Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
ถ้าพูดถึงย่านเศรษฐกิจสำคัญของกรุงเทพมหานคร ทุกคนจะต้องนึกถึงย่านใหญ่ ๆ ของกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น สยาม ชิดลม สีลมและสาทร เป็นต้น แต่ในปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีขนาดเศรษฐกิจและประชากรที่ขยายใหญ่ขึ้น จึงทำให้กรุงเทพมหานครเกิดย่านเศรษฐกิจแห่งใหม่ขึ้นมา เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจ ไม่วา่จะเป็นเรื่องการขยายตัวของอสังหาริมทรัพย์ เช่น ตึกสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า รวมไปถึงที่พักอาศัยอย่าง คอนโดมิเนียม เป็นต้น ที่กำลังขยายออกมาตั้งอยู่ในย่านเศรษฐกิจใหม่หรือที่เรียกกันว่า New CBD ย่ามาจาก Central Business District ที่มีความหมายภาษาไทยว่า ย่านศูนย์กลางทางธุรกิจ เป็นย่านที่เป็นศูนย์รวมของแหล่งงาน กิจการธุรกิจต่าง ๆ และยังรวมไปถึงมี LifeStyle ทางสังคมต่าง ๆ ของคนเมือง ซึ่งจะนึกถึงย่านไหนไม่ได้เลย นั่นคือ ย่านรัชดาฯ – พระราม 9 ทำเลทอง ทำเล New CBD แห่งใหม่ของกรุงเทพมหานคร
ปัจจัยที่ทำให้เกิด New CBD
1. ทำเลที่รวมธุรกิจต่าง ๆ
โดยการที่จะเกิด New CBD ได้นั้นต้องมีปัจจัยที่สำคัญในการขับเคลื่อน นั่นคือ การมีธุรกิจต่าง ๆ เข้ามาตั้งบริษัทที่ทำเลนั้น ๆ อย่างในปัจจุบัน ทำเล New CBD รัชดาฯ – พระราม 9 เป็นทำเลที่บริษัทต่าง ๆ ได้เข้ามาตั้งบริษัทตามอาคารสำนักงานตึกสูงหลายแห่ง ทำให้เกิดการจ้างงานและดึงกลุ่มคนทำงาน เข้ามาทำงานในทำเลนี้ จึงทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่เติบโตขึ้น ยกตัวอย่างตึกสำนักงานอย่าง
ตึก G-Tower Unilever House The Ninth Tower พระราม 9 ตึกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย AIA Capital Center True Tower1
และตึกสำนักงานอีกหลายแห่งที่มีบริษัทต่าง ๆ เช่าพื้นที่ให้เป็นพื้นที่สำหรับออฟฟิศของบริษัทอยู่เยอะเลยละ
2. การคมนาคมที่สะดวกสบาย
แน่นอนว่าเป็นแหล่งรวมธุรกิจของบริษัทต่าง ๆ แล้ว การเดินทางเข้ามาในทำเลก็ต้องมีความง่ายและสะดวกสบาย ซึ่งปัจจุบันทำเล รัชดาฯ – พระราม 9 เป็นทำเลที่มีการคมนาคมที่ครอบคลุม เดินเข้ามาง่าย ไม่ว่าจะเป็นการใช้รถยนต์ ใช้ขนส่งสาธารณะอย่างรถเมล์ที่นั่งเข้ามาได้จากหลายสาย ที่สำคัญระบบรถไฟฟ้า MRT ที่สามารถนั่งมาจากสถานีไหนก็ได้ก็สามารถเชื่อมต่อมายังสถานีในทำเล รัชดาฯ – พระราม 9 ได้อย่างสะดวกสบาย โดยในปัจจุบัน เส้นทาง รัชดาฯ – พระราม 9 จะมี รถไฟฟ้า MRT สถานี พระราม 9, ศูนย์วัฒนธรรม, และมีพื้นที่ใกล้เคียงอย่าง สถานีห้วยขวาง, สถานีสุทธิสาร และสถานีรัชดาภิเษก ที่อยู่ใกล้พื้นที่พระราม 9 นั่นเอง
3. ที่พักอาศัย
และแน่นอนว่าขึ้นชื่อว่าเป็นทำเล New CBD แล้ว ในพื้นที่ทำเลนี้จะต้องมีแหล่งชุมชนบ้านเรือนของประชากรเดิมที่มีอยู่แล้ว และมีโครงการของคอนโดมิเนียมและโครงการหมู่บ้านต่าง ๆ ต่างก็พากันมาลงทุนซื้อพื้นที่ในทำเลนี้สร้างที่อยู่อาศัย เพื่อรองรับประชากรที่ต้องเพิ่มขึ้นในปัจจุบันและในอนาคต ซึ่งในปัจจุบันเราก็ได้เห็นโครงการคอนโดมากมายที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะรองรับคนที่มีกำลังซื้อเพื่ออาศัยอยู่หรือซื้อเพื่อลงทุน ปล่อยเช่า โดยทำเลนี้ก็เหมาะกับคนที่เข้ามาทำงานในทำเลพระราม 9 เพื่อจะได้เดินทางไปทำงานอย่างสะดวกสบาย ซึ่งราคาจะมีตั้งแต่ 2 ล้านปลาย ๆ ขึ้นไปจนถึงหลักสิบล้านกันเลยทีเดียว เนื่องจากราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นจากปัจจัยหลาย ๆ อย่างด้วยนั่นเองครับ
4. สถานที่สำคัญและแหล่งรวม Lifestyle คนเมือง
โดยทำเลนี้จะเป็นทำเล New CBD ไม่ได้เลยถ้าขาดแหล่ง LifeStyle คนเมืองอย่าง ห้างสรรพสินค้า แหล่งกิน เที่ยว ชอป เพราะปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้คนนั้นออกไปใช้เงิน จับจ่ายใช้สอย ทำให้เงินหมุนเวียน ส่งผลให้ในทำเลนี้มีการซื้อ-ขาย กันแบบคึกคัก เศรษฐกิจเติบโต ซึ่งทำเล รัชดาฯ – พระราม 9 นั้นก็มีปัจจัยที่ว่านี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าอย่าง
