5 ศูนย์พระเครื่องสุดดังประจำประเทศไทย

5 ศูนย์พระเครื่องสุดดังประจำประเทศไทย

คนไทยส่วนมากนับถือศาสนาพุทธ ซึ่งในพุทธศาสนานั้นก็มีศีลธรรมและคำสั่งสอนที่ดีงาม และยังมีการไหว้พระบูชาที่เป็นอีกหนึ่งการกระทำอันดีที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจของเรา ซึ่งนอกจากจะมีพระพุทธรูปแล้ว ยังมีพระเครื่องหรือพระพิมพ์องค์เล็กๆเช่นในปัจจุบัน ที่ผู้คนต่างเช่ามาบูชาหรือสวมใส่เพื่อความสบายใจ

พระเครื่องคืออะไร?

พระเครื่องหรือพระพิมพ์ในสมัยก่อนที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นการเสริมบารมีของผู้ใส่ ในปัจจุบันได้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องรางของขลังที่เราต่างเช่ามาสวมใส่เพื่อปกป้องคุ้มครอง เป็นสิริมงคลและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ 

พระเครื่องและความเชื่อ

คนไทยเราใช้ชีวิตอยู่กับเรื่องความเชื่อมาตั้งแต่สมัยโบราณ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติหรือวัตถุสิ่งของต่างๆ ก็เกิดความเชื่อที่เกี่ยวโยงกันขึ้น ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ก็กลายเป็นต้นกำเนิดของประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆที่สืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน

ซึ่งหนึ่งในวัตถุสิ่งของที่เกี่ยวโยงกับความเชื่อและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยนั่นคือพระเครื่องนั่นเอง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะมีผู้ที่ชื่นชอบ สะสม และศรัทธาในพระเครื่องเป็นอย่างมากที่มักจะถูกเรียกว่าเซียนพระ     

แต่เดิมนั้นพระเครื่องจะเป็นที่นิยมกันในเฉพาะกลุ่มเซียนพระและผู้ที่มีความศรัทธากับพระบางองค์บางวัด และต่อมาพระเครื่องเริ่มเป็นที่นิยมของผู้คนทั่วไปมากขึ้น เมื่อมีวัดใดให้เลขดังจนมีคนถูกหวยหรือเมื่อมีข่าวที่เกี่ยวข้องกับผู้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุร้ายแรงที่ได้สวมใส่พระเครื่องรุ่นต่างๆ จึงทำให้ผู้คนเริ่มเช่าพระเครื่องและนำมาสวมใส่เพื่อความเป็นสิริมงคลและปกป้องกันมากขึ้น และยังเป็นการช่วยให้วัดแต่ละที่ มีผู้คนเข้ามาสักการะบูชากันมากขึ้น

การเล่นพระ

เดิมทีที่พระเครื่องเป็นวัตถุมงคลและของคลังที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคน ทำให้ผู้คนบางกลุ่มเริ่มสะสมพระเครื่องกันมากขึ้น ซึ่งเริ่มแรกนั้นก็อาจสะสมเป็นความชื่นชอบ หรือเพื่อบูชาส่วนตัว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์หรือปาฏิหารย์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อและพระเครื่องทำให้ผู้คนทั่วไปเริ่มหันมาสนใจกันมากขึ้น

เมื่อผู้คนต่างหันมาสนใจ ศรัทธาและเชื่อในความขลังหรือปาฏิหารย์ต่างๆที่เกิดขึ้นจากการครอบครองหรือสวมใส่พระเครื่อง ทำให้เกิดความต้องการที่มากขึ้นตามไปด้วย ยิ่งหากพระเครื่ององค์นั้นมีการบอกต่อพูดคุยถึงเหตุการณ์ปาฏิหารย์ที่เคยเกิดขึ้นกับผู้สวมใส่ ก็จะทำให้ราคาพระเครื่ององค์นั้นหรือรุ่นนั้นมีราคาที่สูงขึ้นไปอีก 

