สกิลขับรถเป็นศูนย์ ต้องเริ่มต้นยังไงดี?

สกิลขับรถเป็นศูนย์ ต้องเริ่มต้นยังไงดี?

การขับรถในปัจจุบันนอกจากจะทำให้สะดวกสบายในการเดินทางแล้ว ยังเป็นความสามารถที่นำไปใช้สมัครงานบางอย่างได้อีกด้วย และเชื่อว่าใครหลาย ๆ คนมีความอยากที่จะขับรถเป็น แต่ด้วยอะไรหลายอย่างที่ทำให้ไม่สามารถเริ่มฝึกได้สักที เพราะไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นยังไงดี??

เดี๋ยววันนี้ผมจะเล่าและแชร์ประสบการณ์การเริ่มหัดขับรถครั้งแรกของตัวผมเอง และผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ไปเรียนที่โรงเรียนสอนขับรถ แต่วิธีที่ผมกำลังจะแนะนำนั้นมันใช้ได้ผลค่อนข้างดีเลยทีเดียว มาดูไปพร้อมกันเลยว่าจะมีอะไรบ้าง

ควรต้องเริ่มต้นจากอะไรดี

นี่แหละคือปัญหาใหญ่ที่สุด เพราะเราไม่รู้เลยว่าควรเริ่มยังไงดี ผมจะบอกอย่างนี้ก่อนว่ารถยนต์เนี่ยมีระบบขับเคลื่อนของเกียร์อยู่ 2 ประเภท นั่นคือ เกียร์ธรรมดาและเกียร์ออโต้ ซึ่งการเริ่มหัดขับของรถยนต์ทั้งคู่ก็มีความแตกต่างกัน มาทำความรู้จักทั้งคู่กันก่อนเลย

เกียร์ธรรมดา (Manual)

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเลยในเกียร์ธรรมดา (MT) เป็นการที่ผู้ขับขี่จะต้องเปลี่ยนเกียร์เองระหว่างขับ ซึ่งฟังดูแล้วดูเหมือนจะยาก แต่จริงแล้วไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ก็มีสิ่งที่ต้องรู้ก่อนเลยก็คือ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ทำงานร่วมกัน

1. คันเร่ง

เป็นแป้นเหยียบบริเวณด้านขวาสุด ตามชื่อของมันเลย เมื่อเหยียบแป้นจะทำให้เครื่องยนต์นั้นทำงาน และแรงขึ้นตามแรงที่เหยียบ

2. เบรก

เป็นแป้นเหยียบที่อยู่ตรงกลาง ที่มีหน้าที่เอาไว้ค่อย ๆ หยุดรถยนต์ให้อยู่กับที่ เมื่อรถมีความเร็วสูง เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ

3. คลัทช์

เป็นแป้นเหยียบที่อยู่ด้านซ้ายสุด (ต้องระวังในตอนเหยียบอย่างมากกันการสับสนระหว่างคลัชท์กับเบรก) ซึ่งคลัชท์มีหน้าที่ในการตัดต่อการถ่ายกำลัง ถ้าให้พูดง่าย ๆ ก็คือเหยียบเมื่อต้องการจะเปลี่ยนเกียร์

4. ระบบของเกียร์

ระบบเกียร์ของเกียร์ธรรมดานั้น มีให้จำไม่มากเท่าเกียร์ออโต้ ซึ่งมีอยู่ดังนี้

  • เกียร์ N (Neutral): หรือที่เรียกกันว่า “เกียร์ว่าง”  เป็นเกียร์ที่เอาไว้เพื่อพักการทำงานของเครื่องยนต์ ซึ่งจะรู้ได้ไงว่าอยู่เกียร์ N ให้คุณลองโยกกระปุกเกียร์ซ้าย-ขวาดู ถ้าโยกแล้วไม่ติดอะไร แสดงว่าคุณนั้นอยู่ที่เกียร์ N

Tips : ควรตรวจสอบให้รถยนต์เข้าเกียร์ N เอาไว้ก่อนสตาร์ททุกครั้ง

  • เกียร์ R (Reverse) : เกียร์ถอย ตามชื่อเลย จะเข้าเกียร์นี้ก็ต่อเมื่อคุณต้องการที่จะถอยรถ ซึ่งงสามารถดูตำแหน่งของเกียร์ได้บนกระปุกเกียร์
  • ลำดับของเกียร์ : หากลองไปดูที่กระปุกเกียร์ คุณจะเห็นว่า มีตัวเลข 1-5 (ซึ่งบางรุ่นอาจมีถึง 6) นั่นคือลำดับขั้นของเกียร์ที่คุณจะต้องเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ซึ่งเดี๋ยวจะมาอธิบายต่อ (อ่านจนจบด้วยล่ะ ^-^)

เกียร์ออโต้ (Automatic)