Central พระราม 9 Fortune พระราม 9 Show DC พระราม 9 Esplanade รัชดาฯ
และห้างสรรพสินค้าอีกมากมาย นอกจากนี้ยังมีตลาดนัดขนาดใหญ่ที่ดึงดูดผู้คนให้ไปจับจ่ายใช้สอยอย่าง ตลาดนัดรถไฟ รัชดาฯ นั่นเอง รวมไปถึงสถานที่กิน เที่ยวกลางคืนอีกหลายสถานที่ จึงทำให้ทำเลนี้มีความคึกคักของผู้คนเป็นพิเศษ อีกทั้ง ยังมีสถานที่สำคัญอย่าง สถานที่ราชการ สถานทูต โรงพยาบาลต่าง ๆ ด้วยนั่นเอง จึงทำให้ทำเล รัชดาฯ – พระราม 9 มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ แบบครบครัน
5. Location
แน่นอนว่าการได้ตำแหน่งที่ตั้งที่ดีเป็นสิ่งที่ได้เปรียบมาก ๆ สำหรับที่พักอาศัย เพราะนั่นหมายถึงว่าเรามีความสะดวกสบายต่าง ๆ อยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็น สถานที่สำคัญต่าง ๆ ห้างสรรพสินค้า แหล่งกิน เที่ยว ช๊อป ไม่ว่าจะหมุนตัวหรือขับรถไปทางไหนก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสภาพแวดล้อมที่เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก อีกทั้งการเดินทางก็ยังสะดวกสบาย เพราะใกล้ขนส่งสาธารณะต่าง ๆ หรือจะเลือกเดินทางเชื่อมต่อด้วยรถยนต์ส่วนตัวก็สะดวกสบาย เพราะอยู่ในย่านที่สามารถเดินทางเชื่อมต่อไปที่ไหนก็ได้
สรุปท้ายบทความ
ทำเล New CBD มีหลายสิ่ง หลายปัจจัยรวมกันทำให้ทำเลนี้ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นทำเลทองหรือ New CBD นั่นเอง โดยเป็นพื้นที่ที่นักลงทุนในด้านของอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะประเภทตึกสำนักงาน คอนโดมิเนียมและที่พักอาศัยรูปแบบอื่น ๆ ต่างมีความต้องการที่จะเข้ามาซื้อพื้นที่ในทำเลนี้เพื่อลงทุน เนื่องจากความต้องการของคนในเรื่องของที่อยู่อาศัยมีสูงขึ้น เพราะทำเลนี้เป็นพื้นที่ของการทำงานของชาวออฟฟิศ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติก็ตาม ความต้องการของผู้คนเหล่านี้มีความต้องการที่จะซื้อและเช่าคอนโดในบริเวณทำเลนี้ด้วย เพื่อความสะดวกสบายต่อการเดินทาง จึงทำให้ทำเลนี้เป็นพื้นที่ที่นักลงทุนค่อนข้างให้ความสำคัญและเป็นทำเลที่ผู้คนอยากจะเข้ามาซื้อคอนโดเพื่ออยู่อาศัยและเพื่อลงทุนในอนาคตด้วยนั่นเอง
หากใครกำลังหาที่อยู่ในพื้นที่ New CBD รัชดาฯ – พระราม 9 ที่ Kaidee Property เรามีที่พักอาศัยให้เพื่อน ๆ ได้เลือกซื้อในรูปแบบและราคาที่หลากหลาย ไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่อาศัยหรือจะซื้อเพื่อลงทุนต่อ ก็เป็นความคิดที่ดีเลยละครับ
Apr 2, 2021 | บทความอสังหาฯ
ขอบคุณรูปจาก tdstelecom
| Manner maketh man |
แฟนๆ หนังแอ็คชั่น สายบู๊ เลือดสาด ทั้งหลาย คงไม่มีใครไม่รู้จักประโยคสุดไอคอนิคประโยคนี้ ซึ่งมาจากหนังแอ็คชั่น สัญชาติอังกฤษอย่างเรื่อง ‘The King’s man’ (เดอะ คิงส์แมน) อย่างแน่นอน ยิ่งถ้าใครเป็นแฟนหนัง ‘James Bond 007’ บอกได้เลยว่าเรื่องนี้มีความคล้ายคลึงอยู่มาก นอกจากเนื้อเรื่องที่มาเป็นแนวภารกิจยอดสายลับเหมือนกันแล้ว การแต่งกาย (Suit and Tie) อาวุธที่ใช้ต่อสู้ รวมไปถึงวัฒนธรรมการดื่มเหล้ามาร์ตินี ที่คงเส้นคงวาตลอดทั้งเรื่อง ก็ยังเหมือนกันอีกด้วย
ขอบคุณรูปจาก majorcineplex
The King’s Man เป็นอีกหนึ่งผลงานการกำกับฯ ภาพยนตร์ของ Matthew Vaughn ผู้กำกับหนังแอ็คชั่นชื่อดัง ที่ได้ทำลายสถิติรายได้ให้ค่ายหนังมาแล้วมากมาย อย่างเรื่อง Kick-Ass, X-Man: Firstclass เป็นต้น
นอกจาก The King’s Man จะมีผู้กำกับเป็นตัวการันตีความมันส์แล้ว เนื้อเรื่องก็เด็ดไม่แพ้กัน ซึ่ง The King’s Man ก็ได้สร้างความประทับใจให้คนดูมาแล้วถึง 2 ภาค
The King’s Man: The Secret Service
VIDEO