ซึ่งพระเครื่องบางรุ่นนั้นเริ่มแรกอาจมีราคาเพียงหลักร้อยหรือหลักพัน แต่สุดท้ายก็ถูกความต้องการและความเชื่อต่างๆทำให้ราคาพระเครื่ององค์นั้นสูงขึ้นจนอาจถึงหลักล้านได้ และเป็นธรรมดาที่เมื่อวัตถุสิ่งของที่มีราคาหลักร้อย กลับสูงขึ้นเป็นหลักหมื่น แสนหรือล้าน ก็ย่อมมีการแลกเปลี่ยนซื้อขายหรือเราอาจะเรียกว่าการ “เล่น” เกิดขึ้น 

การเล่นพระเครื่องคล้ายกับการสะสมพระเครื่องหายากหรือการซื้อมา-ขายไปของคนที่มีอาชีพรับซื้อของโบราณหรือพระเครื่อง และเมื่อเวลาผ่านไป วงการและตลาดของพระเครื่องเริ่มกว้างมากขึ้น ทำให้เกิดศูนย์พระเครื่องขึ้นมากมายในแต่ละพื้นที่และจังหวัด 

5 ศูนย์พระเครื่องสุดดังประจำประเทศไทย

ศูนย์พระเครื่องในปัจจุบันมีอยู่มากมายหลายพื้นที่ในหลายจังหวัด ซึ่งส่วนมากเซียนพระและผู้ที่เล่นพระอย่างจริงจังมักจะวิ่งหาพระเครื่องทุกที่อยู่แล้ว ดังนั้นในบทความนี้เรายกเอา 5 ศูนย์พระเครื่องที่เป็นที่นิยมและเซียนพระต่างรู้จักมาแนะนำกัน

1.ศูนย์พระเครื่องบางกะปิ

ในเขตบางกะปิที่เป็นหนึ่งในโซนที่มีผู้คนอาศัยอยู่มาก และมีสถานที่เช่นห้างสรรพสินค้ามากมาย รวมถึงยังเป็นหนึ่งแหล่งธุรกิจในกรุงเทพอีกด้วย ซึ่งหากพูดถึงศูนย์พระเครื่องในเขตนี้แล้วก็ต้องพูดถึงศูนย์พระเครื่องบางกะปิ 

ศูนย์พระเครื่องบางกะปินี้ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาบางกะปิ เปิดและปิดตามเวลาห้าง ซึ่งในศูนย์พระเครื่องนี้มีร้านพระเครื่องมากมายหลายร้าน มีทั้งพระเครื่อง วัตถุมงคล และสิ่งของศักดิ์สิทธิ์มากมายให้เช่ากัน หากใครอยู่ละแวกเขตนี้ก็สามารถลองมาเดินชมกันได้ 

2.ศูนย์พระเครื่องเทสโก้โลตัสปิ่นเกล้า

ในละแวกปิ่นเกล้าที่อยู่ในฝั่งธนบุรีมีศูนย์พระเครื่องมากมาย หนึ่งในนั้นคือศูนย์พระเครื่องเทสโก้โลตัสปิ่นเกล้า ที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาปิ่นเกล้า ซึ่งจะรวบรวมร้านพระเครื่องหลากหลายร้านไว้อยู่บริเวณชั้น 6 ของห้าง ถือเป็นอีกแหล่งที่เซียนพระและผู้ที่สนใจด้านนี้มักมาเดินชมกัน

3.ศูนย์พระเครื่อง SC Plaza (สายใต้ใหม่)

ถัดจากปิ่นเกล้ามาที่เขตตลิ่งชัน มีศูนย์พระเครื่องเอสซี พลาซ่า (SC Plaza Amulet Center) ที่ตั้งอยู่ในสถานีขนส่งสายใต้ใหม่หรือ SC Plaza ชั้น 3 ซึ่งในวันจันทร์ อังคารและเสาร์จะมีตลาดนัดพระเครื่องที่มีหลากหลายร้านมาตั้งแผง เปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น แต่ตัวห้าง SC Plaza นั้นจะเปิดตลอด 24 ชัั่วโมง เพราะเป็นสถานีขนส่งที่มีรอบเดินรถตลอดทั้งวัน 

