมาศึกษาการทำรถยนต์ที่ใช้พลังงานน้ำมันแทน

  • ปี 1930

ปีแห่งความเศร้าโศก ที่ Sakichi Toyoda ผู้ที่เป็นหัวใจหลักของธุรกิจนั้นได้เสียชีวิตลง ซึ่งส่งผลต่อจิตใจของ Kiichiro Toyoda เป็นอย่างมาก แต่เค้าก็ไม่ย่อท้อและพยายามอยู่เสมอ

  • ปี 1933

และด้วยการศึกษาอย่างหนักหน่วงของ Kiichiro Toyoda นั้น ส่งผลให้เป็นปีนี้เป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ที่ได้ถือกำเนิด Toyoda Automatic Loom Work, Ltd. ที่หันมาผลิตรถยนต์อย่างจริงจัง

  • ปี 1936

จากแบรนด์ Toyoda ได้ถูกนำมาปรับเปลี่ยนให้ให้กลายมาเป็นชื่อ Toyota แบบที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุผลของชื่อเดิมมีความหมายไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นัก คำว่า Toyoda เวลาเขียนชื่อด้วยผู้กัน ต้องเขียนด้วยกันถึง 10 เส้น ซึ่งพ้องเสียงกับคำในภาษาญี่ปุ่นว่า “จูบุน” ซึ่งแปลว่า พอแล้ว จึงเปลี่ยนชื่อแบรนด์เป็น Toyota ทำให้การเขียนลดจำนวนเส้นลดลงเหลือ 8 เส้น ที่แปลว่า ไม่มีที่สิ้นสุดแทน

  • ปี 1989

เป็นอีกหนึ่งปีที่มีความหน้าสนใจไม่น้อยไปกว่าปีอื่น ๆ เลย เพราะปีนี้เป็นปีที่ Toyota เปลี่ยนโลโก้อย่างยิ่งใหญ่ ไม่มีเค้าโครงเดิมเหลือเลย และมาใช้โลโก้แบบที่ใช้กันอยู่ในปัจุบันนั่นเอง

ความหมายของโลโก้ Toyota

อย่างที่ได้ทราบกันไปแล้วว่า Toyota นั้นได้มีการเปลี่ยนโลโก้มาใช้ในแบบปัจจุบันที่ใช้กันตั้งแต่ปี 1989 ซึ่งความหมายของห่วงวงรีทั้ง 3 ที่นำมาซ้อนทับกัน คืออะไรกันแน่ ซึ่งมีวิธีดูได้ทั้งหมด 2 แบบด้วยกัน

1. หากมองวงรีทั้ง 3 วง

หากเลือกมองวงรีทั้งหมดของโลโก้แล้ว วงรีที่ทับกันไปมานั้นสามารถสามารถสื่อถึงตัวอักษรที่มีอยู่ทั้งหมดของคำว่า Toyota ที่ในที่เดียวกันนั่นเอง

2. หากมองวงรีแค่ 2 วง

แต่หากมองแค่ 2 วง มันจะเหมือนกับรูปของหัวใจที่ถูกครอบเอาไว้อีกทีหนึ่ง โดยมีความหมายว่า ผู้ขับขี่นั้นผสานหัวใจเข้ากับ Toyota โดยวงรีรอบนอกนั้นให้ความหมายว่า Toyota นั้นจะพัฒนาตัวเองออกไป อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

รถยนต์รุ่นแรกที่ผลิต

ย้อนกลับไปในช่วงปี 1929 ที่ Kiichiro Toyoda นั้นได้ศึกษาการผลิตรถยนต์นั้น เค้าได้ทดลองผลิตรถยนต์ต้นแบบเพื่อทำการวิจัยเอาไว้ถึง 2 รุ่น โดยใช้ชื่อว่า A1 ที่เป็นรถเก๋ง และG1 ที่เป็นรถกระบะ ออกมาทดลองขาย ปรากฎว่า A1 กลับไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่นัก ด้วยสภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ G1 ที่เป็นรถกระบะนั้นขายได้ดี เรียกได้ว่า ถล่มถลาย ด้วยความที่ซื้อไว้เพื่อใช้งาน ส่งผลให้ Toyota มีเงินทุนมหาศาลจากรถยนต์รุ่นทดลองคันนี้ แต่นี่ก็ยังไม่ใช่คันแรกที่แท้จริงในสายการผลิต

