เมาไม่ขับ แต่ถ้าเมาแล้วหลับในรถอาจถึงตาย!!

เมาไม่ขับ แต่ถ้าเมาแล้วหลับในรถอาจถึงตาย!!

หลาย ๆ คนที่เป็นนักดื่มตัวยงย่อมต้องเคยเจอปัญหานี้กันมาบ้าง ตอนเพื่อนชวนไปกินข้าว อาจไปที่ร้านอาหารโดยที่ไม่คิดว่าจะต้องดื่มด้วย เลยได้ขับรถไป และต้องเกิดคำถามในใจอย่างแน่นอนว่า “แล้วตอนกลับล่ะ จะกลับบ้านยังไง?? หรือจะนอนในรถไปก่อนดี??”

ซึ่งการนอนในรถนั้นเป็นสิ่งที่ผิดร้ายแรงมาก!! เพราะมันอาจจะทำให้คุณนั้นถึงตายได้เลย น่ากลัวใช่ไหมล่ะ?? แล้วสาเหตุจริง ๆ ของการนอนในรถทำไมถึงอาจจะทำให้ตายได้มันคืออะไรกันแน่ล่ะ เดี๋ยวผมจะมาเฉลยให้ (ติดตามอ่านกันก่อน อย่าเพิ่งหนีไปล่ะ)

แล้วแบบไหนถึงเรียกว่าเมาแล้ว??

สำหรับคนที่เมาเป็นประจำ คงไม่ต้องบอกกันล่ะมั้ง ว่าตอนตัวเองเมานั้นจะมีอาการอย่างไร (ฮ่า ๆ) หรือคนที่ดื่มกันประจำเคยเป็นไหม เวลาใครถามว่า “เมาไหม” ส่วนใหญ่ก็มักจะตอบกันว่ายังไม่เมาหรอก ซึ่งจริง ๆ แล้วความเมานั้นสามารถวัดได้

โดยจะวัดจากปริมาณความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด หรือที่เรียก ๆ กันว่า BAC (Blood Alcohol Concentration) ซึ่งเป็นเครื่องที่คุ้นเคยกันอย่าง “เครื่องเป่าในตำนาน” ของตำรวจ ที่ผ่านปากใครต่อใครเป็นจำนวนมาก (น่ากลัวจริง ๆ)

ปริมาณของแอลกอฮอล์

ซึ่งการวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดนั้นวัดเป็น “มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ (mg%)” ซึ่งการดื่มได้มากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับระบบเผาผลาญในร่างกายแต่ละคนอีกด้วย ซึ่งถ้าเทียบกันแล้วผู้ชายจึงมีความสามารถในการดื่มที่มากกว่านั่นเอง

  • 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ปริมาณแค่นี้ถ้าเป่าเจอก็ผิดกฎหมายแล้วนะ (แค่ดื่มแก้วเดียวก็ค่าเกินแล้ว)
  • 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เริ่มมีอาการมึนงงบ้าง เดินได้ไม่ตรง
  • 300 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เริ่มง่วง และบางคนอาจะจะยืนไม่ได้เลย
  • 400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เริ่มไม่รู้สึกตัว หายใจได้ช้าลง

แล้วนอนในรถและเปิดแอร์มันไม่ดียังไง??

ก็ทางกฎหมายเขาบอกนี่นาว่า “เมาแล้วห้ามขับรถ” ก็นอนบนรถเสียเลยแก้ปัญหา ซึ่งนั่นเป็นเรื่องผิดอย่างมาก!! และไม่ควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจทำให้คุณนั้นตายได้เลย ซึ่งสาเหตุนั้นมาจากเรื่องเดียวเลย คือ สิ่งที่มองไม่เห็น (กรี๊ดดดดด ผีเหรออออ!!👻) มันต้องไม่ใช่อยู่แล้วไหมล่ะ!! วายร้ายตัวจริงนั้น คือ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในอากาศ

แล้วก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์มันมาจากไหน??

ก๊าซนี้นั้นมันไม่ได้เกิดมาจากอากาศที่หมุนเวียนอยู่รอบตัวเราแต่อย่างใด มันเกิดจากที่เราสตาร์ทรถนั่นเอง ในการสตาร์ทรถหนึ่งครั้งนั้น เครื่องยนต์จะปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ออกมาเป็นจำนวนมากซึ่งเป็นพิษต่อร่างกายของมนุษย์ และอ้าว!? แบบนั้นทำไมตอนขับรถปกติไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย?? คำตอบคือ เมื่อขับรถปกติ รถยนต์นั้นมีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ทำให้มีการหมุนเวียนของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และออกซิเจนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่เป็นอะไรเวลาที่ขับ

แล้วก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ส่งผลอะไร??

ส่งผลแน่นอน เมื่อร่างกายได้รับก๊าซนี้เป็นจำนวนมาก ๆ เข้าไปในกระแสเลือด ทำให้มีก๊าซนี้มากกว่าออกซิเจนในเลือด ทำให้ร่างกายนั้นจะเริ่มตอบสนองได้ช้าลง ระบบประสาทมีการทำงานผิดปกติ และอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นในที่สุด (น่ากลัวมากกกกกกก)

ใช้เวลาเท่าไหร่ที่ทำถึงให้เราถึงตายได้

ร่างกายของคนเรานั้นรับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ได้จำกัดเอามาก ๆ ถ้าให้บอกเป็นตัวเลขนั้น ร่างกายจะรับได้ประมาณ 1-200 ppm (Part Per Million หรือค่ามลพิษทางอากาศ) ซึ่งปกติแล้วก๊าซเหล่านี้ในธรรมชาติจะมีปริมาณอยู่ที่ 0.5-5 ppm และถ้าได้รับในปริมาณที่ไม่มากก็จะไม่ส่งผลต่อร่างกาย


แต่ในการนอนบนรถนั้นเราใช้เวลาที่นาน ทำให้เรานั้นค่อย ๆ รับก๊าซนี้อย่างช้า ๆ และมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกินค่าของก๊าซและได้รับเป็นเวลานาน ซึ่งเวลาที่อาจจะทำให้ถึงตายได้นั้นไม่นานอย่างที่คิดเพียงแค่

“4 ชั่วโมงเท่านั้น!!”

ถ้าต้องนอนจริง ๆ ควรทำอย่างไร

ก็ถ้าพูดขนาดนี้แล้วยังอยากนอนต่อล่ะก็นะ แล้วแต่เล๊ยย!! งั้นผมก็มีวิธีการมานำเสนอละกัน (ดื้อเหมือนกันนะเนี่ย!!)

1. หาที่จอดรถดี ๆ

ทางที่ดีที่สุดถ้าคุณเมาก็คือจอดที่ร้านที่กินนั่นแหละ!! คือง่ายที่สุดแล้ว เพื่อที่ว่าอย่างน้อยคุณก็จะมั่นใจได้ในระดับหนึ่งเรื่องของความปลอดภัย

2. ไม่เปิดแอร์นอน

ที่ไม่ให้เปิดแอร์นั่นเพราะว่ากันการเกิดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่จะเปิดขึ้นเมื่อสตาร์ท ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือดับเครื่องและเปิดกระจกไว้เล็กน้อย (จะร้อนหน่อยนะถ้าเป็นช่วงฤดูร้อน)

3. ล็อคประตูให้ดี

กลางค่ำกลางคืนอ่ะเนอะ ยิ่งถ้าเกิดเป็นผู้หญิงแล้วล่ะก็ น่ากลัวมาก การล็อคประตูให้ดี ก็เป็นทางหนึ่งที่จะทำให้คุณนั้นปลอดภัย

อาการของคนเมาที่ผมเคยเจอ

ผมจะมาบอกอาการของคนเมา ให้กับคนที่ไม่เคยต่างหาก ซึ่งอาการเมาแปลก ๆ ที่ผมกำลังจะเล่าตัวผมเองนั้นเจอมาเองกับตัวของเพื่อน ๆ (เพราะผมไม่ดื่มแอลกอฮอล์) ทำให้เห็นอะไรสนุกทุกครั้งที่ไปกินข้าวกับเพื่อน ๆ