4.ศูนย์พระเครื่อง อ.ต.ก.(จตุจักร) 

ในบริเวณใกล้เคียงกับสวนจตุจักรนั้น มีตลาดพระเครื่องที่รวบรวมร้านและแผงลอยที่ตั้งอยู่ในตลาด อ.ต.ก. ซึ่งจะมาตั้งขายกันมากมาย โดยเฉพาะในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ และยังถือเป็นแหล่งพบปะ พูดคุยของเซียนพระและผู้ที่สนใจด้านพระเครื่องอีกด้วย  

5.ศูนย์พระเครื่องพันทิพย์งามวงศ์วาน

อีกหนึ่งศูนย์พระเครื่องที่มีขนาดใหญ่ และเป็นที่นิยมเป็นอันดับต้นๆในประเทศไทย นั่นคือ ศูนย์พระเครื่องพันทิพย์งามวงศ์วาน โดยตั้งอยู่ในศูนย์การค้าพันทิพย์ งามวงศ์วาน ชั้น 3 ซึ่งมีทั้งเป็นร้านค้าและเป็นแบบแผงลอยวางจำหน่ายพระเครื่องและ วัตถุมงคลมากมาย และในตัวศูนย์การค้ายังมีศูนย์อาหารและในชั้นอื่นๆยังมีจำหน่ายสินค้าทั่วไปมากมาย  

สรุป

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร ความเชื่อด้านวัตถุของคนไทยยังคงมีอยู่และมีมากขึ้นเรื่อยๆ และความหายากของพระเครื่องรุ่นเก่าก็ยิ่งหายากมากขึ้นเช่นกัน แต่ในปี 2020 ที่มีวิกฤตโควิด-19 ทำให้ธุรกิจต้องหยุดชะงัก รวมถึงวงการตลาดพระเครื่องที่ได้รับผลกระทบอย่างมากเช่นเดียวกัน 

ซึ่งแม้ว่าตอนนี้ศูนย์พระเครื่องจะเริ่มกลับมาเปิดให้บริการเป็นปกติแล้ว แต่ก็ยังคงต้องระมัดระวังเรื่องการควบคุมโรค ดังนั้นนอกจากศูนย์พระเครื่องแล้ว ที่ Kaidee ของเรามีหมวดหมู่พระเครื่องให้ทุกท่านได้เข้าไปเลือกชมและปล่อยให้เช่าพระเครื่องได้อย่างสะดวก (แต่เน้นว่าต้องเป็นพระแท้เท่านั้นนะ) ลองเข้าไปดูกันเลย

ประวัติที่มาหลวงพ่อ วัดไร่ขิง เล่าตำนานและประสบการณ์

ประวัติที่มาหลวงพ่อ วัดไร่ขิง เล่าตำนานและประสบการณ์

วัดไร่ขิง หรือ วัดมงคลจินดาราม เป็นพระอารามหลวงของจังหวัดนครปฐม ตั้งที่ริมแม่น้ำท่าจีน ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม วัดไร่ขิงเป็นวัดที่มีประวัติเก่าแก่มายาวนาน และมีพระพุทธรูปประจำวัดที่รู้จักกันในชื่อ หลวงพ่อวัดไร่ขิง นั่นเอง

ซึ่งตำบลไร่ขิงมีที่มาจากพื้นที่นี้ของตำบลนี้ในอดีตเป็นพื้นที่ของชาวจีนมาอาศัยอยู่และนิยมปลูกขิงเพื่อค้าขาย จนกลายเป็นชื่อตำบลไร่ขิงและวัดไร่ขิงในปัจจุบัน ส่วนชื่อ วัดมงคลจินดาราม เป็นชื่อที่ถูกตั้งขึ้นมาใหม่โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส แต่ชาวบ้านส่วนมากก็ยังนิยมเรียกชื่อเดิม