ภาคแรก เปิดฉากเรื่องราว ภารกิจของยอดสายลับฝีมือดีในอังกฤษ ที่เรียกตัวเองว่า Kingsman (คิงส์แมน)พวกเขาใช้ร้านตัดเสื้อสูทสำหรับสุภาพบุรุษ ที่มีชื่อว่าร้าน Kingsman เป็นที่บังหน้า ทั้งที่จริงๆ แล้ว ร้านนี้ เป็นกองบัญชาการลับของพวกเขา
หลังจากที่พวกเขาได้สูญเสียสมาชิกไปหนึ่งคน ก็ถึงวาระที่พวกเขาต้องเสาะหาเด็กที่มีความสามารถ มาฝึกฝน เพื่อแก่งแย่งเก้าอี้สมาชิก Kingsman คนต่อไป ซึ่งมีเก้าอี้เพียงแค่ 1 ที่เท่านั้น Harry (แฮรี่) สมาชิกอาวุโสฝีมือดีของแก๊ง ได้เลือก Eggsy (เอ๊กซี่) เด็กเกรียน ดูไร้อนาคต มาเข้าร่วมการฝึก เทรนนิ่งเพื่อชิงตำแหน่ง Kingsman คนต่อไป ขอบอกก่อนเลยว่า ฉากเทรนนิ่งของพวกเด็กๆ สนุกไม่แพ้กับฉากฟอร์มยักษ์ บู๊แตก กับเหล่าวายร้ายเลยทีเดียว
The King’s Man: The Golden Circle
VIDEO
ภาคสองเป็นเรื่องราวต่อจากภาคที่แล้ว แต่ภาคนี้ หนุ่ม Kingsman ได้ประสบปัญหาเนื่องจากองค์กรถูกวางระเบิด โดนทำลาย จนไม่เหลือซาก พวกเขาจึงต้องตระเวนหาหนทาง จนได้ไปเจอกับองค์กรสายลับใหม่ ภายใต้ชื่อว่า The Statemans (เดอะ สเตทส์แมน) พวกเขาจึงได้ร่วมมือกันต่อสู้ เพื่อเอาชนะกลุ่มวายร้ายไปด้วยกัน
แม้ว่าภาค 2 จะไม่เด็ด มันส์ ฮา เท่ากับภาคหนึ่งในความเห็นของใครหลายๆ คน แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้แฟนๆ ตั้งหน้า ตั้งตา รอภาค 3 กันอย่างใจจดใจจ่อแล้วล่ะค่ะ
แต่วันนี้ Kaidee ไม่ได้จะมารีวิวหนังอย่างเดียวนะคะ อีกสิ่งหนึ่งจากหนังเรื่อง The King’s Man ที่สะดุดตา นักวิจารณ์หนัง และคนดูทั่วโลกอย่างยิ่ง นั่นก็คือ อินทีเรียดีไซน์และเฟอร์นิเจอร์ของแต่ละฉากนั่นเอง เรามาดูกันเลยค่ะ ว่าซีนไหนสร้างความประทับใจให้พวกเรากันบ้าง
1. ฉากต่อสู้ที่บาร์ (Iconic Bar Fight)
Bar – The King’s man: The Secret Service ขอบคุณรูปจาก decorsed
หนึ่งในฉากที่ทำให้หนังเรื่อง The King’s Man ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ก็คือฉากที่บาร์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ แฮรี่ กับ เอ๊กซี่ ได้เจอกันเป็นครั้งแรก และเป็นที่ๆ แฮรี่ได้โชว์ฝีมือการต่อสู้กับแก๊งอันธพาลต่อหน้าต่อตา เอ๊กซี่ อีกด้วย
ขอบคุณรูปจาก movie-locations
จริงๆ แล้วบาร์นี้ไม่ได้เป็นฉากที่ถูกสร้างขึ้นมานะคะ บาร์นี้มีอยู่จริง ตั้งอยู่ที่กรุงลอนดอน และมีชื่อร้านว่า ‘The Black Prince’ ค่ะ ส่วนอินทีเรียดีไซน์ในร้านก็ไม่ต่างกับที่เราเห็นกันในหนังเลยค่ะ
ภายในบาร์เต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้ม โทนสีน้ำตาลแดง หรือโทนสีช็อกโกแลต ซึ่งไม้ที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์พวกนี้ ก็จะหนีไม่พ้นไม้จำพวก ไม้วอลนัท ไม้มะฮอกกานี ไม้เชอร์รี่ หรือไม้ไทเกอร์
นอกจากเฟอร์นิเจอร์ไม้แล้ว ทางร้านยังการันตีบรรยากาศความวินเทจ ด้วยการใช้วอลล์เปเปอร์แบบ ดามาร์ส (Damask) ซึ่งเป็นวอลล์เปเปอร์ที่มีลวดลาย หยก คล้ายดอกไม้ และเลือกใช้สีน้ำตาลครีม บวกกับการตกแต่งรอบร้านด้วยกรอบรูปสีทองสุดวินเทจ ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยสร้างความอบอุ่นเหมือนดังบ้านหลังที่สองให้กับลูกค้าที่มาเยือน
2. ห้องประชุมสายลับคิงส์แมน (Kingmans Conference Room)
Kingsman conference room – The King’s man: The Secret Service ขอบคุณรูปจาก visitbritain
ฉากห้องประชุมของคิงส์แมนจริงๆ แล้วเป็นฉากที่ถูกสร้างขึ้นที่สตูดิโอของค่ายเจ้าของหนัง Warner Brothers โดยฝีมือของนักออกแบบโปรดักชัน เจ้าฝีมืออย่าง Jennifer Williams ที่ได้สร้างผลงานให้กับหนังดังมาแล้วหลายเรื่อง เช่น Transformer (Dark of the Moon), World War Z, Children of Men และ แน่นอนเรื่อง The King’s Man
ไฮไลท์ของห้องประชุมนี้คือของวอลล์เปเปอร์ที่เป็นสีเขียวเข้ม ตุ่นๆ ซึ่งขอบอกเลยว่าเข้ากับการตกแต่งสไตล์หรูหรา คลาสสิก ได้ดีมากๆ เพราะสีเขียวนั้น เป็นสีเอิร์ธโทน (Earth Tone) ดังนั้นจึงเข้ากันได้ดีกับสีน้ำตาล สีเบจ หรือแม้กระทั่งสีทอง และในฉากนี้ นักออกแบบ Jennifer เธอก็ได้นำเอาเฟอร์นิเจอร์ไม้ขัดเงา และกรอบรูปที่มีขอบเป็นสีทองลายหลุยส์มาตกแต่ง เพิ่มความดูดีมีราคาให้กับห้องประชุมสีเอิร์ธโทนนี้ได้อย่างสง่างาม