1. เมาแล้วเพ้อ

ประสบการณ์เบสิคมาก ที่ใครหลาย ๆ คนเจอ และเป็นประการณ์ที่น่าจะสามารถเปลี่ยนให้จากความเป็นคนกลายเป็น “หมา” ได้ ด้วยความที่บางคนนั้นมาดื่มเพราะอกหักบ้าง เลิกกับแฟนบ้าง ทะเลาะแฟนบ้าง (เศร้าเนอะ?? เศร้าเรื่องเพื่อนเหรอ!! เศร้าตัวเองนี่แหละ!! T T)

2. เมาแล้วร้องไห้

น่าจะเป็นอีกอย่างที่เจอ ๆ กัน ซึ่งเรื่องที่แปลกเลยคือ คนที่เมาแล้วร้องไห้นั้น บางทีไม่ได้เลิกกับแฟน ไม่ได้เศร้าอะไร แต่ร้องไห้เฉย (งงไปหมด) แล้วคือเล่นใหญ่มาก

3. เมาแล้วชอบหาเรื่อง

เมื่อเมา คนเรามักขาดสติ ทำให้อารมณ์มันขึ้นและร้อนได้ง่าย จึงเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นคือเมาแล้วไปหาเรื่องโต๊ะข้าง ๆ (ดีนะที่วันนั้นโต๊ะข้าง ๆ เข้าใจ เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ!!)

4. เมาแล้วชอบเลื้อย

เลื้อยของผมในที่นี้คือ การลงไปเลื้อยกับพื้นนะครับ เมาหนักมากจนทรงตัวไม่ได้ ถึงขั้นตัวเหลว เลยเกิดภาพสุดตลกที่เพื่อนนั้นลงไปนอนแล้วยังอยากจะพยายามเต้นอีก (หนักเลย)

5. เมาแล้วบอกเลิกแฟน

เมาแล้วบอกเลิกแฟนฟังดูแล้วอาจจะเป็นเรื่องปกติ แต่ที่มันไม่ปกติคือ คำที่ใช้บอกเลิกนี่แหละ เพราะเพื่อนผมที่เมานั้นกลับโทรไปหาแฟนแล้วพูดว่า “อากาศมันร้อน!! เราเลิกกันเถอะ!!” งงกันไหม?? แต่ผมนี่งงมาก

ถ้ารู้ขนาดนี้แล้ว และรู้ว่าตัวเองเป็นสายดื่มตัวยง รถที่มีอยู่อาจจะไม่ค่อยได้ใช้เท่าไรนัก หรือว่ากลัวว่าจะเผลอหลับในรถ ไม่ยาก เพียงเอารถเก่าของคุณมาลงขายที่ Kaidee Auto ก็สามารถปิดการขายได้ง่าย แถมใช้งานได้สะดวกทุกที่ทุกเวลาอีกด้วย

Supercar ทำไมกันราคาถึงแรงนัก!!

Supercar ทำไมกันราคาถึงแรงนัก!!

อยากรู้เหมือนกันใช่ไหมครับ?? ว่าทำไมกันรถหรู ๆ ที่เป็นซูเปอร์คาร์ราคามันถึงได้สูงนัก ทั้งที่ก็เป็นรถยนต์คันหนึ่งที่อาจะเป็นมีหน้าหรือรูปร่างที่ดูเท่กว่า หรูกว่ารถยนต์ทั่ว ๆ ไปแค่นั้นเอง แต่ราคากลับพุ่งทะลุ 10 ล้าน (แหม่~ ทำไปได้)

เดี๋ยวเรามารู้คำตอบไปพร้อม ๆ กันในบทความนี้ว่าเหตุผลที่แท้จริงที่มากกว่าเรื่องของดีไซน์ที่แตกต่างจากรถยนต์บ้าน ๆ ทั่วไป ที่จะส่งให้ของราคา Supercar ในไปประเทศไทยนั้นมีราคาที่สูงเกินกว่าที่ใครจะเอื้อมถึง บางคันนั้นแพงจนสามารถนำเงินไปซื้อที่หรือบ้านยังได้เลย

แล้ว Supercar มันคืออะไรกันแน่??

พูดมาขนาดนี้หลายคนคงตั้งคำถามในใจกันแล้วล่ะว่า Supercar มันคือรถประเภทไหนกันแน่?? เพราะก่อนหน้ามานี้เราไม่เคยได้ยินคำ ๆ นี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ เต็มที่เราก็จะคุ้นชินกับคำว่า “รถสปอร์ต” เสียมากกว่า

คำว่า “รถยนต์ Supercar” จริง ๆ แล้วอาจจะเพิ่งมีมาได้ยินเมื่อไม่นานนี้นี่เอง แต่จริง ๆ แล้วคำ ๆ นี้มีการใช้งานมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1966 โดยคนที่ใช้คำศัพท์นี้เป็นเจ้าแรกเลยก็คือ Lamborghini ในรุ่น Muira ซึ่งนำมาใช้กับรถยนต์ที่มีพละกำลังสูงกว่า 400 แรงม้า ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร ได้เร็วกว่า 4 วินาที และมีเครื่องยนต์ที่วางกลางขนาดมากกว่า 8 สูบขึ้นไป หรือที่เรียก ๆ กันว่า “เครื่องยนต์ V8” นั่นเอง

อะไรที่ทำให้ราคาสูงได้ขนาดนั้น

ผมว่าน่าจะพอเดาเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ราคาสูงได้ขนาดนี้กันอยู่บ้างแล้ว แค่ที่แน่ ๆ คงไม่ได้มีแค่เหตุผลเดียวอย่างแน่นอน เดี๋ยวผมจะมาขยายให้ฟังกันเลยทีละข้อ

1. ดีไซน์และการออกแบบ

ด้วยดีไซน์ที่มีความเท่เหนือรถยนต์ที่วิ่ง ๆ กันตามท้องถนน บวกเข้ากับเทคโนโลยีในการออกแบบเพื่อให้รถยนต์นั้นมีความเบาและมีแอโรไดนามิคที่ยอดเยี่ยม ทำให้รถยนต์นั้นสามารถวิ่งได้บนท้องถนนอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

อ่านเนื้อหาเรื่องแอโรไดนามิคเพิ่มเติม คลิกที่นี่

2. ระบบต่าง ๆ ของรถยนต์

อย่างที่ได้บอกไปในตอนเกริ่นช่วงแรกของบทความ คำว่า Supercar นั้นมันมาจากเรื่องของเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งทำให้ความเร็วของรถนั้นสูงตามไปด้วย ทำให้รถยนต์เหล่านี้จำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีระบบความปลอดภัยและฟังก์ชันมากมายตามไปด้วย เพื่อให้ความปลอดภัยสูงที่สุดต่อผู้ขับขี่

3. ตัวแทนจำหน่าย

ด้วยความที่รถยนต์ประเภทนี้ เป็นที่ต้องการสำหรับคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้นจริง ๆ ทำให้ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ทำให้เมื่อตัวแทนจำหน่ายนำเข้ามา ต้องบวกกำไรเข้าไปอีกจากราคารถยนต์

4. ภาพลักษณ์

อันนี้เป็นเรื่อง Brand ที่มีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์ของคนที่เลือกซื้อรถยนต์ Supercar ทำให้ผู้ผลิตหลาย ๆ ยี่ห้อที่เป็นรถหรู สามารถตั้งราคาได้สูงจนยากที่ใครจะเอื้อมถึง ซึ่งแบรนด์ที่เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในหมู่รถยนต์ประเภทนี้ อาทิเช่น

  • Lamborghini
  • Maserati
  • Aston Martin
  • Bugatti
  • Porsche

5. ภาษีนำเข้า

ประเทศไทยขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องของภาษีนำเข้าที่แสนจะมหาโหด (เจ็บแปลบขึ้นมาทันที~) เพราะต้องผ่านการเก็บภาษีหลากหลายขั้นตอนเอามาก ๆ กว่าตัวแทนจำหน่ายจะมาวางจำหน่ายได้ ซึ่งยังไม่ได้รวมเข้ากับกำไรที่ทางตัวแทนแต่ละเจ้านั้นต้องการอีก