วัดไร่ขิงภายนอก

หลวงพ่อ วัดไร่ขิง

หลวงพ่อวัดไร่ขิง พระพุทธรูปปางมารวิชัยอันศักดิ์สิทธิ์ของวัดไร่ขิงที่มีขนาดหน้าตักกว้าง 4 ศอก 2 นิ้วเศษ สูง 4 ศอก 16 นิ้วเศษ มีนิ้วเรียวงามตามแบบพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย แต่พระพักตร์คล้ายพระพุทธรูปแบบรัตนโกสินทร์ หลวงพ่อวัดไร่ขิงประดิษฐานเหนือฐานชุกชี

ประวัติที่มา

สำหรับประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อวัดไร่ขิง จังหวัดนครปฐม นั้น ยังไม่ได้มีปรากฏแน่ชัด แต่ว่ากันว่ามีทั้งหมด 4 ตำนานด้วยกัน ได้แก่

ตำนานที่ 1

เมื่อครั้งที่สมเด็จพระพุฒาจารย์(พุก)ซึ่งเป็นชาวเมืองนครชัยศรี ได้มีเข้ามาที่วัดบริเวณอำเภอสามพรานและเข้าไปในอุโบสถของวัดไร่ขิง ท่านมีความเห็นว่าพระประธานของวัดไร่ขิงมีขนาดเล็กเกินไปจึงบอกให้ท่านอาวาสวัดไร่ขิงและชาวบ้านอัญเชิญพระพุทธรูปจากวัดศาลาปูนวรวิหาร จังหวัดอยุธยามาประดิษฐานไว้ที่วัดไร่ขิง ในวันพระขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์

ตำนานที่ 2

เมื่อปี พ.ศ. 2394 สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) ที่ขณะนั้นดำรงสมณศักดิ์พระธรรมราชานุวัตรและอยู่ที่วัดศาลาปูนวรวิหาร ได้กลับมาสร้างวัดไร่ขิงที่บ้านเกิดของตนเอง มีการอัญเชิญพระพุทธรูปในอยุธยามาประดิษฐานไว้ในอุโบสถ แต่ท่านมรณภาพเสียก่อนการก่อสร้างจะเสร็จสิ้น และ พระธรรมราชานุวัตร (อาจ จนฺทโชติ) หลานชายของท่านก็ได้มาสานต่อและบูรณะวัดไร่ขิงจนตลอดจนสิ้นอายุของท่าน

ตำนานที่ 3

กล่าวว่าเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธรูปทั้ง 5 (หรือ 3) องค์ที่ลอยน้ำมา ตำนานเล่าต่อกันว่า มีพี่น้องชาวเหนือ 5 คน ที่ได้บวชและสำเร็จกลายเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบัน ทั้ง 5 คนได้อธิษฐานว่า ‘จะขอช่วยเหลือสัตว์โลกถึงแม้จะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม’ และเมื่อทั้งพระอริยบุคคล 5 รูปได้ดับขันธ์แล้วจึงเข้าไปสิงสถิตอยู่ที่พระพุทธรูปทั้ง 5 องค์เพื่อช่วยคนที่อยู่ติดแม่น้ำให้พ้นทุกข์ จึงลอยแม่น้ำมา 5 สายและถูกอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดต่าง ๆ ดังนี้