มาต่อกันเลยที่เกียร์ออโต้ (AT) เป็นระบบที่คุณไม่จำเป็นต้องทำอะไร เพราะว่าจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ทุกอย่างจะถูกคำนวณให้ด้วยโปรแกรม ซึ่งอุปกรณ์ต่าง ๆ มีเหมือนกับเกียร์ธรรมดายกเว้นอย่างเดียว คือ “ไม่มีแป้นเหยียบคลัชท์” ดังนั้น ก็จะเหลือแป้นเหยียบแค่ 2 อันเท่านั้น แต่สิ่งที่ต้องรู้มากกว่าคือเรื่องของคำศัพท์บนเกียร์

ระบบเกียร์

มาต่อกันเลยที่เกียร์ออโต้ อย่างที่ได้บอกไปว่าเกียร์ออโต้นั้นมีให้จำมากกว่าเกียร์ธรรมดา ซึ่ง เกียร์ N และ เกียร์ R มีความหมายเหมือนกันกับของเกียร์ธรรมดาเลย มาดูที่เหลือกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

  • เกียร์ D (Drive) : เป็นเกียร์สำหรับขับเคลื่อน เมื่อเข้าเกียร์นี้ เครื่องยนต์จะเริ่มทำงาน และเมื่อเหยียบคันเร่ง ก็จะเพิ่มความเร็วไปเรื่อย ๆ

เกียร์ P (Parking) : ตามชื่อของมันเลย คือเกียร์ที่เข้าไว้สำหรับจอดอยู่กับที่ หรือจอดบนทางลาดชัน ส่วนใหญ่มักใช้งานร่วมกับเบรกมือ

ฝึกโดยมีคนที่ขับรถเป็นนั่งอยู่บนรถด้วย

การที่จะฝึกขับรถได้นั้น ตามกฎหมาย พ.ร.บ. รถยนต์ ปี 2522 มาตรา 57 จะต้องมีผู้ที่มีใบขับขี่มาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี ควบคุมอยู่บนรถด้วยในขณะฝึกสอน (อย่าแอบเอารถออกไปฝึกเองล่ะ) ดังนั้นควรพาใครสักคนที่มีใบขับขี่นั่งไปด้วยเสมอ โดยเริ่มฝึกง่าย ๆ จาก

เล่นเกมขับรถบ่อย ๆ

งงกันใช่ไหมล่ะว่าทำไมต้องเล่นเกม ที่ให้ลองเล่นเกมก่อนก็เพื่อที่จะให้คุณได้ลองสังเกตการทำงานของรถยนต์ ให้ลองสังเกตรอบเครื่องยนต์ในเกมว่าเครื่องยนต์ในเกมนั้นเปลี่ยนเกียร์ให้ตอนไหน (เพราะว่าเกมนั้นก็เอามาจากของจริงนี่แหละ)

ฝึกเหยียบคลัชท์และเปลี่ยนเกียร์ขณะดับเครื่อง

แน่นอนว่าไม่มีใครอยากขับรถแล้วออกไปชนกับอะไรสักอย่าง ดังนั้นวิธีนี้จึงเป็นวิธีเริ่มต้นที่ควรทำเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะได้รู้จังหวะในการขับขี่ ซึ่งมีขั้นตอนการฝึก ดังนี้

  • เหยียบคลัชท์
  • เปลี่ยนเกียร์
  • ค่อย ๆ ผ่อนคลัชท์
  • เหยียบคันเร่ง

Tips : ฝึกแบบนี้วนไปเรื่อย ๆ จนชินและรู้จังหวะ

ฝึกขับในพื้นที่โล่งหรือในหมู่บ้าน

หลังจากที่เรามั่นใจในจังหวะการขับขี่ของเราแล้ว ก็ลองสตาร์ทรถและลองขับจริง ๆ ดูเลย ซึ่งในครั้งนี้ คุณต้องไปหาพื้นที่โล่ง ๆ หรือถนนยาว ๆ ให้คุณฝึกขับ โดยอาจจะเริ่มจากการขับตรงและเลี้ยวไปตามโค้ง และแน่นอนว่าตอนแรกมันจะต้องตะกุกตะกัก แต่อย่าไปยอมแพ้เชียวล่ะ

ฝึกจอดบนทางลาดและออกตัวบนทางลาด

เพิ่มความท้าทายไปอีกหนึ่งระดับ เพราะมันค่อนข้างที่จะยากจริง ๆ ตอนจอดอาจจะไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไรนัก ปัญหาคือตอนออกตัวมากกว่า ที่คุณจะต้องเลี้ยงคลัชท์ให้ดีเพื่อที่จะไม่ทำให้รถยนต์นั้นเครื่องดับ

Tips : ขณะที่จะออกตัว จังหวะที่ผ่อนคลัชท์ก็ค่อย ๆ เหยียบคันเร่งตามไปทันที

  1. ฝึกถอยหลัง

เป็นหนึ่งสิ่งที่หลาย ๆ คนกลัว ลองสังเกตได้เลยว่า แม้แต่คนที่ขับรถมานานแล้ว ยังไม่มั่นใจในตอนที่ถอยรถยนต์เลย อาจจะเป็นเพราะว่าเดี๋ยวนี้รถยนต์ใหม่ ๆ มีฟังก์ชันในการช่วยถอย ทำให้ไม่ค่อยมีใครฝึกเท่าไรนัก ซึ่งการถอยรถนั้นมีอยู่ 2 สถานการณ์หลัก ๆ เดี๋ยวผมจะมาบอกเทคนิคที่ทำได้ง่าย ในทุก ๆ สถานการณ์