  • อากรขาเข้า

เป็นภาษีอย่างแรกเลยที่ผู้นำเข้าจะต้องจ่าย โดยมีอัตราอยู่ที่ 80% ของราคา CIF (Cost Insurance and Freight หรือก็คือ ราคาสินค้า+ค่าประกัน+ค่าขนส่ง)

วิธีคำนวณ : C.I.F x อัตราอากรนำเข้า

  • ภาษีสรรพสามิต

ภาษีในส่วนนี้กรมศุลกากรจะเป็นผู้ที่เรียกเก็บ พร้อม ๆ กับอากรนำเข้า ซึ่งอัตราค่าภาษีนั้นจะมีตั้งแต่ 30%-50% ตามขนาดเครื่องยนต์หรือกระบอกสูบเลยทีเดียว

วิธีคำนวณ : (C.I.F + อากรนำเข้า) x อัตราภาษีสรรพสามิตร/ 1-(1.1. x อัตราภาษีสรรพสามิตร)

  • ภาษีมหาดไทย

กระทรวงมหาดไทยจะนำภาษีในส่วนนี้ไปบริหารต่อ โดยคิดอัตราภาษีที่ 10% ของภาษีสรรพสามิต เพื่อส่งต่อให้กระทรวงมหาดไทยอีกที

วิธีคำนวณ : ภาษีสรรพสามิตร x 10%

  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม

หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า VAT นั่นเอง ซึ่งจะคิดภาษีเพิ่มอีก 7% ของภาษีทั้งหมดที่คิดมาก่อนหน้านี้

วิธีคำนวณ : ฐานภาษี (ราคารถ รวมกับภาษีข้อ 1-3) x อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม

จากทั้งหมดที่บอกมานั้นเป็นเหตุผลที่ทำให้ราคาสูงขึ้นเสียจนเกินราคาจริงไปมาก ซึ่งประเด็นหลัก ๆ น่าจะมาจากภาษีนำเข้าที่เรียกเก็บค่อนข้างสูงจากผู้นำเข้า จึงส่งผลเป็นอย่างมาก ทำให้จากรถราคาเริ่มต้นอาจจะแค่ 3 ล้าน กลายมาเป็น 10 ล้านได้อย่างที่เห็น ๆ กัน

เทียบราคากันให้เห็นไปเลยว่าราคาแพงกว่าต่างประเทศจริง

ยี่ห้อราคาในยุโรปราคาในไทย
Lamborghini Aventadorราคาประมาณ 18 ล้านบาท40.5 ล้านบาท
McLaren 720sราคาประมาณ 9.82 ล้านบาท 29 ล้านบาท
Porsche 911 GT3ราคาประมาณ 4.96 ล้านบาท24 ล้านบาท
Audi R8ราคาประมาณ 5.85 ล้านบาท19 ล้านบาท
Ferrari 488 GTBราคาประมาณ 8.47 ล้านบาท24 ล้านบาท
แพงจริงอะไรจริง

Supercar นั้นก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีเสมอไป

จากที่บอกไปในตอนแรกเลยว่า Supercar นั้นมีทั้งประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ที่สูง ระบบความปลอดภัยที่เรียกได้ว่าเป็นที่สุด รวมไปถึงดีไซน์สุดล้ำที่มัดใจหนุ่ม ๆ สาว ๆ ได้ง่าย แต่คุณรู้หรือไม่ว่า Supercar จริง ๆ แล้วก็มีข้อเสียไม่ใช่น้อย แต่ในข้อเสียเหล่านี้ถ้าคนที่ชอบก็ชอบไปเลย ส่วนใครที่ไม่ชอบก็จะไม่ชอบไปเลย จะมีอะไรมาดูกัน

1. ราคาสูงเกินไป

แน่นอนว่าหากไปซื้อรถยนต์เหล่านี้ที่ต่างประเทศอาจจะทำให้คุณรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้แพงสักเท่าไรนัก แต่เรื่องภาษีที่ได้บอกไปทำให้รถยนต์ Supercar แพงมากเกินไป เพราะรวม ๆ แล้วเหมือนคุณต้องจ่ายเงินเพิ่มถึง 300% จากราคารถจริง ๆ

2. รถมีความเตี้ย

เพื่อความเร็วและสมรรถนะที่สูงทำให้ Supercar นั้นต้องทำรถให้ต่ำที่สุด ถึงแม้ว่าปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ จะมี AIR SUSPENSION (อุปกรณ์ปรับความสูงของช่วงล่าง) ติดตั้งมาให้ก็ตาม แต่มันก็ไม่สูงพอสำหรับถนนประเทศไทย ขับไปไหนมาไหนจะต้องระวังเรื่องช่วงล่างจะไปขูดกับพื้นถนนได้ (คงไม่มีใครอยากให้รถสุดที่รักเป็นรอย T T)

3. ช่วงล่างแข็งมาก

หากใครมีโอกาสได้ลองนั่งก็รู้ได้เลยว่า Supercar นั่งไม่สบายเอาเสียเลย แค่ตอนเริ่มเข้าไปนั่งก็ลำบากแล้ว ไหนจะตอนที่รถเริ่มออกตัวไปแล้วอีก รวมเข้ากับพื้นถนนของประเทศไทยเข้าไปอีก บอกเลยว่า “สั่นเป็นเจ้าเข้า!!” ถ้าใครที่รักความสบายระหว่างขับขี่แล้วล่ะก็ ลืมไปได้เลยไม่ต้องหาซื้อ

4. ค่าบำรุงรักษา

ด้วยรถยนต์ราคาที่สูง สิ่งที่ต้องตามมาเลยก็คือ ค่าบำรุงรักษาสุดแพง เพราะบางยี่ห้อนั้นไม่มีศูนย์ซ่อมอยู่ในประเทศไทย การซ่อมหนึ่งครั้ง อาจจะต้องส่งรถยนต์ของไปถึงต่างประเทศ นอกจากจะเสียเงินเยอะแล้ว ยังใช้เวลาค่อนข้างนานกว่ารถจะซ่อมเสร็จอีกด้วย

ส่วนใครที่อยากจะลองเป็นเจ้าของรถยนต์หรู รถยนต์สปอร์ต หรือแม้กระทั่งรถยนต์อย่าง Supercar ลองเข้ามาเลือกซื้อกันดูได้ที่ Kaidee Auto ที่มีผู้ขายมากมาย แถมติดต่อได้กับผู้ขายโดยตรง นัดดูรถยนต์ก่อนทำสัญญา ไม่ต้องกลัวโดนโกง!!

สกิลขับรถเป็นศูนย์ ต้องเริ่มต้นยังไงดี?

สกิลขับรถเป็นศูนย์ ต้องเริ่มต้นยังไงดี?

การขับรถในปัจจุบันนอกจากจะทำให้สะดวกสบายในการเดินทางแล้ว ยังเป็นความสามารถที่นำไปใช้สมัครงานบางอย่างได้อีกด้วย และเชื่อว่าใครหลาย ๆ คนมีความอยากที่จะขับรถเป็น แต่ด้วยอะไรหลายอย่างที่ทำให้ไม่สามารถเริ่มฝึกได้สักที เพราะไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นยังไงดี??