ที่สำคัญห้องนี้ยังมีการตกแต่งด้วยรูปปั้นหัวโรมันโบราณ ที่ปกติจะเป็นสีขาว แต่ในครั้งนี้ กลับถูกนำมาขัดเงาให้เป็นสีดำ เพื่อให้เข้ากับสีวอลล์เปเปอร์ บอกได้เลยว่า ห้องนี้ต้องเป็นห้องในฝันของใครหลายคนอย่างแน่นอน
3. ห้องทำงานของแฮรี่ (Harry’s Office)
Harry’s Office – The King’s man: The Secret Service ขอบคุณรูปจาก filmandfurniture
ผนังสีแดง เป็นอีกหนึ่งสีวอลล์เปเปอร์ ซึ่งมีน้อยคนที่กล้าใช้ ยิ่งถ้าใครไม่ใช่แฟนคลับ หรือหลงใหลในโลกของ อินทีเรียดีไซน์แล้วนั้น สีแดงถือว่าเป็นสีที่เล่นยากพอสมควร แต่เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่าสีแดงนั้น เข้ากับสีของไม้ได้เป็นอย่างดี
ซึ่งจะเห็นได้จากออฟฟิศของแฮรี่ ที่เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นองค์ประกอบหลัก เฟอร์นิเจอร์ที่เด่นที่สุด คงจะหนีไม่พ้น โต๊ะไม้ ขนาดยาว ซึ่งเป็นโต๊ะทำงานของแฮรี่ โต๊ะไม้ที่ว่านี้ มีชื่อว่า “Working Table” เป็นผลงานการดีไซน์ของ Bodil Kjaer สถาปนิกชาวเดนมาร์ก เธอได้ออกแบบมันมาเมื่อปี ค.ศ 1959
ความโดดเด่นของโต๊ะตัวนี้อยู่ที่ความเป็นมินิมอลคลาสสิก แต่ยังคงความโมเดิร์น ซึ่งสไตล์นี้มีชื่อเรียกว่า สไตล์ สแกนดิเนเวีย แบบโมเดิร์น (Scandinavian Modern Design) ซึ่งความป๊อปปูล่าของเจ้าโต๊ะตัวนี้ ก็ได้รับการพิสูจน์มาแล้ว จากการที่มันได้เข้าไปอยู่ในหนังดังมากมาย เช่น Russia with Love, You Only Live Twice และล่าสุด The King’s Man: The Secret Service นั่นเอง
4. ออฟฟิศของป็อปปี้ (Poppy’s Office)
Poppy’s Office – The King’s man: The Golden Circle ขอบคุณรูปจาก grant-armstrong
ห้องทำงานของป๊อปปี้มีดีไซน์ที่ให้ฟิลคล้ายกับไดเนอร์คลาสสิกของอเมริกัน (American Diner) ในยุค 90s เซ็ตเฟอร์นิเจอร์ในฉากนี้ จะเน้นเป็นสีแดง สลับกับ สีเงินโครม และดำ ซึ่งเมื่อนำ 3 สีนี้ มารวมเข้าด้วยกันแล้ว กลับตัดกันได้อย่างลงตัว โดยไม่มีสีใดแย่งสีใดเด่นเลย นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มเฟอร์นิเจอร์สีแดงเข้าไป และเปลี่ยนสีพื้นกระเบื้องธรรมดาๆ ให้เป็นพื้นกระเบื้องลายลูกเต๋า ก็ช่วยคงบรรยากาศความเป็นร้านอาหารแนวอเมริกันย้อนยุคได้ราวกลับได้นั่งไทม์ แมชชีน กลับไป
ถึงแม้ว่าออฟฟิศของป็อปปี้จะไม่มีโซฟาลายทาง สีขาวแดง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของร้านอาหารแนวอเมริกันฟาสฟู้ด แต่บอกเลยว่าการใช้เก้าอี้สตูลบาร์สีเงาแทนนั้น ก็เพิ่มความโดดเด่นให้กับเฟอร์นิเจอร์ในร้าน แถมยังทำให้มีพื้นที่กว้างขวางมากขึ้น และที่สำคัญไม่ทำให้ห้องนี้ดูเป็นร้านอาหาร หรือให้ความอบอุ่นมากเกินไป เพราะอย่าลืมนะคะว่า ป๊อปปี้ เป็นตัวร้ายของเรื่อง และการมาเยือนออฟฟิศของเธอ ซึ่งเป็นพล็อตสำคัญของภาคนี้ ต้องให้ความรู้สึกน่าขนลุก มากกว่าให้ความรู้สึกอบอุ่นฟิลต้อนรับนะคะ
สรุปท้ายบทความ
คิงส์แมนเป็นหนังแอ็คชั่นแนวสายลับอีกเรื่องที่ดังถล่มทลาย และเรียกได้ว่าเป็นหนังแจ้งเกิดให้กับพระเอกน้องใหม่ Taron Egerton เลยทีเดียว และด้วยเนื้อเรื่องที่ไม่แหวกแนว หรือฉีกกฏสายลับอะไรมากมาย แต่บรรยากาศ ฉาก เสื้อผ้า หน้าผมสุดเนี้ยบ สไตล์หนุ่มอังกฤษ รวมไปถึงเสน่ห์ของเครื่องดื่มมาร์ตินีที่ถูกสอดแทรกเข้ามาตั้งแต่ต้นเรื่องยันจบเรื่อง ก็ดึงดูดความสนใจคอหนังทุกรุ่นทุกแนวได้อย่างเหลือเชื่อ
เพื่อนๆ คนไหน ติดใจ อยากลองเปลี่ยนห้องนอน ห้องรับแขก หรือแม้กระทั่งรีโนเวททั้งบ้านให้ได้สไตล์ตามที่ได้กล่าวมาข้างบน อย่ารอช้า เข้ามาแวะชมที่ Kaidee ก่อนได้นะคะ เรามีเฟอร์นิเจอร์ คลาสสิก วินเทจ ให้เพื่อนๆ เลือกมากมายเลย
Feb 23, 2021 | บทความอสังหาฯ
“แกๆ แม่ฉันอยากขายบ้าน แกว่าฉันควรขายเองหรือฝากขายดีอ่ะ?”