  • ถอยเทียบข้าง

วิธีการถอยเทียบข้างนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่สิ่งที่สำคัญเลยคือการสังเกตและการกะที่ค่อนข้างจะแม่นยำสักเล็กน้อย โดยมีขั้นตอน ดังนี้

  1. ขับรถไปเทียบกับช่องที่ต้องการจะจอดเสียก่อน เพื่อดูว่ามีพื้นที่พอสำหรับรถของคุณหรือเปล่า
  2. หากมองแล้วว่าช่องที่จอดนั้นกว้างกว่าตัวรถเล็กน้อยแล้วล่ะก็ ให้เดินหน้าจนเทียบข้างกับรถคันที่อยู่ข้างหน้า
  3. จากนั้นถอยหลังตรงมา ให้สังเกตจากกระจกข้างของรถเราให้อยู่ตรงกับท้ายรถคันหน้า แล้วจึงค่อยเลี้ยวจนสุดพร้อมกับถอยไปเรื่อย ๆ
  4. เมื่อถอยมาจนหน้ารถของเราพ้นท้ายรถของคันข้างหน้าแล้ว จึงหักพวงมาลัยกลับให้สุดพร้อมกับค่อย ๆ ถอย
  5. จัดตำแหน่งให้พอดี
  • ถอยเข้าซอง

การถอยแบบนี้จะไม่ยากเท่ากับแบบเทียบข้าง เพราะส่วนใหญ่การถอยแบบนี้จะอยู่ในห้าง หรือสถานที่ที่มีการจัดระเบียบของที่จอดรถมาให้เป็นอย่างดี และค่อนข้างที่จะมีพื้นที่ในระดับในการถอย ด้วยวิธีดังนี้

  1. ขับรถตรงขึ้นให้เลยช่องและเฉียง 45 องศา จากช่องที่ต้องการจะถอยเข้า
  2. จากนั้นค่อย ๆ หมุนพวงมาลัยเพื่อเข้าที่จอด
  3. ตั้งรถให้ตรงและขนานกับรถยนต์คันข้าง ๆ

ฝึกที่โรงเรียนสอนขับรถ

ตรงนี้คงไม่ต้องพูดกันมากเท่าไรนัก เพราะตัดปัญหาทุกอย่างด้วยเงิน ง่ายที่สุดของทุกอย่าง ไม่ต้องกลัวทะเลาะกับใครเวลาเรียนขับรถ ก็ไปลงคอร์สเรียนเสียเลย ที่โรงเรียนสอนขับรถก็จะปูให้ตั้งแต่พื้นฐานจนไปถึงสอบใบขับขี่เลยทีเดียว

ขับรถเป็นแล้ว แต่ไม่กล้าออกถนนใหญ่เสียที

ต้องเป็นบ้างแหละ ปัญหานี้ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นกับสาว ๆ เป็นซะส่วนใหญ่ แล้วอะไรกันที่ทำให้ไม่กล้าที่จะขับไปบนถนนใหญ่ เคยเป็นกันไหมกับความกลัวเหล่านี้??

  1. กลัวการต้องขับรถคนเดียว

บางทีมันก็เหงาเหมือนกัน แม้ว่าจะขับรถเป็น แต่อาจจะเพราะว่าเพิ่งขับรถเป็นได้ไม่นาน ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในตัวเองเวลาขับรถ ไม่กล้าตัดสินใจด้วยตัวเองในบางจังหวะ บวกกับประสบการณ์บนท้องถนนนั้นมีน้อย ทำให้กลัวที่ต้องขับรถคนเดียว

  1. กลัวขับรถชน

เรื่องนี้ไม่ว่าใครก็กลัว จะมีประสบการณ์มากหรือน้อยก็ตามไม่ได้เกี่ยวเลย เพราะไม่มีใครในโลกนี้จะอยากให้เกิดอุบัติเหตุไม่ว่าจะกับตัวเองหรือว่าคนรอบ ๆ ตัวก็ตาม 

  1. กลัวที่จะต้องถอยจอดรถ

กลัวจริงอะไรจริง!! แม้แต่ผมยังกลัวถอยแล้วไปจุ๊บกับรถคันอื่นเลย เพราะกลัวที่จะเสียเงิน (ปกติก็กินแกลบกันอยู่แล้ว เศร้า) นั่นแหละครับ ไม่ชนเป็นการดีที่สุด ดังนั้นหมั่นฝึกให้คล่องจะดีที่สุด

  1. กลัวการเปลี่ยนเลน

ด้วยถนนกรุงเทพที่มีความหนาแน่นของการจราจรแล้ว แถมเข้าไปอีกกับความบ้าระห่ำของทั้งแท็กซี่และมอเตอร์ไซค์ที่เหมือนจะไร้กฎระเบียบในการขับขี่ ทำให้จะเปลี่ยนเลนแต่ละที ต้องมองให้ดีเป็นอย่างมาก และค่อนข้างที่จะน่ากลัว จนกลายเป็นสิ่งที่ฝังใจใครหลาย ๆ คนก็ว่าได้