เดี๋ยววันนี้ผมจะเล่าและแชร์ประสบการณ์การเริ่มหัดขับรถครั้งแรกของตัวผมเอง และผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ไปเรียนที่โรงเรียนสอนขับรถ แต่วิธีที่ผมกำลังจะแนะนำนั้นมันใช้ได้ผลค่อนข้างดีเลยทีเดียว มาดูไปพร้อมกันเลยว่าจะมีอะไรบ้าง

ควรต้องเริ่มต้นจากอะไรดี

นี่แหละคือปัญหาใหญ่ที่สุด เพราะเราไม่รู้เลยว่าควรเริ่มยังไงดี ผมจะบอกอย่างนี้ก่อนว่ารถยนต์เนี่ยมีระบบขับเคลื่อนของเกียร์อยู่ 2 ประเภท นั่นคือ เกียร์ธรรมดาและเกียร์ออโต้ ซึ่งการเริ่มหัดขับของรถยนต์ทั้งคู่ก็มีความแตกต่างกัน มาทำความรู้จักทั้งคู่กันก่อนเลย

เกียร์ธรรมดา (Manual)

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเลยในเกียร์ธรรมดา (MT) เป็นการที่ผู้ขับขี่จะต้องเปลี่ยนเกียร์เองระหว่างขับ ซึ่งฟังดูแล้วดูเหมือนจะยาก แต่จริงแล้วไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ก็มีสิ่งที่ต้องรู้ก่อนเลยก็คือ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ทำงานร่วมกัน

1. คันเร่ง

เป็นแป้นเหยียบบริเวณด้านขวาสุด ตามชื่อของมันเลย เมื่อเหยียบแป้นจะทำให้เครื่องยนต์นั้นทำงาน และแรงขึ้นตามแรงที่เหยียบ

2. เบรก

เป็นแป้นเหยียบที่อยู่ตรงกลาง ที่มีหน้าที่เอาไว้ค่อย ๆ หยุดรถยนต์ให้อยู่กับที่ เมื่อรถมีความเร็วสูง เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ

3. คลัทช์

เป็นแป้นเหยียบที่อยู่ด้านซ้ายสุด (ต้องระวังในตอนเหยียบอย่างมากกันการสับสนระหว่างคลัชท์กับเบรก) ซึ่งคลัชท์มีหน้าที่ในการตัดต่อการถ่ายกำลัง ถ้าให้พูดง่าย ๆ ก็คือเหยียบเมื่อต้องการจะเปลี่ยนเกียร์

4. ระบบของเกียร์

ระบบเกียร์ของเกียร์ธรรมดานั้น มีให้จำไม่มากเท่าเกียร์ออโต้ ซึ่งมีอยู่ดังนี้

  • เกียร์ N (Neutral): หรือที่เรียกกันว่า “เกียร์ว่าง”  เป็นเกียร์ที่เอาไว้เพื่อพักการทำงานของเครื่องยนต์ ซึ่งจะรู้ได้ไงว่าอยู่เกียร์ N ให้คุณลองโยกกระปุกเกียร์ซ้าย-ขวาดู ถ้าโยกแล้วไม่ติดอะไร แสดงว่าคุณนั้นอยู่ที่เกียร์ N

Tips : ควรตรวจสอบให้รถยนต์เข้าเกียร์ N เอาไว้ก่อนสตาร์ททุกครั้ง

  • เกียร์ R (Reverse) : เกียร์ถอย ตามชื่อเลย จะเข้าเกียร์นี้ก็ต่อเมื่อคุณต้องการที่จะถอยรถ ซึ่งงสามารถดูตำแหน่งของเกียร์ได้บนกระปุกเกียร์
  • ลำดับของเกียร์ : หากลองไปดูที่กระปุกเกียร์ คุณจะเห็นว่า มีตัวเลข 1-5 (ซึ่งบางรุ่นอาจมีถึง 6) นั่นคือลำดับขั้นของเกียร์ที่คุณจะต้องเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ซึ่งเดี๋ยวจะมาอธิบายต่อ (อ่านจนจบด้วยล่ะ ^-^)

เกียร์ออโต้ (Automatic)

มาต่อกันเลยที่เกียร์ออโต้ (AT) เป็นระบบที่คุณไม่จำเป็นต้องทำอะไร เพราะว่าจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ทุกอย่างจะถูกคำนวณให้ด้วยโปรแกรม ซึ่งอุปกรณ์ต่าง ๆ มีเหมือนกับเกียร์ธรรมดายกเว้นอย่างเดียว คือ “ไม่มีแป้นเหยียบคลัชท์” ดังนั้น ก็จะเหลือแป้นเหยียบแค่ 2 อันเท่านั้น แต่สิ่งที่ต้องรู้มากกว่าคือเรื่องของคำศัพท์บนเกียร์

ระบบเกียร์

มาต่อกันเลยที่เกียร์ออโต้ อย่างที่ได้บอกไปว่าเกียร์ออโต้นั้นมีให้จำมากกว่าเกียร์ธรรมดา ซึ่ง เกียร์ N และ เกียร์ R มีความหมายเหมือนกันกับของเกียร์ธรรมดาเลย มาดูที่เหลือกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

  • เกียร์ D (Drive) : เป็นเกียร์สำหรับขับเคลื่อน เมื่อเข้าเกียร์นี้ เครื่องยนต์จะเริ่มทำงาน และเมื่อเหยียบคันเร่ง ก็จะเพิ่มความเร็วไปเรื่อย ๆ

เกียร์ P (Parking) : ตามชื่อของมันเลย คือเกียร์ที่เข้าไว้สำหรับจอดอยู่กับที่ หรือจอดบนทางลาดชัน ส่วนใหญ่มักใช้งานร่วมกับเบรกมือ

ฝึกโดยมีคนที่ขับรถเป็นนั่งอยู่บนรถด้วย

การที่จะฝึกขับรถได้นั้น ตามกฎหมาย พ.ร.บ. รถยนต์ ปี 2522 มาตรา 57 จะต้องมีผู้ที่มีใบขับขี่มาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี ควบคุมอยู่บนรถด้วยในขณะฝึกสอน (อย่าแอบเอารถออกไปฝึกเองล่ะ) ดังนั้นควรพาใครสักคนที่มีใบขับขี่นั่งไปด้วยเสมอ โดยเริ่มฝึกง่าย ๆ จาก

เล่นเกมขับรถบ่อย ๆ

งงกันใช่ไหมล่ะว่าทำไมต้องเล่นเกม ที่ให้ลองเล่นเกมก่อนก็เพื่อที่จะให้คุณได้ลองสังเกตการทำงานของรถยนต์ ให้ลองสังเกตรอบเครื่องยนต์ในเกมว่าเครื่องยนต์ในเกมนั้นเปลี่ยนเกียร์ให้ตอนไหน (เพราะว่าเกมนั้นก็เอามาจากของจริงนี่แหละ)

ฝึกเหยียบคลัชท์และเปลี่ยนเกียร์ขณะดับเครื่อง

แน่นอนว่าไม่มีใครอยากขับรถแล้วออกไปชนกับอะไรสักอย่าง ดังนั้นวิธีนี้จึงเป็นวิธีเริ่มต้นที่ควรทำเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะได้รู้จังหวะในการขับขี่ ซึ่งมีขั้นตอนการฝึก ดังนี้

  • เหยียบคลัชท์
  • เปลี่ยนเกียร์
  • ค่อย ๆ ผ่อนคลัชท์
  • เหยียบคันเร่ง

Tips : ฝึกแบบนี้วนไปเรื่อย ๆ จนชินและรู้จังหวะ

ฝึกขับในพื้นที่โล่งหรือในหมู่บ้าน

หลังจากที่เรามั่นใจในจังหวะการขับขี่ของเราแล้ว ก็ลองสตาร์ทรถและลองขับจริง ๆ ดูเลย ซึ่งในครั้งนี้ คุณต้องไปหาพื้นที่โล่ง ๆ หรือถนนยาว ๆ ให้คุณฝึกขับ โดยอาจจะเริ่มจากการขับตรงและเลี้ยวไปตามโค้ง และแน่นอนว่าตอนแรกมันจะต้องตะกุกตะกัก แต่อย่าไปยอมแพ้เชียวล่ะ

ฝึกจอดบนทางลาดและออกตัวบนทางลาด

เพิ่มความท้าทายไปอีกหนึ่งระดับ เพราะมันค่อนข้างที่จะยากจริง ๆ ตอนจอดอาจจะไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไรนัก ปัญหาคือตอนออกตัวมากกว่า ที่คุณจะต้องเลี้ยงคลัชท์ให้ดีเพื่อที่จะไม่ทำให้รถยนต์นั้นเครื่องดับ