  • องค์ที่ 1 ลอยไปตามแม่น้ำบางปะกง ขึ้นสถิตที่วัดโสธรวรวิหาร เรียกกันว่า “หลวงพ่อโสธร”
  • องค์ที่ 2 ลอยไปตามแม่น้ำท่าจีน ขึ้นสถิตที่วัดไร่ขิง เรียกกันว่า “หลวงพ่อวัดไร่ขิง”
  • องค์ที่ 3 ลอยไปตามแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นสถิตที่วัดบางพลี เรียกกันว่า “หลวงพ่อวัดบางพลี” แต่บางตำนานก็ว่า หลวงพ่อวัดบางพลีเป็นองค์แรกในจำนวน 5 องค์ จึงเรียกว่า “หลวงพ่อโตวัดบางพลี “
  • องค์ที่ 4 ลอยไปตามแม่น้ำแม่กลอง ขึ้นสถิตที่วัดบ้านแหลม “หลวงพ่อวัดบ้านแหลม”
  • องค์ที่ 5 ลอยไปตามแม่น้ำเพชรบุรี ขึ้นสถิตที่วัดเขาตะเครา “หลวงพ่อวัดเขาตะเครา”

ตำนานที่ 4

เป็นตำนานของชาวนครปฐมที่กล่าวว่า มีพระพุทธรูป 3 องค์ลอยน้ำขึ้นมา แสดงปาฏิหาริย์ที่บ้านศรีมหาโพธิ์ จงเรียกตำบลนั้นว่า ‘ตำบลบางพระ’ หลังจากนั้นจึงลอยน้ำทวนขึ้นมาใหม่เรียกว่า ‘ตำบลสามประทวน หรือ ตำบลสัมปทวน’ และเมื่อชาวบ้านนำพระพุทธรูปขึ้นมาไม่สำเร็จต้องมีการตากแดดฝน จึงได้มีการตั้งชื่อว่า ‘บ้านลานตากฟ้า’ และ ‘บ้านตากแดด’ นั่นเอง โดยพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ก็ได้ประดิษฐานตามที่ต่าง ๆ ดังนี้

  • องค์ที่ 1 ณ วัดไร่ขิง เรียกกันว่า “หลวงพ่อวัดไร่ขิง”
  • องค์ที่ 2 ณ วัดบ้านแหลม เรียกว่า “หลวงพ่อวัดบ้านแหลม”
  • องค์ที่ 3 ณ วัดเขาตะเครา เรียกว่า “หลวงพ่อวัดเขาตะเครา”
หลวงพ่อวัดไร่ขิงแบบ Worm Eye View

เหตุอัศจรรย์

เหตุอัศจรรย์ของหลวงพ่อวัดไร่ขิงนั้นมีเรื่องเล่าว่า ปรากฏครั้งแรกตั้งแต่วันที่ชาวบ้านได้มีการอัญเชิญหลวงพ่อวัดไร่ขิงขึ้นมาจากแม่น้ำ พระอาทิตย์ที่กำลังส่องแสงจ้าหายไปในทันใด แล้วปรากฏเมฆดำทะมึน ลมปั่นป่วน ฟ้าคะนองกึกก้อง และฝนก็ตกลงมาแทน ทำให้ชาวบ้านเกิดความปีติยินดี และอธิษฐานเป็นเสียงเดียวกันว่า “หลวงพ่อจักทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข ดับความร้อน คลายความทุกข์ ให้หมดไป ดุจสายฝนที่เมทนีดลให้ชุ่มฉ่ำ เจริญงอกงามด้วยธัญญาหาร ฉะนั้น”

ความศักดิ์สิทธิ์

หลวงพ่อวัดไร่ขิงมีความศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกเล่าต่อกันมาว่าเป็นผู้ที่มีความขลัง ศักดิ์สิทธิ์ เมตตา ในด้านเวทมนตร์คาถา ให้เกิดความแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี และให้พรตามความปรารถนาของผู้ที่ศรัทธามากมายไม่ว่าจะเป็น หลวงพ่อวัดไร่ขิงปิดทองไม่ติด รักษาโรคภัยต่าง ๆ ให้หายได้ และยังช่วยให้ผู้คนรอดพ้นจากความตายมากมายอีกด้วย