  1. กลัวการออกปากซอย

เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะแปลก แต่ก็เป็นความจริงเช่นเดียวกัน ป้ายรถเมล์ของประเทศไทยชอบตั้งไว้ที่หน้าปากซอย เวลาที่รถเมล์มาจอดแต่ละที ก็กินเข้าไปแล้วถึง 2 เลน ทำให้เวลาออกจากปากซอยนั้นต้องวิ่งออกไปยาวถึงเลนที่ 3 ซึ่งเป็นเลนด้านขวาสำหรับรถที่ขับเร็ว ทำให้มีความน่ากลัวสูงจนไม่กล้าที่จะออกไปไหนกันเลยทีเดียว

ส่วนใครที่เข้ามาอ่านบทความนี้แล้ว เริ่มมีกะจิตกะใจที่อยากฝึกขับรถ แต่ว่ายังไม่มีรถคันแรกที่จะพอเอาไว้ฝึกได้เลยสักคัน จะซื้อมือ 1 มาเพื่อลองขับเลยก็ดูแพงเกินไป ลองเข้ามาหารถยนต์ที่นี่สิ Kaidee Auto มีให้ครบ แถมราคาไม่แรงอีกด้วย

คำถามน่ารู้เกี่ยวกับการฝึกขับรถ

จะเริ่มขับรถยังไงดี

จากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว ผมขอแนะนำให้เริ่มการฝึกขับจากรถยนต์ “เกียร์ธรรมดา” ก่อน เพราะถ้าคุณสามารถขับรถเกียร์ธรรมดาได้ รถยนต์เกียร์ออโต้นั้นจะเป็นเรื่องที่ง่ายไปเลย อีกทั้งคุณไม่มีทางที่จะรู้ได้เลยว่าในอนาคตอาจจะมีโอกาสได้ขับเกียร์ไม่วันใดก็วันหนึ่ง (ทั้งนี้คือคุณต้องมีรถที่ใช้ในการฝึกด้วย)

รถแบบไหนที่ฝึกได้ง่าย

ถ้าอยากเริ่มฝึกขับรถ ถ้าให้ง่ายที่สุดคงจะต้องเป็นรถ “เกียร์ออโต้” ที่ง่ายต่อความเข้าใจและการขับขี่

ฝึกขับด้วยตัวเองได้ไหม

ฝึกขับด้วยตัวเองได้ แต่ตามกฎหมายนั้น ต้องให้มีผู้ที่ใบขับขี่มาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี มานั่งอยู่ด้วยขณะที่ฝึก

ดอกเบี้ยรถมือหนึ่ง vs รถมือสอง ต่างกันแค่ไหน?

ดอกเบี้ยรถมือหนึ่ง vs รถมือสอง ต่างกันแค่ไหน?

ถึงเวลาอันเหมาะสมสักทีที่เราจะมีรถยนต์คู่ใจไว้เป็นของตัวเอง หลังจากที่เดินทางเบียดเสียดกับผู้คนในรถไฟฟ้า รถเมล์มาแรมปี แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าจะตัดสินใจซื้อรถทั้งที ก็คิดไม่ตกว่าระหว่างรถยนต์ป้ายแดงใหม่กริ๊บ กับรถยนต์มือสองราคามิตรภาพ มันต่างกันแค่ไหน แล้วเราควรจะเลือกอะไรดี 

แล้วรถมือหนึ่งกับรถมือสองต่างกันยังไง

ปัจจัยในการเลือกรถยนต์ นอกจากรายจ่ายที่เราต้องจ่ายออกไป ทั้งเงินดาวน์รถยนต์ เงินผ่อนรถยนต์แล้ว ยังมีข้อสังเกตอื่นๆที่เราต้องศึกษาและทำความเข้าใจเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นหนึ่งในตัวเลือกประกอบการตัดสินใจของเราด้วย

ค่าเสื่อมราคาสูงกว่า

รถมือสองมีค่าเสื่อมราคามากกว่ารถใหม่ เนื่องจากผ่านการใช้งานมาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งจะส่งผลต่อเครื่องยนต์และสภาพของรถยนต์ที่ต่างไปจากรถมือหนึ่ง สภาพการสึกหรอของรถยนต์ และระยะเวลาการใช้งานของรถทุกคัน จะต้องมีการซ่อมแซม เปลี่ยนแปลงอะไหล่ที่ใช้ในรถยนต์ ทำให้ราคาของรถมือสองยังคงมีราคาถูกลงไม่ต่างจากรถมือหนึ่งมากเท่าไร แต่จะต้องบวกค่าซ่อมแซมส่วนสึกหรอเข้าไปด้วย