Tips : ขณะที่จะออกตัว จังหวะที่ผ่อนคลัชท์ก็ค่อย ๆ เหยียบคันเร่งตามไปทันที

  1. ฝึกถอยหลัง

เป็นหนึ่งสิ่งที่หลาย ๆ คนกลัว ลองสังเกตได้เลยว่า แม้แต่คนที่ขับรถมานานแล้ว ยังไม่มั่นใจในตอนที่ถอยรถยนต์เลย อาจจะเป็นเพราะว่าเดี๋ยวนี้รถยนต์ใหม่ ๆ มีฟังก์ชันในการช่วยถอย ทำให้ไม่ค่อยมีใครฝึกเท่าไรนัก ซึ่งการถอยรถนั้นมีอยู่ 2 สถานการณ์หลัก ๆ เดี๋ยวผมจะมาบอกเทคนิคที่ทำได้ง่าย ในทุก ๆ สถานการณ์

  • ถอยเทียบข้าง

วิธีการถอยเทียบข้างนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่สิ่งที่สำคัญเลยคือการสังเกตและการกะที่ค่อนข้างจะแม่นยำสักเล็กน้อย โดยมีขั้นตอน ดังนี้

  1. ขับรถไปเทียบกับช่องที่ต้องการจะจอดเสียก่อน เพื่อดูว่ามีพื้นที่พอสำหรับรถของคุณหรือเปล่า
  2. หากมองแล้วว่าช่องที่จอดนั้นกว้างกว่าตัวรถเล็กน้อยแล้วล่ะก็ ให้เดินหน้าจนเทียบข้างกับรถคันที่อยู่ข้างหน้า
  3. จากนั้นถอยหลังตรงมา ให้สังเกตจากกระจกข้างของรถเราให้อยู่ตรงกับท้ายรถคันหน้า แล้วจึงค่อยเลี้ยวจนสุดพร้อมกับถอยไปเรื่อย ๆ
  4. เมื่อถอยมาจนหน้ารถของเราพ้นท้ายรถของคันข้างหน้าแล้ว จึงหักพวงมาลัยกลับให้สุดพร้อมกับค่อย ๆ ถอย
  5. จัดตำแหน่งให้พอดี
  • ถอยเข้าซอง

การถอยแบบนี้จะไม่ยากเท่ากับแบบเทียบข้าง เพราะส่วนใหญ่การถอยแบบนี้จะอยู่ในห้าง หรือสถานที่ที่มีการจัดระเบียบของที่จอดรถมาให้เป็นอย่างดี และค่อนข้างที่จะมีพื้นที่ในระดับในการถอย ด้วยวิธีดังนี้

  1. ขับรถตรงขึ้นให้เลยช่องและเฉียง 45 องศา จากช่องที่ต้องการจะถอยเข้า
  2. จากนั้นค่อย ๆ หมุนพวงมาลัยเพื่อเข้าที่จอด
  3. ตั้งรถให้ตรงและขนานกับรถยนต์คันข้าง ๆ

ฝึกที่โรงเรียนสอนขับรถ

ตรงนี้คงไม่ต้องพูดกันมากเท่าไรนัก เพราะตัดปัญหาทุกอย่างด้วยเงิน ง่ายที่สุดของทุกอย่าง ไม่ต้องกลัวทะเลาะกับใครเวลาเรียนขับรถ ก็ไปลงคอร์สเรียนเสียเลย ที่โรงเรียนสอนขับรถก็จะปูให้ตั้งแต่พื้นฐานจนไปถึงสอบใบขับขี่เลยทีเดียว

ขับรถเป็นแล้ว แต่ไม่กล้าออกถนนใหญ่เสียที

ต้องเป็นบ้างแหละ ปัญหานี้ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นกับสาว ๆ เป็นซะส่วนใหญ่ แล้วอะไรกันที่ทำให้ไม่กล้าที่จะขับไปบนถนนใหญ่ เคยเป็นกันไหมกับความกลัวเหล่านี้??

  1. กลัวการต้องขับรถคนเดียว

บางทีมันก็เหงาเหมือนกัน แม้ว่าจะขับรถเป็น แต่อาจจะเพราะว่าเพิ่งขับรถเป็นได้ไม่นาน ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในตัวเองเวลาขับรถ ไม่กล้าตัดสินใจด้วยตัวเองในบางจังหวะ บวกกับประสบการณ์บนท้องถนนนั้นมีน้อย ทำให้กลัวที่ต้องขับรถคนเดียว

  1. กลัวขับรถชน

เรื่องนี้ไม่ว่าใครก็กลัว จะมีประสบการณ์มากหรือน้อยก็ตามไม่ได้เกี่ยวเลย เพราะไม่มีใครในโลกนี้จะอยากให้เกิดอุบัติเหตุไม่ว่าจะกับตัวเองหรือว่าคนรอบ ๆ ตัวก็ตาม 

  1. กลัวที่จะต้องถอยจอดรถ

กลัวจริงอะไรจริง!! แม้แต่ผมยังกลัวถอยแล้วไปจุ๊บกับรถคันอื่นเลย เพราะกลัวที่จะเสียเงิน (ปกติก็กินแกลบกันอยู่แล้ว เศร้า) นั่นแหละครับ ไม่ชนเป็นการดีที่สุด ดังนั้นหมั่นฝึกให้คล่องจะดีที่สุด

  1. กลัวการเปลี่ยนเลน

ด้วยถนนกรุงเทพที่มีความหนาแน่นของการจราจรแล้ว แถมเข้าไปอีกกับความบ้าระห่ำของทั้งแท็กซี่และมอเตอร์ไซค์ที่เหมือนจะไร้กฎระเบียบในการขับขี่ ทำให้จะเปลี่ยนเลนแต่ละที ต้องมองให้ดีเป็นอย่างมาก และค่อนข้างที่จะน่ากลัว จนกลายเป็นสิ่งที่ฝังใจใครหลาย ๆ คนก็ว่าได้

  1. กลัวการออกปากซอย

เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะแปลก แต่ก็เป็นความจริงเช่นเดียวกัน ป้ายรถเมล์ของประเทศไทยชอบตั้งไว้ที่หน้าปากซอย เวลาที่รถเมล์มาจอดแต่ละที ก็กินเข้าไปแล้วถึง 2 เลน ทำให้เวลาออกจากปากซอยนั้นต้องวิ่งออกไปยาวถึงเลนที่ 3 ซึ่งเป็นเลนด้านขวาสำหรับรถที่ขับเร็ว ทำให้มีความน่ากลัวสูงจนไม่กล้าที่จะออกไปไหนกันเลยทีเดียว

ส่วนใครที่เข้ามาอ่านบทความนี้แล้ว เริ่มมีกะจิตกะใจที่อยากฝึกขับรถ แต่ว่ายังไม่มีรถคันแรกที่จะพอเอาไว้ฝึกได้เลยสักคัน จะซื้อมือ 1 มาเพื่อลองขับเลยก็ดูแพงเกินไป ลองเข้ามาหารถยนต์ที่นี่สิ Kaidee Auto มีให้ครบ แถมราคาไม่แรงอีกด้วย

คำถามน่ารู้เกี่ยวกับการฝึกขับรถ

จะเริ่มขับรถยังไงดี

จากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว ผมขอแนะนำให้เริ่มการฝึกขับจากรถยนต์ “เกียร์ธรรมดา” ก่อน เพราะถ้าคุณสามารถขับรถเกียร์ธรรมดาได้ รถยนต์เกียร์ออโต้นั้นจะเป็นเรื่องที่ง่ายไปเลย อีกทั้งคุณไม่มีทางที่จะรู้ได้เลยว่าในอนาคตอาจจะมีโอกาสได้ขับเกียร์ไม่วันใดก็วันหนึ่ง (ทั้งนี้คือคุณต้องมีรถที่ใช้ในการฝึกด้วย)

รถแบบไหนที่ฝึกได้ง่าย

ถ้าอยากเริ่มฝึกขับรถ ถ้าให้ง่ายที่สุดคงจะต้องเป็นรถ “เกียร์ออโต้” ที่ง่ายต่อความเข้าใจและการขับขี่