คำถามเบสิคที่ถ้าใครมีที่อยู่อาศัยหรือที่ดินอยากขาย คงต้องเคยมีคำถามนี้ผุดขึ้นมาอย่างแน่นอน แต่ไม่ต้องสงสัยกันนานค่ะ วันนี้ Kaidee รวบรวมข้อมูลน่าสนใจมาช่วยเพื่อนๆ พิจารณากันแล้วว่าแบบไหนจะเหมาะกว่ากัน
ขายบ้านเอง นักเลงพอ
“เสียดายค่านายหน้า 3%” คือเหตุผลหลักของคนส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจขายอสังหาฯ มือสองด้วยตัวเอง และถ้าใครได้ลองค้นกระทู้ในพันทิปมาอ่านจะพบว่ากว่าร้อยละ 80 ของคนที่แสดงความคิดเห็นล้วนเชียร์ให้เจ้าของทรัพย์ประกาศขายเองทั้งนั้นเพื่อไม่ต้องเสียเงินส่วนต่างดังกล่าว ซึ่งคงพอทำให้มือใหม่อุ่นใจได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม การเก็บเงินที่ได้จากการขายอสังหาฯ แบบเต็มจำนวนจำเป็นต้องแลกด้วยเวลาและกำลังแรงกายแรงใจของเจ้าของทรัพย์ในการทำการบ้านหาข้อมูล ถ่ายภาพ ลงประกาศขายบ่อยๆ และดำเนินธุรกรรมเมื่อถึงเวลาที่ขายได้ ซึ่งอาจกินระยะเวลามากน้อยแตกต่างกันไป
เทคนิคขายเองให้ได้ผล
สิ่งสำคัญคือการหาและให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน เริ่มตั้งแต่หาข้อดีของพื้นที่โดยรอบที่ตั้งของทรัพย์สินเพื่อใช้เป็นจุดขายมาจูงใจผู้ซื้อ เช่น ใกล้ห้างสรรพสินค้า มีทางด่วนวิ่งเข้าใจกลางเมืองได้ง่าย หรือแปลงที่ดินติดถนนใหญ่ เป็นต้น รวมทั้งสำรวจราคาตลาดว่าโปรดักส์ที่เราจะขาย คนอื่นๆ ที่อยู่บริเวณนั้นเขาขายกันเท่าไร เพื่อกำหนดราคาขายที่เหมาะสม เพราะหากเราตั้งราคาสูงเกินไปก็จะทำให้ขายยากหรือถ้าขายก็อาจใช้เวลานานนับปี
นอกจากนี้ยังควรศึกษาแผนพัฒนาผังเมืองเพื่อทราบศักยภาพของทำเลในอนาคต อาทิ เป็นทำเลที่มีโครงการรถไฟฟ้าวิ่งผ่านในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือเป็นโซนที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์กำลังเข้ามาพัฒนา ซึ่งจุดนี้มีส่วนช่วยให้เราสามารถอัปราคาได้อีกและไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลังเพราะ “ขายหมู” (ขายได้กำไรน้อยกว่าที่ควรจะได้) โดยเฉพาะทรัพย์สินประเภทที่รอเวลาขายได้
ขั้นตอนถัดมาที่เจ้าของทรัพย์ต้องทำคือป่าวประกาศเพื่อให้ผู้คนได้ทราบมากที่สุด ผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้งโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์อสังหาฯ มือสอง หรือมาประกาศในเว็บ Kaidee.com ก็ได้นะ และที่ขาดไม่ได้คือการบอกต่อให้บรรดาบ้านใกล้เรือนเคียง เพื่อนร่วมคอนโด หรือแม้แต่นิติฯ หมู่บ้านได้ทราบว่าเรามีที่ดิน มีบ้าน มีห้องที่พร้อมจะขาย โดยพบว่า เปอร์เซ็นต์การขายอสังหาฯ ด้วยตัวเองที่มาจากการบอกแบบปากต่อปากนั้นสามารถปิดจบการขายได้เร็วกว่าช่องทางอื่นๆ
นอกจากนี้เจ้าของทรัพย์ควรเปิดเผยข้อมูลอย่างจริงใจโดยเฉพาะเรื่องของสภาพทรัพย์สินที่จะขาย (ภาพถ่ายตรงปก) แผนที่ตั้ง (แชร์โลเคชันด้วยจะดีมากๆ) และราคา พร้อมทั้งปิดป้ายประกาศ ณ จุดขายให้ชัดเจน เพราะพฤติกรรมคนซื้อส่วนใหญ่มักแวะเวียนมาดูสินค้าก่อนเสมอ ป้ายเหล่านี้จึงเป็นตัวแทนผู้ขายได้อีกทางหนึ่ง
เมื่อเจรจาต้าอ่วยตกลงซื้อขายกันได้เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่เจ้าของทรัพย์ต้องปฏิบัติคือการทำ “สัญญาจะซื้อจะขาย” หรือเรียกอีกอย่างว่า “สัญญาวางเงินมัดจำ” เพื่อการันตีว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ในอนาคตแน่ๆ รวมทั้งเป็นสัญญาที่แสดงข้อตกลงความรับผิดชอบค่าใช้จ่าย อาทิ ค่าธรรมเนียมโอน ภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย และค่าจดจำนอง ฯลฯ ว่าใครต้องจ่ายส่วนไหนบ้างเพื่อจะได้ไม่มีปัญหาในวันโอน ซึ่งหลังจากทั้งสองฝ่ายเคลียร์เอกสารต่างๆ เรียบร้อยแล้วจึงจบลงด้วยการโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินเป็นลำดับสุดท้าย
ฝากขาย สบายกว่า
สำหรับใครที่ไม่มีเวลาหรือยุ่งเกินกว่าจะรับโทรศัพท์เพื่อตอบคำถามมากมายจากผู้สนใจซื้อ การฝากให้ตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ช่วยดูแลถือว่าตอบโจทย์ เพราะคนเหล่านี้จะทำหน้าที่แทนเจ้าของทรัพย์ในส่วนที่เป็นงานติดป้ายประกาศตามสื่อต่างๆ เป็นตัวกลางเจรจาต่อรองระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ให้คำแนะนำแก่ผู้ซื้อเพื่อขอกู้สินเชื่อกับธนาคาร รวมถึงจัดการเอกสารสัญญาต่างๆ โดยเราไม่ต้องจ่ายค่าจ้างใดๆ จนกว่าทรัพย์นั้นจะขายได้