การอนุมัติไฟแนนซ์มือหนึ่งง่ายกว่ามือสอง

ด้วยความที่รถมือสองมีค่าเสื่อมที่มากกว่ารถยนต์มือหนึ่ง ทำให้การอนุมัติไฟแนนซ์ของรถมือสองจะต้องมีเงื่อนไขในการยื่นไฟแนนซ์และข้อกังวลที่มากกว่ารถยนต์มือหนึ่ง 

ประกันรถยนต์

รถยนต์มือหนึ่ง จะได้เปรียบในแง่ของการทำการประกันรถยนต์ เนื่องจากรถมือหนึ่งจะสามารถทำประกันชั้น 1 ได้ ส่วนรถยนต์มือสอง หากมีอายุการใช้งานไม่เกิน 10 ปี ก็สามารถทำได้ แต่ถ้าอายุการใช้งานเกิน 10 ปี สามารถทำประกันรถยนต์ได้ที่ 3+ 

ประกันสินเชื่อ

ประกันสินเชื่อช่วยลดดอกเบี้ยเช่าซื้อรถยนต์ได้อีกเล็กน้อย เพราะไฟแนนซ์จะมั่นใจได้ว่าหากเกิดเหตุร้ายอย่างเช่นผู้ประสบเหตุเสียชีวิตก่อนกำหนด ไฟแนนซ์จะยังคงได้รับเงินจากบริษัทประกันสินเชื่อเจ้าของรถยนต์ที่มีวงเงินเบี้ยประกันรถยนต์สะสมอยู่ ไม่ต้องมีคนข้างหลังรับภาระแทน และกรรมสิทธิ์ยังคงถูกส่งมองให้ครอบครัวผู้เอาประกันต่อไป  

แบบนี้ดอกเบี้ยรถมือหนึ่งกับรถมือสองมีรายละเอียดอะไรบ้าง 

ดอกเบี้ยรถยนต์มือหนึ่ง

สำหรับเจ้าของรถยนต์ที่ออกรถป้ายแดงส่วนใหญ่ ที่มักจะเลือกซื้อรถแบบเงินผ่อนแลกกับการเสียดอกเบี้ยให้ไฟแนนซ์  ข้อสำคัญที่ควรทราบคือ เงินดาวน์จะส่งผลต่อระยะเวลาการผ่อนจ่ายค่างวดรถรถป้ายแดงสินเชื่อ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) อยู่ที่ 2-4% บางรุ่นอาจจะเหลือเพียง 2% หรือไม่มีดอกเบี้ยเลย ซึ่งเป็นไปตามโปรโมชั่นและยอดเงินดาวน์ของเรา ซึ่งยอดเงินดาวน์มีความสำคัญมากในกรณีที่ไม่ได้ซื้อขาด

สามารถคำนวณได้คร่าวๆดังนี้ เช่น

Honda Civic 2019 1.5 Hatchback Turbo ราคา 1,169,000 บาท

เงินดาวน์ 20% = 233,800 บาท

ยอดจัดสินเชื่อ = 935,200 บาท

ดอกเบี้ย 2.29% ต่อปี ระยะผ่อน 60 งวด

ค่างวดต่อเดือน = 17,372 บาท

ยอดชำระทั้งหมด 60 งวด = 1,042,320 บาท

ถ้าหากใครผ่อนมาได้สักระยะแล้วต้องการปิดยอดทั้งหมด ทางไฟแนนซ์ก็มีส่วนลดดอกเบี้ยให้ ขึ้นอยู่กับไฟแนนซ์ที่เราทำธุรกรรมด้วย แต่หากเราต้องการลดดอกเบี้ยของเงินต้นส่วนที่เหลือ ให้ใช้วิธีการโปะเงินเพื่อปิดบัญชี เพราะทางสถาบันการเงินจะต้องลดดอกเบี้ยส่วนเงินต้นไม่น้อยกว่า 50%  ให้กับเรา เพื่อให้เข้าตามเกณฑ์ว่าด้วยสัญญาธุรกิจเช่าชื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ พ.ศ. 2561 

ยอดเงินดาวน์สำคัญกับรถมือหนึ่งอย่างมาก 

เงินดาวน์ คือ เงินก้อนแรกที่คุณจะต้องจ่ายเพื่อซื้อรถยนต์ ถ้ายิ่งดาวน์ยอดรถมากเท่าไร อัตราดอกเบี้ยที่เราจะต้องส่งเพิ่มเติมในแต่ละเดือนก็น้อยลง เนื่องจากเมื่อเราจ่ายเงินดาวน์แล้ว ไฟแนนซ์จะทำการหักค่ารถออกแล้ว จะนำยอดจัด หรือยอดที่เหลือ มาคูณกับเปอร์เซ็นต์ดอกเบี้ยเงินกู้ เป็นยอดผ่อนชำระในแต่ละเดือน ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะมียอดดอกเบี้ยที่น้อยกว่าการจ่ายเงินดาวน์ต่ำ มีผลโดยตรงเฉพาะการซื้อรถยนต์มือหนึ่งเท่านั้น