ฝึกขับด้วยตัวเองได้ไหม

ฝึกขับด้วยตัวเองได้ แต่ตามกฎหมายนั้น ต้องให้มีผู้ที่ใบขับขี่มาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี มานั่งอยู่ด้วยขณะที่ฝึก

เตรียมรถให้พร้อมเพื่อวางแผนขับรถเที่ยวปีใหม่

เตรียมรถให้พร้อมเพื่อวางแผนขับรถเที่ยวปีใหม่

จะปีใหม่กันแล้วนะมีแพลนจะไปเที่ยวไหนกันหรือยัง?? เชื่อว่าทุก ๆ คนย่อมมีการวางแผนที่แตกต่างกันออกไปเที่ยวในแต่ละที่ทั่วประเทศอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนืออย่าง น่าน เชียงใหม่ เชียงราย ที่ได้ไปรับอากาศเย็นในช่วงของฤดูหนาวบนดอย อากาศดี ๆ หรือแม้กระทั่งลงไปภาคใต้ ไปดื่มด่ำกับทะเลและเสียงคลื่น

ซึ่งการขับรถไปเที่ยวในช่วงปีใหม่นั้นย่อมมีความลำบากมากกว่าช่วงอื่น ๆ ด้วยปริมาณของรถยนต์ ที่เหมือนพร้อมใจกันไปเที่ยวในที่ที่เดียวกัน ทำให้การเตรียมตัวของทั้งผู้ขับขี่และรถยนต์ มีความจำเป็นอย่างมาก ก่อนที่จะเริ่มเดินทางแต่ละครั้ง

สิ่งที่ต้องประเมินก่อนไปเที่ยว

ก่อนที่จะไปไหนมาไหนก็ตาม ไม่ว่าจะใกล้หรือไกลอย่างไร ย่อมมีสิ่งที่ควรได้ศึกษาให้ดีเสียก่อน เพื่อที่จะได้ประเมินความสอดคล้องระหว่างตัวคุณกับรถยนต์ ให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุดและขับขี่ได้ดีที่สุดเช่นเดียวกัน

1. ประเมินตัวเอง

สิ่งที่ควรต้องรู้เป็นอย่างแรกเลยคือรู้จักตัวของคุณเองเสียก่อน ว่าตัวคุณมีศักยภาพในการขับขี่ขนาดไหน เพราะแต่ละคนก็ขับขี่ได้เก่งไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน โดยต้องเริ่มประเมินจากเรื่องต่าง ๆ

ประเมินความสามารถการขับขี่

ต้องรู้เสียก่อนว่ากำลังในขับขี่ของตัวเองมีมากเท่าไร เพราะการขับรถนั้นใช้พลังงานเป็นอย่างมาก หากขับเป็นระยะเวลานาน ๆ แล้วล่ะก็ ไม่ก่อให้เกิดผลดี แถมยังอาจจะทำให้มีแต่เรื่องแย่ ๆ อย่างอุบัติเหตุตามมาก็เป็นได้

Tip : หาเพื่อนไปด้วยสักคน เพื่อคอยสับเปลี่ยนกันขับ จะช่วยแบ่งเบาในเรื่องนี้ไปได้

ประเมินสุขภาพร่างกาย

ร่างกายและสุขภาพก็เป็นสิ่งที่กำหนดขีดจำกัดในการขับขี่ ถ้าหากคุณสุขภาพดีแล้วล่ะก็ ย่อมพร้อมที่จะโลดแล่นไปไหนก็ได้ตามที่ใจต้องการ ซึ่งทางที่ดีควรไปหาหมอเพื่อตรวจสุขภาพเสียก่อน หรือเช็คร่างกายในเบื้องต้น ดังนี้

  1. นอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ 8 – 10 ชม. ก่อนเดินทาง
  2. โรคประจำตัว พร้อมกับยาประจำโรค
  3. เช็คสายตาว่าตาของคุณยังเห็นได้ชัดเจน มีผลอย่างมากในการขับรถ

2. ประเมินเส้นทางการเดินทาง

เป็นหนึ่งในขั้นตอนการประเมินหนึ่งที่ต้องทำเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีอย่างแผนที่นำทางต่าง ๆ จะมีให้ใช้อย่างแพร่หลาย แต่การเตรียมตัวและดูเส้นทางก่อนไปถึงสถานที่จริงนั้นสำคัญ เพราะหากไม่ได้ดูไปก่อน อาจจะพบเจอกับเส้นทางที่ขับขี่ได้ยากและอันตรายก็เป็นได้

3. ประเมินระยะเวลาเดินทาง

แต่ละจังหวัดก็มีระยะทางใกล้-ไกลไม่เท่ากัน ดังนั้นหากรู้ว่าจังหวัดที่คุณนั้นเตรียมที่จะเดินทางไป มีระยะทางที่ค่อนข้างไกลและใช้เวลานาน แน่นอนว่าการขับรถคนเดียวนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ดีสักเท่าไรนัก คุณควรหาเพื่อนหรือคนในครอบครัวที่ขับรถเป็นและมีใบขับขี่ไปด้วยสักคน เพื่อให้คุณได้พักผ่อนบ้างในบางครั้ง

ประเภทของรถยนต์ที่ดีต่อใจในการเดินทางไกล

หากจะบอกว่ารถยนต์ทุกคันก็สามารถไปเที่ยวไหนก็ได้ นั่นก็ไม่ผิดแต่อย่างใด แต่ว่าไม่ใช่รถทุกคันนั้นสามารถขึ้นเขา ลงห้วย หรือมีกำลังพอที่จะปีนป่ายในบางสถานที่ได้ นี่จึงเป็นไกด์ที่จะพอให้คุณมองเห็นภาพได้มากขึ้นว่ารถแบบไหน เหมาะกับการขับไปที่แบบไหนบ้าง หรือถ้าหากคุณอ่านแล้วพบว่า รถของคุณไม่พร้อม จะได้เตรียมการเพื่อเช่ารถได้ทันเวลา

รถยนต์ ECO CAR

เป็นรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ที่เล็กและให้พละกำลังที่ค่อนข้างน้อย รวมไปถึงจุผู้โดยสารได้น้อยเช่นเดียวกัน จึงอาจจะไม่ตอบโจทย์เท่าไรนักหากคุณจะขับรถยนต์คันนี้ขึ้นเขาและพาเพื่อน ๆ หรือคนในครอบครัวไปกันเยอะ ๆ ที่นอกจากจะทำให้คุณนั้นขับแล้วเหนื่อยมากขึ้น มันยังมีพละกำลังที่ไม่เพียงพอในการไต่เขาอีกด้วย

  • สถานที่ที่แนะนำ : ขับรถไปเที่ยวใกล้ ๆ หรือไปทะเล สถานที่ที่ไม่โลดโผนในการขับขี่
  • สถานที่ที่ไม่แนะนำ : การขับขึ้นภูเขาสูง ๆ และสถานที่ท่องเที่ยวแบบออฟโรด

รถยนต์ SEDAN

เป็นรถยนต์ขั้นต่ำที่แนะนำในการไปเที่ยวอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น Sedan ขนาดใดก็ตาม ด้วยกำลังที่พอเหมาะในการเดินทางไปเที่ยวได้หลายหลายที่ในประเทศ ตั้งแต่เหนือจรดใต้กันเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้อาจจะยังต้องพึ่งทักษะในการขับขี่ รวมไปถึงการเลือกเส้นทางให้เหมาะสมอีกด้วย

  • สถานที่ที่แนะนำ : ไปเที่ยวได้ในทุก ๆ แนว ไม่ว่าจะขึ้นเขาที่มีเส้นทางง่าย ๆ หรือเที่ยวทะเลก็ไม่หวาดหวั่น
  • สถานที่ที่ไม่แนะนำ : สถานที่ท่องเที่ยวแบบออฟโรด

รถยนต์ PPV/MPV/SUV

ขอรวมรถยนต์ทั้ง 3 ประเภทนี้ไว้ด้วยกัน เนื่องจากมีความคล้ายคลึงกันค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นรถยนต์ที่นอกจากจะจุคนได้เยอะแล้ว ยังมีพละกำลังที่สูง ขับขี่ได้เกือบทุกสถานการณ์ ด้วยรถที่มีขนาดใหญ่และสูงเหนือจากพื้น รวมไปถึงบางรุ่นนั้นมีโหมดในการขับเคลื่อ 4 ล้อ ได้อีกด้วย

  • สถานที่ที่แนะนำ : ไปได้ทุกที่จริง ๆ สุดปัง!!
  • สถานที่ที่ไม่แนะนำ : ไม่มี อยากไปที่ไหนก็ไปโลด!!