ส่วนเจ้าของทรัพย์ยังคงต้องทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเบื้องต้นเช่นเดียวกับการประกาศขายอสังหาฯ เอง ว่าจะขายอะไร มีภาพถ่ายอย่างไร สภาพของบ้านมีเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งรวมด้วยไหม ราคาขายหรือราคาปล่อยเช่าเท่าไร (หากอสังหาริมทรัพย์ของเรามีศักยภาพ เช่น อยู่ในทำเลดี มีความต้องการซื้อสูง หรือสามารถนำไปพัฒนาเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ได้ เอเจนท์มืออาชีพส่วนใหญ่จะช่วยประเมินราคาที่เหมาะสมให้ด้วย) ราคาดังกล่าวรวมค่าคอมมิชชันแล้วหรือยัง และในกรณีทรัพย์รอขายเป็นที่ดินเรายังต้องแสดงเอกสารหลังโฉนดเพื่อยืนยันว่าเป็นเจ้าของที่ดินตัวจริง และหากเป็นที่ดินแปลงใหญ่ก็ต้องเตรียมใบระวางที่ดินให้เอเจนท์ด้วย
ค้นหาตัวแทนขายอสังหาฯ มืออาชีพ
ปัจจุบันมีตัวแทนขายอสังหาฯ ให้เลือกจำนวนมากทั้งในรูปแบบบริษัทและรับงานอิสระ ซึ่งเราอาจพิจารณาเลือกใช้บริการโดยดูจากชื่อเสียง หรือขอคำแนะนำจากผู้ที่เคยใช้บริการ หรืออาจลองให้นายหน้าเหล่านั้นได้ลงมือทำงานจริงและวัดผลในช่วง 3-4 เดือน หากไม่มีอะไรคืบหน้าก็เปลี่ยนเจ้าใหม่ เพราะเรื่องแบบนี้ค่อนข้างฟันธงยากว่าเจ้าไหนจะขายได้ราคาดีหรือเร็วกว่ากัน เนื่องจากมีปัจจัยที่ต้องคำนึงทั้งในฝั่งผู้ขาย เช่น กำหนดราคาไว้สูงไหม ทำเลที่ตั้งอสังหาฯ ดีหรือเปล่า ระดับความต้องการปล่อยขายทรัพย์เร็วหรือรอได้ ฯลฯ และในฝั่งนายหน้าว่ามีประสบการณ์มากน้อยแค่ไหน ฐานลูกค้าในมือแน่นหรือเปล่า รวมไปถึงพันธะสัญญาระหว่างเอเจนท์กับผู้ขายที่เป็นทั้งภาระผูกพันและแรงจูงใจในเวลาเดียวกัน
กล่าวคือ หากมีการผูกขาดสิทธิ์ไว้กับเอเจนท์รายใดรายหนึ่ง (ทำสัญญาแบบปิด) หรือเจ้าของทรัพย์ยินดีให้ค่าตอบแทนมากกว่ามาตรฐาน 3% ก็จะยิ่งกระตุ้นให้ตัวแทนรายนั้นโฟกัสการขาย ทำการบ้านมากขึ้นเพื่อซัพพอร์ทให้ทรัพย์ของเราสามารถดึงดูดความสนใจผู้ซื้อ หรือเลือกทรัพย์ของเราไปนำเสนอลูกค้าเป็นลำดับต้นๆ ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสที่เราจะปล่อยของได้เร็วขึ้นด้วย ทั้งนี้ กรณีทำสัญญาแบบมีเอ็กซ์คลูซีฟเอเจนท์ หากเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เป็นผู้หาลูกค้าได้เองก็ยังต้องจ่ายค่าคอมมิชชันให้นายหน้าเช่นเดิม
ในทางกลับกันหากเจ้าของทรัพย์ทำสัญญาแบบเปิดหรือพูดง่ายๆ ว่าฝากขายกับนายหน้าหลายๆ เจ้าพร้อมกัน (รวมถึงประกาศขายเองด้วย) แม้จะหว่านของขายได้กว้างขึ้น เข้าถึงผู้ซื้อได้หลายกลุ่ม แต่ในมุมมองของเอเจนท์ วิธีการนี้คือความไม่แน่นอนและไม่มั่นคงขั้นสุด เนื่องจากไม่มีอะไรการันตีได้ว่าเขาจะได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม ดังนั้นระดับความทุ่มเทใส่ใจจึงน้อยกว่าแบบสัญญาปิด และนายหน้ามืออาชีพส่วนใหญ่ก็ไม่นิยมร่วมวงไพบูลย์ทำตลาดในกลุ่มนี้ด้วย
สรุปท้ายบทความ
การขายอสังหาฯ มือสองแบบขายเองหรือฝากขายเปรียบเสมือนเหรียญสองด้านที่มีข้อดีและข้อด้อยแตกต่างกันไป หากเรามีเวลาและต้องการรับเงินจากการขายเต็มจำนวน การลงมือขายโดยทำเองทุกขั้นตอนย่อมเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ในมุมกลับกันถ้าเราไม่อยากเสียเวลาจุกจิกหรือเห็นว่ามีกิจกรรมอื่นที่สร้างรายได้ได้มากกว่าค่านายหน้า การใช้บริการตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ก็นับเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าแล้วจริงๆ
แต่ไม่ว่าเราจะเลือกวิธีการไหนก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าเมื่อประกาศขายแล้วจะมีคนซื้อทันที เพราะอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ทาวน์เฮ้าส์ ตึกแถว คอนโดมิเนียม หรือที่ดินล้วนเป็นสิ่งที่มีมูลค่าสูงและมีปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ซื้อได้หลายมิติ ทั้งทำเลที่ตั้ง สภาพแวดล้อม ราคา ความต้องการของผู้ซื้อ ตลอดจนจังหวะเวลาและความเชื่อ “บ้านเลือกคน ที่ดินเลือกเจ้าของ” ที่ยากจะพิสูจน์ได้อีกด้วย
เอาล่ะ! ใครอ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้วอย่าให้เสียเวลาเปล่า ลงมือประกาศขายอสังหาฯ มือสองที่ Kaidee Property กันสักตั้งดีกว่า อย่างน้อยๆ ก็เป็นสำรวจตลาดก่อนตัดสินใจว่าจะขายเองหรือฝากขายดี