อีกหนึ่งข้อสำคัญของยอดดอกเบี้ยรถยนต์ หากคุณคิดว่าเมื่อไรที่คุณมีเงินมากพอและต้องการมาโปะชำระดอกเบี้ยรถในอนาคต อาจจะต้องบอกว่า ให้คุณตัดสินใจอย่างถี่ถ้วนก่อนจะทำการซื้อรถ เพราะดอกเบี้ยรถยนต์จะต่างจากดอกเบี้ยบ้าน ตรงที่ดอกเบี้ยบ้านสามารถโปะเพื่อลดดอกเบี้ยได้ แต่ในกรณีของรถยนต์ดอกเบี้ยจะไม่ลดลง เนื่องจากเป็นดอกเบี้ยตายตัว เพราะฉะนั้น ถ้าคุณสามารถรอจนมีเงินดาวน์ที่สูงมากพอได้ แนะนำให้คุณรอ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น

ดอกเบี้ยรถยนต์มือสอง

ดอกเบี้ยแตกต่างกันชัดเจน 4%-15% ต่อปี โดยส่วนใหญ่สถาบันทางการเงินจะคำณวนดอกเบี้ยจากปีที่ผลิตรถยนต์ที่มาขอสินเชื่อ ความสมบูรณ์ของตัวรถ ยี่ห้อรถยนต์ ประเภทรถยนต์ และเงื่อนไขอื่นๆตามที่สถาบันการเงินที่รับทำไฟแนนซ์กำหนด

อัตราดอกเบี้ยของรถยนต์มือสอง จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

1.อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี (Effective Interest Rate) ดอกเบี้ยที่คำนวณจากยอดเงินที่กู้จริง ระยะเวลากู้ ความสม่ำเสมอในการจ่าย โดยดูจากเงินส่วนต่างของผู้กู้และผู้ได้รับเงินกู้ และอัตราดอกเบี้ยจะปรับเปลี่ยนตามเงื่อนไขที่สถาบันการเงินกำหนด 

2.อัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปี (Flat Interest Rate) ตัวเลขอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกำหนดไว้ตลอดจนครบสัญญา โดยไม่ขึ้นกับสถาบันทางการเงิน 

วิธีการคำนวณดอกเบี้ยรถยนต์มือสองเบื้องต้นง่ายๆ

สิ่งที่คุณจะต้องทราบ เมื่อคุณต้องการที่จะคำนวณดอกเบี้ยรถยนต์มือสองแบบง่ายๆ เพื่อทราบดอกเบี้ยและยอดผ่อนเบื้องต้น รวมถึงเป็นการวางแผนรายจ่ายที่เราจะต้องใช้จ่ายในแต่ละเดือน

1.อัตราดอกเบี้ยของแต่ละสถาบันที่เราต้องการทำไฟแนนซ์

2.ยอดจัดรวม หรือราคารถยนต์หักกับเงินดาวน์

3.ระยะเวลาในการผ่อน โดยเฉลี่ย 4-7 ปี

ที่สำคัญ เงินดาวน์ไม่มีผลต่ออัตราดอกเบี้ยของรถมือสอง เงินดาวน์สูง ไม่ได้ทำให้อัตราดอกเบี้ยถูกลง การศึกษาอัตราดอกเบี้ยไฟแนนซ์ในแต่ละสถาบัน เป็นการทำให้เราคัดเลือกการทำไฟแนนซ์ได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกที่สุด และเลือกปีผ่อนให้น้อยที่สุดเพื่อลดอัตราดอกเบี้ยของรถยนต์มือสองที่เราจะต้องผ่อนจ่าย

เพราะดอกเบี้ยรถยนต์ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเรา

ต้องยอมรับว่า ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์มือหนึ่งหรือมือสอง ก็กลายเป็นปัจจัยหลักที่คนส่วนใหญ่ เลือกที่จะเป็นเจ้าของรถยนต์สักหนึ่งคัน และหากรถยนต์มีความจำเป็น จนสามารถกลายเป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกายได้ การเลือกซื้อรถยนต์ที่ดี ราคาประหยัด สักคันจึงเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมาก นอกจากความเหมาะสมในการใช้งานแล้ว สภาพรถยนต์ที่ดี ราคารถยนต์ที่สบายๆ อัตราดอกเบี้ยที่ไม่ทำให้เราบาดเจ็บจนเกินไป จะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างคล่องตัว ในราคาที่คุ้มค่า และเรายังเหลือเงินไปทำอย่างอื่นได้อีกด้วย

แก้ปัญหารถเร่งไม่ขึ้น! เหยียบแหลกยังไงก็เต่าคลาน

แก้ปัญหารถเร่งไม่ขึ้น! เหยียบแหลกยังไงก็เต่าคลาน

สโลแกน กรุงเทพ ฯ ชีวิตดี ๆ ที่ลงตัวเป็นวลีที่ไม่ได้มาเล่น ๆ เพราะนอกจากจะรถติดคับคั่งท้องถนนแล้ว หลายคนต้องเลี่ยงรถติดออกเช้าหรือกลับดึกขึ้น ใจที่อยากถึงบ้านเร็ว ยอมเหยียบร้อยกว่าบนทางด่วนในทุกๆวัน แต่แล้ววันหนึ่งคุณดันพบว่า เหยียบให้ตายก็แค่ไหนก็เร่งไม่ได้ทันใจสักที ยิ่งสำหรับใครที่ออกต่างจังหวัดยิ่งรู้สึกเซ็ง