ปล. ทั้งนี้ขึ้นกับสถานที่ที่ไป หากเป็นสถานที่ที่ต้องให้ผู้ชำนาญทางพาไป ก็จำเป็นต้องเช่ารถ

ส่วนไหนของรถที่ต้องเช็คก่อนออกเดินทาง?

มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าการเดินทางไกล ๆ รถก็เปรียบเสมือนแขนและขา เพราะหากว่ารถเราไม่พร้อมแล้วล่ะก็ มันอาจไปเสียระหว่างทางก็เป็นได้ ซึ่งคงไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุอย่างนี้แน่นอน และจุดที่ควรเช็คนั้นก็มีไม่มาก เดี๋ยวมาดูไปพร้อม ๆ กันเลย

1. แบตเตอรี่รถยนต์

การดูแลแบตเตอรี่ให้พร้อมก่อนที่จะออกเดินทาง ซึ่งถ้าแบตของคุณเป็นแบบน้ำ อย่างแรกที่ควรดูก็คือเลยที่ควรดูก็คือ “น้ำกลั่น” แต่ถ้าหากเป็นแบบแห้ง ให้ลองดูว่าแบตที่เราใช้นั้น มีอายุนานแล้วหรือยัง ถ้านานแล้วควรรีบเปลี่ยนเลย

วิธีดูแลแบตเตอรี่ คลิกที่นี่

2. ล้อและยางรถยนต์

สิ่งที่ต้องอยู่ด้วยตลอดทั้งทริปของการเดินทาง เป็นเหมือนกับขา ที่ช่วยให้ไปถึงที่หมายได้ และเป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบ โดยเริ่มดูว่ายางนั้นมีรอยรั่ว ไม่แตก ดอกยางอยู่ดี ลมยางยังแน่นอยู่หรือไม่ หากว่าไม่ ก็ต้องรีบแก้ไขก่อนเดินทางด้วยล่ะ

3. เช็คช่วงล่าง

ช่วงล่างทั้งหมดนั้นมีอุปกรณ์ที่ใช้แบกรับก็คือ “โช๊คอัพ” ซึ่งวิธีดูได้ง่ายที่สุดเลย โดยการ ทิ้งน้ำหนักตัวลงที่ด้านหน้า-หลังของตัวรถ หากรถนั้นมีอาการเด้งขึ้น-ลงหลายครั้ง นั่นแสดงให้เห็นว่าโช๊คอัพของคุณนั้นเริ่มมีปัญหาเข้าให้แล้ว

วิธีดูแลโช๊คอัพ คลิกที่นี่

4. น้ำมันเครื่อง

ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกครั้งที่ครบกำหนด โดยทางร้านจะให้ระยะทางของเลขบนหน้าปัดมาให้ เมื่อขับขี่ครบตามที่กำหนดก็กลับมาอีกครั้งเพื่อเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง โดยระยะทางจะอยู่ที่ประมาณ 10,000-15,000 กิโลเมตร หรือประมาณ 3-4 เดือน

วิธีเปลี่ยนน้ำมันเครื่องง่าย ๆ คลิกที่นี่

5. ผ้าเบรค

หนึ่งในปัญหาใหญ่และต้องใส่ใจให้มากที่สุด ถ้าหากเสียขึ้นมาตอนเวลาขับรถขึ้นเขา คงจะเป็นเรื่องที่ไม่ดีอย่างแน่นอน เพราะว่าเบรคของคุณจะไม่ทำงาน นั่นหมายความว่า “เบรคแตก” นั่นเอง เป็นเรื่องที่อันตรายที่สุดของอาการเสียของรถยนต์

วิธีตรวจสอบผ้าเบรก คลิกที่นี่

6. ไฟส่องสว่าง

ปัจจุบันนอกจากไฟที่ส่องสว่างในยามกลางคืนแล้ว ยังมีไฟที่เปิดเพื่อให้รถที่สวนกันสามารถเห็นรถได้อย่างชัดเจนขึ้นอย่างไฟ Daytime Running Light และรวมไปถึงไฟส่งสัญญาณอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ต้องเช็คให้ดีว่ามีดวงไหนขาด หรือพังรึเปล่า ที่นอกจากจะก่อให้เกิดอันตรายกับตัวเราแล้ว ยังก่อให้เกิดอันตรายกับผู้อื่นได้อีกด้วย

สรุปท้ายบทความ

ก่อนที่จะเดินทางไปไหนก็ตาม ความพร้อมในการเตรียมตัวก็เป็นสิ่งที่ต้องสนใจเป็นอันดับแรก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขับขี่ ที่ต้องรู้ว่าเราจะเป็นมิตรที่ดีบนท้องถนนต้องทำอย่างไร นอกจากนี้ยังต้องพึงระวังระบบต่าง ๆ ภายในรถยนต์ว่ามีความพร้อมแล้วหรือยัง

ใครที่กำลังจะวางแผนเดินทางแล้วล่ะก็ เข้ามาอ่านบทความนี้ก่อนเลย คุณจะได้รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เริ่มจากทำเช็คลิสต์ตามที่บอก แล้วค่อย ๆ ตรวจเช็คไปทีละหัวข้อ หากทำตามได้ครบคุณและรถของคุณก็พร้อมแล้วกับการไปเที่ยวแล้ว 

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนเที่ยวปีใหม่กันอย่างมีความสุข สุขกายสบายใจ ไปไหนก็เจอแต่สิ่งดี ๆ รับปีใหม่ พบเจอกับสิ่งดี ๆ ใหม่ ๆ ขับขี่ปลอดภัยในทุกเส้นทาง และคอยสร้างรอยยิ้มและกำลังใจให้กับคนที่อยู่รอบข้างด้วยล่ะ

🎊🎉สวัสดีปีใหม่ and Happy New Year นะ 🎉🎊

ใครที่อ่านบทความแล้วรู้สึกว่า จะต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ผ้าเบรก หรือต้องการรับบริการในด้านของรถยนต์แล้วล่ะก็ ลองเข้ามาหาได้เลยที่ Kaidee เพราะที่นี่มีบริการมากมาย ที่ตรงใจกับความต้องการของคุณ และช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

เงินเดือนหมื่นห้า ซื้อรถอะไรได้บ้าง

เงินเดือนหมื่นห้า ซื้อรถอะไรได้บ้าง

ปัจจุบันรายได้เฉลี่ยของวัยรุ่นจบใหม่ในระดับปริญญาตรี อยู่ที่ประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน (วันละ 500 บาท) ทำให้หลาย ๆ คนอยากที่จะซื้อรถใหม่ทั้งในเรื่องของการเดินทางไปทำงาน และใช้ในชีวิตประจำวัน หากใครกำลังของหารถวันนี้เรามีคำแนะนำ

เงินผ่อนควรเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน

โดยปกติแล้วรายได้สำหรับการผ่อนรถที่ดีคือไม่ควรเกิน 45% หากไม่นับรายจ่ายอื่น ๆ และ 30% ในกรณีที่มีภาระอื่น ๆ ที่ต้องใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมัน ค่าบำรุงรักษารวมไปถึงค่าจอดรถอีกด้วย นอกจากนี้การที่เราผ่อนรถมากเกินไปจะทำให้สถานะทางการเงินของเราฝืด ซึ่งหากเรามีรายจ่ายกระทันหันเข้ามา อาจจะทำให้เราไม่สามารถผ่อนรถของเราได้

ดังนั้นเงินเดือน 15,000 ควรจะผ่อนรถไม่เกิน 7000 บาท ตามวิธีที่ได้คำนวณเบื้องต้น  ซึ่งรุ่นรถที่แนะนำมีดังนี้