Jan 26, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ใครที่มีโอกาสผ่านไปผ่านมาย่านเอกมัย คงจะพอทราบกันดีว่าในย่านนี้มีร้านอาหารหลากหลายตั้งอยู่ หากคุณกำลังขับรถอยู่ที่ถนนเอกมัย ซอย 12 คุณจะได้รับความรู้สึกที่แสนอบอุ่นจากร้านกาแฟสวย บรรยากาศดี อาหารอร่อย อย่าง ‘Ekkamai Macchiato’ แต่ก่อนที่จะกลายเป็นร้านกาแฟบรรยากาศดีแบบที่เราเห็นในทุกวันนี้ Ekkamai Macchiato ต้องผ่านกับช่วงวัดใจอะไรมาบ้าง ให้ คุณโอ ชุติเตชินท์ โสภณหฤษนฤดม เจ้าของร้านกาแฟบรรยากาศอบอุ่นย่านเอกมัย พาเราไปชมเส้นทางการเติบโตของ Ekkamai Macchiato กัน
จุดเริ่มต้นของ Ekkamai Macchiato
“ที่นี่เป็นอาคารพาณิชย์สองคูหา เราเคยทำร้านแก๊สมาก่อน แต่ว่ามันไปต่อไม่ไหว ค่าใช้จ่ายสูง กำไรน้อย กลายเป็นหนี้สะสม เราเลยตัดสินใจที่จะรีโนเวทที่นี่ให้เป็นธุรกิจอื่น”
วันนี้เรามีโอกาสได้มานั่งคุยกับคุณโอ ชุติเตชินท์ โสภณหฤษนฤดม เจ้าของร้านกาแฟบรรยากาศอบอุ่นย่านเอกมัย คุณโอเล่าให้ทางเราฟังว่า ในอดีตที่ร้านนี้เป็นร้านแก๊ส แต่ร้านแก๊สไปไม่ไหว เพราะค่าใช้จ่ายเยอะ ทั้งค่าแรง ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจ จนกลายเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ เป็นหนี้สะสม เราเลยคิดวิธีการแก้ปัญหา ด้วยการเลือกเปลี่ยนธุรกิจ ซึ่งในตอนแรกที่ได้คุยกัน เราอยากทำเป็นอพาร์ทเมนต์ แต่เราก็มองว่า หากเราทำธุรกิจที่ช่วยซัพพอร์ตเหล่าเจ้าของโครงการคอนโดมิเนียม และคนที่มาอยู่ละแวกนี้ดีกว่าไหม เพราะคอนโดมิเนียมในซอย 12 มีเยอะมาก
ส่วนตัวเรามีความชอบด้วย เพราะเราไปเที่ยวคาเฟ่บ่อยมาก เราเห็นร้านนั้น ร้านนี้ เราก็อยากทำ เลยตัดสินใจว่า งั้นเปิดเป็นคาเฟ่แล้วกัน ซึ่งในตอนแรก เราเปิดเป็นร้านเล็กๆนี่แหละ ค่อยๆลองศึกษา ลองเริ่มต้นทำ บางอย่างก็ยังตะกุกตะกักไม่ได้เรียบหรู
คุณโอ เจ้าของร้าน Ekkamai macchiato
เริ่มจาก 4,000 บาท จนกลายมาเป็น Ekkamai Macchiato
ฟังแล้วก็ประหลาดใจไม่น้อย คุณโอเล่าให้เราฟังว่า ร้านกาแฟที่เราเห็นตลอดมา 5 ปีที่ผ่านมา เริ่มต้นจากเงิน 4,000 บาท ที่เอาไปลงทุนทำขนมเล็กๆส่งให้กับ Cafe’ Amazon ให้ส่งปั๊มปตท. 7 สาขา ในต่างจังหวัด ทำอยู่ประมาณปีกว่าๆ จนอยู่ที่ 54 สาขา สามารถซื้อรถบรรทุก รถเย็น ตอนนี้เลิกทำแล้ว แต่ก็ต้องขอบคุณมาก เพราะเราได้รับความช่วยเหลือจากจุดนั้นพอสมควร
คุณโอเล่าต่อว่า หลังจากมีรายได้เข้ามา เราก็นำมาเป็นทุนเปิดร้าน แรกๆในร้านมีแค่กาแฟ เพราะเราเองทำกับข้าวไม่เป็น ขนมเค้กก็ทำไม่ได้ พอขายกาแฟอย่างเดียว ย้อนไป 5 ปีที่แล้ว ตอนนั้นกระแสการกินกาแฟยังไม่นิยม คนบ้านเราไม่ค่อยกินกาแฟหรือเครื่องดื่มเหมือนที่่ต่างประเทศ บอกตรงๆว่า เราแทบจะอยู่ไม่ได้เลย ก็เลยตัดสินใจลองทำขนม ตอนนั้นทำขนมไม่เป็นด้วยนะ (หัวเราะ) เราขอยืมเงินพ่อแฟนมาซื้ออุปกรณ์ด้วย เพราะเราเอาเงินไปลงทุนกับร้านหมดแล้ว ก็ลองทำดู เปิดจากยูทูปเอา ทำจนชำนาญ เค้กที่ขายอยู่ในร้านทั้งหมดตอนนี้ก็เป็นเค้กที่เราฝึกทำมาเรื่อยๆนั่นแหละ หลังจากนั้นเราก็เริ่มทำอาหารด้วย เริ่มจากขายอาหาร ซึ่งเมนูที่ทำก็คือเมนูที่เรากินในแต่ละวัน จนลูกค้าเรียกร้องให้เราทำอาหารอื่นๆ ตอนนั้นลูกค้าบอกว่าขอเมนูเผ็ดๆ เราเลยลองทำ กระเพราหมูสับไข่ข้น ลูกค้าถูกใจอย่างมาก จนเมนูนี้กลายเป็นเมนูแรกของร้าน และทุกคำขอของลูกค้า กลายเป็นแรงบันดาลใจในการทำแต่ละเมนูออกมา เราจึงตัดสินใจทำเมนูคาวในร้านด้วย
วันหนึ่งเราลองทำเมนูกุ้ง มีน้องที่เรารู้จักมากิน แล้วบอกว่าอร่อย ถามเราว่าขายเลยไหม เราก็บอกว่าขายเลย น้องจัดการโพสต์ลงโซเชียล ปรากฏว่ามีลูกค้าเข้ามากินเรื่อยๆจนถึงปัจจุบันนี่แหละครับ ซึ่งจะบอกว่ารูปที่ถ่ายวันนั้น อยู่บนเมนูอาหารที่เราให้ลูกค้าสั่งนี่แหละครับ
ซึ่งสิ่งที่เราตั้งใจทำเป็นอย่างมาก คือการที่ลูกค้าจะได้รับประสบการณ์สุดประทับใจจากการมา Ekkamai Macchiato ความอร่อยทุกเมนู อย่างรสชาติของอาหารทั้งคาว หวาน และเครื่องดื่ม ลูกค้าที่มาที่นี่เลยชอบที่เราทำทุกอย่างให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ให้ทุกอย่างอร่อยเหมือนกัน ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาไปหาอาหารอร่อยๆหลายๆร้าน มาที่เดียวเรามีให้ครบ
สรุปคือ ถ้าจะให้พูดดูสวยๆ ก็คงต้องบอกว่าทุกอย่างเป็นแรงบันดาลใจอันนั้นก็ใช่ แต่มันก็แฝงความจริงอีกประการที่ว่า เราทำมาเพื่อซัพพอร์ตวงเงินที่เราเอามาทำร้านในช่วงแรกนี่แหละ