แต่เราเข้าใจความลำบากในการหาเวลาเอารถไปศูนย์ของคุณเป็นอย่างดี บางทีการลองแก้ปัญหาพื้นฐานของประเด็นนี้อาจช่วยคุณได้ เพราะรถยนต์ของคุณอาจไม่ได้มีปัญหาที่เกิดจากสาเหตุภายในตัวเครื่องยนต์ แต่เกิดจากปัญหาการใช้งานของคุณเองก็เป็นไปได้ค่ะ

สาเหตุของรถเร่งไม่ขึ้นและวิธีการแก้ปัญหา

1.น้ำมัน

ใครจะไปนึกถึงว่าน้ำมันที่เติม ๆ กันอยู่ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้รถเครื่องอืดได้ อันนี้ไม่ได้นับปัญหาที่เติมน้ำมันผิดจนเครื่องสะอึกหรือสำลักน้ำมันนะคะ ในยุคนี้น้ำมันผสม เช่น E10 (แก๊สโซฮอลล์) , E20, E85 ต่างๆ เป็นตัวเลือกที่ผู้ขับขี่นิยมใช้มากกว่าเบนซิน 95, 91 ด้วยราคาที่ถูกกว่าหลายบาทต่อลิคร

ยิ่งในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้แล้ว การเลือกน้ำมันที่ประหยัดที่สุดสำหรับการวิ่งในเมือง น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว แต่รู้ไหมคะว่า การเลือกน้ำมันที่ประหยัด แม้จะเป็นเรื่องดีสำหรับการใช้วิ่งในเมือง

 ทว่าเมื่อคุณต้องทำความเร็วขณะขับขี่บนทางด่วนหรือทางหลวงออกต่างจังหวัด กลับเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเวิร์ค เพราะน้ำมันเหล่านี้ถูกเจือจางผสมกับเอทานอล ทำให้น้ำมันที่สามารถนำไปหล่อลื่นเครื่องยนต์ให้ทำงานได้เร็วและเร่งแรงได้น้อยลง เมื่อคุณขับด้วยน้ำมันผสมเหล่านี้ จึงรู้สึกว่ารถเร่งไม่ขึ้นและอืดอย่างมาก 

วิธีแก้คือ หากคุณเป็นผู้ขับขี่ที่มักใช้ความเร็วเป็นประจำ แนะนำให้เติมเบนซิน 95, 91 ไปเลยจะดีกว่า ยิ่งวิ่งไกลอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันก็ใกล้เคียงเจ้าตัวน้ำมันผสมเลยค่ะ หรือถ้าคุณคิดว่าเบนซินแพงเกินไป อาจเติมเป็นแก๊สโซฮอลล์แทนก็ได้นะคะ 

2.โหมด ECON

รถยนต์สมัยใหม่มักจะมีโหมดประหยัดน้ำมันหรือโหมด ECON ติดมาให้ด้วย ไม่ว่าคุณจะขับรถรุ่นเล็กหรือรุ่นใหญ่ล้วนมีมาด้วย ทว่าโหมดนี้ช่วยประหยัดน้ำมันก็จริง แต่ในการเร่งแซงหรือขับด้วยความเร็ว มักเกิดอาการเร่งไม่ขึ้น เช่น คุณต้องการจะเร่งแซงขวาบนทางหลวง แต่เมื่อคุณออกขวาไปแล้วแทนที่รถจะพุ่ง กลับกลายเป็นว่าคุณดันขับช้าจนคันหลังที่ตามมาต้องกระพริบไฟใส่ 

วิธีแก้ของปัญหานี้คือ การเร่งแซงด้วยเกียร์ S แทนการใช้เกียร์ D หากคุณต้องใช้รถในระยะไกลแนะนำให้ปิดโหมด ECON เพราะนอกจากจะอืดแล้ว ยังเปลืองน้ำมันมากกว่าการไม่ใช้โหมดนี้อีกค่ะ

3.ลมยาง

ปัญหาง่าย ๆ แต่หลายคนคิดว่าคงไม่เกี่ยว ลมยางที่อ่อนลงไปเพียงนิดหน่อยก็สามารถทำให้รถของคุณเต่าคลาน เพราะว่าลมยางที่อ่อนทำให้รถไม่ยึดติดถนนเท่าที่ควร ขับเร็วหน่อยรถก็ส่ายเสียแล้ว ไหนจะแรงขับเคลื่อนล้อที่เร็วแต่สภาพยางกลับเป็นตัวรั้งทำให้วิ่งช้ากว่าที่ควร หากนึกไม่ออกลองจินตนาการภาพคุณขี่จักรยานยางแบนดูว่าคุณต้องใช้แรงถีบมากขนาดไหนกว่าจักรยานคันนั้นจะขยับ จะขี่ตามเพื่อน ๆ ก็ไม่ทันใครเขา