Toyota Yaris ปี 2020 รุ่น Entry

เงินดาวน์ 20 % ระยะเดือนในการผ่อน 84 เดือน เดือนละ 6,144 บาท

หนึ่งในรถ Eco Car ที่ได้รับความนิยมมากจากทาง Toyota กับ Yaris ที่ชูจุดเด่นในเรื่องของราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมขนาดกะทัดรัดเหมาะกับการขี่ในเมือง ในส่วนของดีไซน์นั้นถือว่าทำออกมาเจาะตลาดวัยรุ่นโดยเฉพาะ ทั้งภายนอกและภายใน นับว่าเป็นรถที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว

Toyota Vios ปี 2020 รุ่น Entry 

เงินดาวน์ 20 % ระยะเดือนในการผ่อน 84 เดือน เดือนละ 6,815 บาท

นอกจาก Toyota Yaris แล้วก็มีอีกหนึ่งรถที่ได้รับความนิยมคือ Toyota Vios ที่ถือว่าจ่ายแพงกว่ากันนิดหน่อย แต่ได้ในเรื่องของเครื่องยนต์ที่ Vios ทำได้ดีกว่า ทำให้นอกจากจะใช้ในเมืองแล้ว เรายังสามารถที่จะใช้ในต่างจังหวัดได้อีกด้วย

Honda Brio ปี 2020 รุ่น V CVT

เงินดาวน์ 20 % ระยะเดือนในการผ่อน 84 เดือน เดือนละ 6,815 บาท

สำหรับใครที่ต้องการรถเล็ก ๆ เน้นความคล่องตัวก็ขอแนะนำ Honda Brio รถรุ่นเล็กจากทาง Honda ที่ได้ปรับปรุงจุดต่าง ๆ ให้ดีขึ้น ทั้งในแง่ของการใช้งาน ระบบความปลอดภัย รวมถึงความกว้างของห้องโดยสาร นับว่าเป็นราคาที่คุ้มมาก ๆ 

MITSUBISHI MIRAGE ปี 2020 รุ่น GLX MT

เงินดาวน์ 25 % ระยะเดือนในการผ่อน 84 เดือน เดือนละ 5,000 บาท

มาดูทางฝั่งของ Mitsubishi กันบ้างกับ Mirage ปี 2020 รุ่น GLX MT หนึ่งในรถยอดนิยมของประเทศไทย ที่มีจุดเด่นในเรื่องของดีไซน์ที่โดดเด่น เน้นความทันสมัยผสมกับความเป็นสปอร์ตอย่างกลมกลืน พร้อมกับราคาไม่แพง ผ่อนยาว ๆ สบาย ๆ 

MITSUBISHI Attrage ปี 2020 รุ่น GLX MT

เงินดาวน์ 25 % ระยะเดือนในการผ่อน 84 เดือน เดือนละ 5,211 บาท

หากใครอยากได้รถที่ดูเป็นทรงร่วมสมัยมากกว่า Mirage ก็ต้องขอแนะนำ Attrage ที่แม้ว่าพื้นที่ด้านหลังจะน้อยกว่า แต่ก็ทดแทนด้วยขนาดของห้องโดยสารที่กว้างกว่า เหมาะกับการขี่รถไปท่องเที่ยวในต่างจังหวัด ในราคาที่แพงกว่ากันไม่กี่บาท

Nissan March ปี 2020 รุ่น S MT 

เงินดาวน์ 25 % ระยะเดือนในการผ่อน 72 เดือน เดือนละ 5,071 บาท

หนึ่งในรถที่ได้รับความนิยมมากสำหรับสาย Eco Cars ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร แต่ประหยัดน้ำมันสุด ๆ  ห้องโดยสารที่ถูกออกแบบมาให้นั่งสบาย คันเล็กกะทัดรัดสามารถที่จะขับขี่ได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางที่แคบ ๆ นี่สบายเลย

Nissan Almera ปี 2020 รุ่น 1.2 e Sportech

เงินดาวน์ 30 % ระยะเดือนในการผ่อน 84 เดือน เดือนละ 5,719 บาท

Nissan Almera รถ Eco Car สุดคุ้มที่สามารถทำยอดขายได้อย่างถล่มทลาย เนื่องจากความคุ้มค่าคุ้มราคา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ที่ดี ดีไซน์การออกแบบที่ทันสมัยทั้งภายนอกและภายใน ผสมกับลูกเล่นต่าง ๆ จากทาง Nissan ดังนั้นหากคุณเห็นรถรุ่นนี้ในถนนบ่อย ๆ ก็อย่าแปลกใจ เพราะว่ารถคันนี้ดีจริง ๆ

Mazda 2 ปี 2020 รุ่น 1.3 E/ E Sport

เงินดาวน์ 25% ระยะเวลาในการผ่อน 72 เดือน เดือนละ 6,367 บาท

ย้ายกันมาที่ฝั่ง Mazda กันบ้างกับหนึ่งในรถรุ่นที่ขายดีประจำค่ายอย่าง Mazda 2 ที่ชูจุดเด่นในเรื่องของการดีไซน์ที่เรียบหรู ทั้งภายในและภายนอก เครื่องยนต์สมรรถนะดีขับสนุกมาก ๆ ในราคาเท่านี้ ถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคา

Suzuki Swift ปี 2020 รุ่น GA CVT 

เงินดาวน์ 25 % ระยะเดือนในการผ่อน 72 เดือน เดือนละ 6,006 บาท

Suzuki Swift นับว่าเป็นรถที่ได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะรถคันสีแดงที่เห็นได้ทั่วไปในท้องถนน ซึ่งจุดเด่นของรถรุ่นนี้คือ การปรับปรุงจุดต่าง ๆ ให้เด่นยิ่งกว่า Eco Car แบรนด์อื่น ๆ อย่างชัดเจน เช่นช่วงล่างแน่นขึ้นทำให้สามารถควบคุมรถได้ง่ายขึ้น เครื่องยนต์ที่ประหยัดน้ำมันมากขึ้น แต่ก็ยังขับสนุกเหมือนเดิม ทำให้ใครที่อยากได้รถเล็ก ๆ แต่เหมาะกับการขี่ในเมือง ก็แนะนำ Suzuki Swift เลย

Honda City ปี 2020 รุ่น Turbo S

เงินดาวน์ 25% ระยะเวลาในการผ่อน 72 เดือนละ 6,751 บาท

ปิดท้ายกันด้วยรถขวัญใจชาวเมืองอย่าง Honda City ที่มาพร้อมกับดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวและทรงสปอร์ตขวัญใจวัยรุ่น เครื่องยนต์ 1.0 พร้อมพลัง Turbo ที่ทำให้เหมาะกับการขี่ในเมืองอีกทั้งยังรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เรียกได้ว่าหากอยากได้รถดีไซน์ดี ขี่แล้วคุ้มกับแนะนำ Honda City เลย

สรุป

เงินเดือน 15000 สามารถที่จะซื้อรถมาขับขี่ได้ โดยวิธีการคือการหารถที่เหมาะสมกับตัวเรา จากนั้นให้ดาวน์ด้วยจำนวนเงินที่สูงที่สุด พร้อมทั้งเลือกจำนวนเดือนที่จะผ่อนให้เหมาะสม ซึ่งยิ่งผ่อนเร็วเท่าไหร่ ยิ่งเสียดอกเบี้ยน้อยเท่านั้น สุดท้ายแล้วอย่าลืมเตรียมความพร้อมให้ดีก่อนที่จะมีรถ แล้วคุณจะมีความสุขในเรื่องเหล่านี้มากกว่าเดิม

หากเพื่อน ๆ สนใจรถมือหนึ่งหรือมือสอง ก็สามารถเข้ามาได้ที่ Kaidee Auto เรามีรถมากมายให้คุณได้เลือก ทั้งรถเก่าสมัยรุ่นพ่อ ไปจนถึงรถสปอร์ตสุดเท่สมัยรุ่นลูก สนใจก็ลองเข้ามาหากันได้เลย