การบนบานศาลกล่าว

สำหรับการขอพรที่หลวงพ่อวัดไร่ขิงนั้น มีวิธีการดังนี้

  • ตั้งนะโม 3 จบ
  • สวดพระคาถาบูชาหลวงพ่อวัดไร่ขิง 3 5 หรือ 9 จบ
  • ระลึกถึงหลวงพ่อวัดไร่ขิง
  • เมื่อสมหวังตามปรารถนาให้ไปกราบไหว้หลวงพ่อ

คาถาบูชาหลวงพ่อวัดไร่ขิง

ตั้งนะโม 3 จบ
กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา
มะเหสักขายะ เทวะตายะ อะภิปาถิตัง
อิทธิปาฏิหาริกัง มังคะละจินตารามะ พุทธะปะฏิมากะรัง
ปูชามิหัง ยาวะชีวัญจะ สุกัมมิโก สุขะปัตถิตายะ

และเมื่อสมความปรารถนาแล้วคนส่วนมากนิยมจุดประทัดซึ่งเพื่อประกาศว่าได้รับสมปรารถนาแล้ว นอกจากนี้ก็ยังมีคนมากมายถวาย ว่าว เพื่อแก้บน เพราะเชื่อกันว่าเป็นสิ่งที่หลวงพ่อวัดไร่ขิงชื่นชอบ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นว่ากันว่า สิ่งที่ห้ามขอจากหลวงพ่อวัดไร่ขิงคือ ขอให้ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร มิเช่นนั้นคุณอาจจะได้ไปเกณฑ์ทหารแบบที่ไม่ต้องการก็ได้

งานนมัสการหลวงพ่อ วัดไร่ขิง

สำหรับวัดไร่ขิงนั้นจะมีการจัดงานนมัสการหลวงพ่อวัดไร่ขิงขึ้นปีละ 3 ครั้ง ได้แก่

  • เทศกาลวันออกพรรษา (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11) ซึ่งจะมีกิจกรรมตักบาตรเทโว และฟังเทศน์ ถือเป็นโอกาสให้มีการปิดทองนมัสการหลวงพ่อด้วย
  • เทศกาลตรุษจีน เพื่อให้ชาวจีนที่เคารพบูชาหลวงพ่อ ได้มีโอกาสกราบไหว้ปิดทองถวายเป็นพุทธบูชา
  • เทศกาลนมัสการปิดทองรูปหลวงพ่อประจำปี (วันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 5 ถึง วันแรม 3 ค่ำ เดือน 5)

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ วัดไร่ขิง

การเดินทาง

การเดินทางไปยังวัดไร่ขิงสามารถทำได้ด้วยหลากหลายวิธี ดังนี้

  • ขับรถจากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางสายถนนเพชรเกษม ผ่านสวนสามพราน ป้ายวัดไร่ขิงอยู่ทางขวามือ
  • รถเมล์ สาย 84 และสาย 556
  • รถตู้ประจำทาง สายกรุงเทพฯ-นครปฐม/กรุงเทพฯ-ราชบุรี/กรุงเทพฯ-บางลี่/กรุงเทพฯ-สุพรรณบุรี ลงปากทางเข้าวัดไร่ขิง แล้วต่อรถโดยสารประจำทางเข้าไปยังวัดไร่ขิง
  • รถตู้ประจำทาง สายเมอรี่คิงส์ปิ่นเกล้า-วัดดอนหวาย-วัดไร่ขิง

ข้อมูลติดต่อ

สรุปท้ายบทความ

นี่คือ ประวัติ ตำนาน และประสบการณ์ของวัดไร่ขิงที่ถูกเล่าต่อ ๆ กันมา จนทำให้วัดไร่ขิงแห่งนี้ได้รับการกราบไหว้บูชาจากผู้คนนับพัน และถ้าใครที่ไม่สะดวกไปวัดไร่ขิงบ่อย ๆ ก็สามารถเข้ามาหาซื้อวัตถุมงคลทั้งหลวงพ่อวัดไร่ขิง หรือ หลวงพ่อองค์อื่น ๆ ได้ที่ Kaidee