วิธีแก้คือ การหมั่นเช็คลมยางบ่อยๆ และสำรวจว่ายางของคุณมีจุดรั่วตรงไหนบ้างหรือเปล่า ผู้ขับขี่มักจะสังเกตได้ก่อนจากความรู้สึกส่ายของรถ การควบคุมพวงมาลัยไม่เสถียร เร่งไม่ค่อยขึ้น เป็นต้น อย่างน้อยควรเช็คสักสองอาทิตย์ต่อครั้งเวลาไปเติมน้ำมันก็ได้ค่ะ

4.บรรทุกสิ่งของ 

สำรวจดูภายในรถและหลังรถของคุณว่าได้ขนของอะไรไว้เยอะ ๆ มั้ย เช่น หลังรถคุณอาจจะมีทั้งเครื่องสูบลมรถยนต์ อุปกรณ์การช่าง หรือสาว ๆ อาจจะมีของใช้ของกินไว้เต็มรถ หนึ่งในสาเหตุที่รถเร่งไม่ขึ้นก็มาจากการบรรทุกของหนักเกินไป แน่นอนว่า หลายคนอาจมองว่าการบรรทุกของหนักไม่เห็นเป็นไรเลย ก็รถมีไว้ขนของอยู่แล้ว ถ้าคุณไม่ได้ใช้ความเร็วก็ไม่เป็นไร แต่หากคุณต้องการใช้ความเร็วล่ะก็ น้ำหนักของสิ่งของเหล่านี้เป็นตัวถ่วงชั้นเลิศที่นอกจากจะทำให้รถขับได้ช้ามากแล้ว ยังเปลืองน้ำมันโดยใช่เหตุอีกด้วย 

สำหรับวิธีแก้ก็ง่าย ๆ เลยค่ะ อย่าขนของเยอะจนเกินจำเป็น ยกตัวอย่างเช่น หลังรถมีแต่น้ำเปล่าสองลัง น้ำก็มีน้ำหนักเยอะด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว ยิ่งมีสองลังคิดไม่ออกเลยค่ะว่าจะหนักขนาดไหน

5.ระบบแอร์รถไม่เย็น

บางคนอาจจะสงสัยระบบแอร์มันเกี่ยวกับอัตราเร่งของรถยนต์ได้อย่างไร ต้องบอกก่อนว่าระบบแอร์รถยนต์นั้นใช้การทำงานของเครื่องยนต์มาช่วยในการทำงานของคอมแอร์ เมื่อแอร์ไม่เย็น หรือคอมแอร์มีปัญหา การดึงแรงเครื่องยนต์มาจะเยอะกว่าปกติ ทำให้รอบการทำงานของเครื่องสูงและมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันโดยใช่เหตุ เหตุนี้ทำให้เครื่องทำงานหนักเกินจำเป็นและไม่ถ่ายกำลังไปใช้ในการเร่งเครื่องยนต์

วิธีแก้ปัญหานี้คือ การพารถยนต์เข้าศูนย์เพื่อเช็คปัญหาระบบคอมแอร์ หากคุณเริ่มสังเกตว่าแอร์คุณไม่เย็น หรือสตาร์ทรถแล้วมีเสียงดังมาจากตัวแอร์ ควรนำเข้าไปให้ช่างเช็คระบบทุกอย่าง ประกอบกับมีอาการรถเร่งไม่ขึ้นแล้ว ไม่ควรโฟกัสไปที่ปัญหาจากเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากตัวชดเชยรอบ หรือ A/C Idle-up Valve ของระบบแอร์อาจพังทำให้เครื่องยนต์ทำรอบสูงกับระบบแอร์เพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการชดเชยรอบให้แก่การทำงานของเครื่องยนต์

ดั่งสำนวนสุภาษิตที่ว่า เส้นผมบังภูเขา คนเรามักจะตามหาสาเหตุและวิเคราะห์ปัญหาจากการอนุมานเป็นอย่างแรก หลายคนเมื่อรู้สึกว่ารถเร่งไม่ขึ้น มักจะโฟกัสไปที่ระบบเครื่องยนต์มีปัญหาเป็นอย่างแรก โดยลืมนึกถึงปัจจัยง่าย ๆ หลายอย่าง แน่นอนว่าปัจจัยที่ได้กล่าวมาก็ไม่ใช่สาเหตุของปัญหาทั้งหมด เพียงเป็นคำแนะนำสำหรับปัญหารถเร่งไม่ขึ้นที่สามารถลงมือแก้ไขในเบื้องต้นได้ก่อน 

หากใครที่มองว่าการซื้อรถยนต์สักคันจะต้องดูแลเยอะแยะมากมายขนาดนี้ ใช้ไม่นานก็คงต้องเปลี่ยน การลงทุนซื้อรถยนต์มือสองที่มีราคาประหยัดและสามารถเปลี่ยนได้บ่อยแถมราคาขายไม่ตกอย่างในแอปพลิเคชัน Kaidee ก็เป็นทางเลือกที่ใหม่ ๆ ที่น่าลองพิจารณาดูนะคะ