  • Toyota AA

เป็นรถเก๋งรุ่นแรกที่ทาง Toyota นำข้อผิดพลาดจากต้นแบบอย่าง A1 มาปรับปรุง และเข้าสู่การผลิตที่แท้จริงในปี 1936 และถูกนำออกมาเปิดตัวสู่สายตาประชาชนชาวญี่ปุ่นในงาน Exhibition เมืองโตเกียว เพียง 1,404 คันเท่านั้น โดย Toyota AA นั้นมีเครื่องยนต์ขนาด 3.6 ลิตร 3,389 cc และให้แรงม้าสูงสุดถึง 62 แรงม้า ซึ่งในช่วงนั้นถือว่าเป็นรถยนต์ที่ทำความเร็วได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งเครื่องยนต์ที่ใส่เอาไว้ในรถยนต์คันนี้นั้น Kiichiro Toyoda ได้ทำการเลียนแบบเครื่องยนต์จากแบรนด์ดังของฝั่งยุโรปมาใช้อย่าง Chevrolet นั่นเอง

Toyota  ในประเทศไทย

ในปี 1962 หรือเป็นปีเดียวกับที่ Toyota ญี่ปุ่นกำลังเฉลิมฉลองเรื่องสามารถผลิตรถยนต์ได้ 1 ล้านคันพอดี วันที่ 5 ตุลาคม 2505 เป็นวันที่ Toyota Motor Thailand Co,. Ltd. ได้ก่อตั้งขึ้น ด้วยทุนจดทะเบียน 11.8 ล้าน เพื่อก่อตั้งโรงงานการผลิตเอาไว้ในประเทศไทย โดยรถยนต์คันแรกที่ประเทศไทยได้ผลิตออกมานั้นคือ Toyota Colona ที่ได้รับความนิยมสูงเป็นอย่างมากในช่วงเวลานั้น ซึ่งในปัจจุบัน Toyota ประเทศไทย ถือครองรุ่นในการผลิตดังนี้

  • รถยนต์ซีดานขนาดใหญ่ Toyota Camry
  • รถยนต์ซีดานขนาดกลาง Toyota Altis
  • รถยนต์ซีดานขนาดเล็ก Toyota Vios
  • รถยนต์แฮตซ์แบค 5 ประตู Toyota Yaris
  • รถยนต์บรรทุกขนาดเล็ก Toyota Hilux Vigo
  • รถตู้ Toyota Hiace
  • รถตู้ Toyota Commuter
  • รถตู้ Toyota Ventury
  • รถยนต์อเนกประสงค์ MPV Toyota Wish
  • รถยนต์อเนกประสงค์ MPV Toyota Innova
  • รถยนต์อเนกประสงค์ MPV ขนาดเล็ก Toyota Avanza
  • รถยนต์อเนกประสงค์ SUV Toyota Fortuner

รถยนต์ Toyota ที่ฮิตตลอดกาล

เป็นรถยนต์ในตำนานที่ยังไม่มีเจ้าไหนในโลกสามารถล้มตำแหน่งนี้ลงไปได้ กับยอดขายที่สูงที่สุดตลอดกาล ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ไม่ว่าประเทศไหนก็ต้องมีรุ่นนี้ให้เห็นกันอยู่บ้าง กับรถยนต์ซีดานขนาดกลางอย่าง Toyota Corolla ที่ทำสถิติยาดขายสูงสุดถึง 43 ล้านคัน ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี ซึ่งในปัจจุบันรุ่นของ Corolla ก็ยังคงผลิตและมีรุ่นที่ต่อยอดออกมามากมายต่อเนื่องให้ได้เห็นกันอยู่อย่าง Toyota Corolla Altis และ Toyata Corolla Cross 

สรุปท้ายบทความ

แบรนด์ Toyota ที่เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับความนิยมสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศไทยนั้น กว่าที่จะมาเป็นที่นิยมได้อย่างในตอนนี้นั้น มีการผ่านวิกฤตและความยากลำบากมากมาย ที่หล่อหลอมจนกลายมาเป็น Toyota อย่างในทุกวันนี้

ซึ่งบทความนี้ก็ให้ข้อมูล รวมไปถึงการเปิดประวัติสุดยอดแบรนด์ที่น้อยคนนักจะรู้และสนใจความเป็นมาของความยิ่งใหญ่นี้ จนกลายมาเป็นแบรนด์ในดวงใจของใครหลาย ๆ คนทั่วโลกได้ ด้วยความที่รถยนต์ของ Toyota นั้นสามารถเข้าได้ทุกไลฟ์สไตล์นั่นเอง

หากใครที่ชอบ สนใจ หรือมีรถยนต์ Toyota เอาไว้ในครอบครอง และมีความรู้สึกอยากจะเปลี่ยนรถลองนำรถยนต์เก่า ๆ ที่ไม่ได้ขับแล้วมาลงขาย รวมไปถึงหารถยนต์คันใหม่ที่ใช่กว่า ในราคาที่ประหยัดกว่าที่ Kaidee Auto