บาริสต้าฝีมือเด็ดของเรา
จากบ้านอายุ 40 ปี กลายมาเป็นคาเฟ่แสนอบอุ่น
เราจะรีโนเวทบ้านอายุ 40 ปี ที่โครงสร้างเก่ามาก อายุก็เยอะมาก ด้วยการทุบออก และสร้างใหม่เกือบทั้งหมด แต่คุณโอบอกกับเราว่า ปัญหาที่เจอกลับไม่ใช่ปัญหาของโครงสร้างบ้าน แต่เป็นปัญหาที่ยิบย่อยเล็กลงไปกว่านั้น คุณโอเปิดใจกับทางเราว่า
มีอยู่ 2-3 ประเด็นหลักๆอย่าง ที่บ้านไม่เห็นด้วยกับการทำร้านกาแฟของเรา, พื้นที่หน้าบ้านก็กลายเป็นคดีอยู่ช่วงหนึ่ง เพราะภาครัฐต้องการเอาไปทำถนน ต่อสู้คดีกันอยู่สักพัก สุดท้ายเราก็ยกที่ให้กับภาครัฐไปประมาณ 39 ตารางวา สุดท้าย ก็คงเป็นเรื่องเงินทุนหมุนเวียนในช่วงแรก ที่เราก็ไม่ได้มีเงินลงทุนมาก ก็ต้องหาวิธีในการหาเงินทุนกันไป อย่างที่เล่าให้ฟังไปตอนต้น
ไปคุยกับโยธาก่อน ถ้ายื่นแบบผ่านอะไรๆก็ง่ายขึ้น
คุณโอเล่าว่า ตอนแรก ก็ขออนุญาตเองตามกระบวนการที่ควรจะทำ ประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้มาจากการสร้างปั๊มในช่วงที่ทำงานประจำ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการสร้างอะไร สิ่งที่จะพบในทุกครั้งของการยื่นแบบ เรามักจะเจอขั้นตอนที่ค่อนข้างเยอะในการยื่นแบบ อย่างเช่น เราแบบยื่นแบบไปแล้ว แล้วแบบไม่ผ่าน เราก็เอามาแก้ตามกระบวนการที่ทางหน่วยงานต้องการ ยกตัวอย่างร้านเรา แบบร้านที่เราเอาไปยื่นในตอนแรก ไม่ใช่แบบที่สร้างได้เลย เพราะแบบที่เรายื่นไป ทางกรมโยธาจะนำไปตรวจสอบ และอนุมัติว่าแบบของเราผ่านหรือไม่ผ่าน ดังนั้น เราก็จะต้องไปคุยกับทางหน่วยงานว่าแบบที่ทำใช้ได้ไหม หรือว่าเป็นอีกแบบจะดีกว่า ทางหน่วยงานเขาก็จะให้คำแนะนำว่า แบบไหน ตรงไหนต้องแก้ แถมยังมีบางอย่างที่จะต้องอิงกับกฏหมายอาคาร เราก็ต้องปรับตามกฏหมายนั้น แต่โชคดีที่ทางหน่วยงานก็ให้ความช่วยเหลือเต็มที่
อีกหนึ่งสิ่งที่เราจะต้องใส่ใจเป็นพิเศษคือสภาพแวดล้อมรอบข้าง
ตอนแรกเราได้มีการวางแผนกับดีไซเนอร์ ว่าเราจะสร้างกำแพงด้านข้างขึ้นมาใหม่ แทนกำแพงเก่า แต่พื้นที่นี้เรามีบ้านข้างๆขนาบอยู่สองข้าง ก็เลยตัดสินใจไปแจ้งว่าเราจะมีการก่อสร้างในละแวกบ้าน อาจจะมีการสั่นสะเทือนนะ คำตอบที่เราได้รับกลับมา ทำให้เราตัดสินใจได้ว่า โอเคงั้นคงต้องหาทางแก้ปัญหานิดหน่อย ในฝั่งหนึ่ง และจะต้องดูแลความเรียบร้อยให้ในอีกฝั่งหนึ่ง เราก็เลยพยายามทำให้เบาที่สุด และแจ้งกับอีกฝั่งหนึ่งที่เข้าใจเรา ว่าเราจะมีทำอะไร วันไหนบ้าง เขาจะได้จัดการในส่วนบ้านของเขาให้เรียบร้อย
เรื่องช่างเป็น pain point หลักที่เราต้องศึกษาให้ดี
“เราเองก็ไม่รู้นะว่าช่างไหนดีไม่ดี ถ้าเป็นตัวเราเลือก เราก็จะเลือกแบบคุยกันถูกคอ คุยกันโอเค รู้เรื่อง ก็ไปต่อ แต่ยังไงเราก็ต้องดูอีกว่าไปต่อกันได้แค่ไหนอีก ไม่ใช่ว่าไปต่อแล้วจะไปต่อได้เลย”
คุณโอเล่าให้ฟังถึงตอนที่ทำร้านว่า “ตอนนั้นที่ทำร้าน ก็ไม่ได้ยุ่งวุ่นวาย หรือเรื่องเยอะกับช่างมาก เราใจดีมากนะ แต่ปรากฏว่า เราใจดีไป เขาก็ไม่ได้เห็นใจเราเท่าไร ทำแบบขอไปที แต่ชุดแรกนี่ดีกว่าชุดที่ทำรีโนเวท เพราะชุดแรกเป็นช่างที่รู้จักกัน พอคุยได้บ้าง ส่วนที่เราขยับเข้ามาทำในบ้าน มีแบบลักไก่บ้าง แต่ก็ยังพอยอมๆกันได้ อีกอย่างตอนนั้นเราอยู่ชะอำด้วยแหละ ก็เลยไม่ค่อยได้มีโอกาสมาดูแลหน้างานเท่าไร ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ในเรื่องช่าง ก็มักจะเป็นเรื่องของการคุยกันคนละภาษา คุยไม่รู้เรื่อง ขนาดที่ว่าตัวเราที่พอมีความรู้ในการสร้างปั๊มมาบ้าง พอมาคุยเรื่องบ้าน ก็ยังคุยกันไม่ค่อยเข้าใจ บางอย่างเขาบอกว่าแบบนี้ไม่ดีหรอก แบบนี้ดีกว่า แต่คือเราก็รู้มุมของดีไซเนอร์ใช่ไหมว่ามันไม่ได้ ความยากก็คงอยู่ที่เราก็ต้องทำหน้าที่ประสานงานระหว่างช่างกับดีไซเนอร์ เพราะรายละเอียดของช่างกับดีไซเนอร์ไม่เหมือนกันทั้งหมด
ร้านคาเฟ่แสนอบอุ่น แรงบันดาลใจจากร้านอาหารในวัยเด็ก
เราได้แรงบันดาลใจจากร้านที่เราเคยไปทาน ซึ่งตอนนั้นเรายังเด็กมาก ร้านนั้นก็คือร้านของพี่พล ชื่อร้าน “spring and summer” ซึ่งตอนนี้ร้านนี้ปิดไปแล้วล่ะ บ้านนั้นเป็นบ้านที่เราชอบมาก บ้านสไตล์สุขุมวิท เมื่อสักประมาณ 25-30 ปีที่แล้ว เราจำได้ เราก็เลยเอาแบบที่เราจำได้มาคุยกับดีไซเนอร์ว่าเราอยากได้ประมาณนี้ เอาแบบที่เราชอบมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบร้านนี้ ส่วนเรื่องโทนสี เราอยากได้สีขาว เรามองว่า เวลาที่คนหรือเฟอร์นิเจอร์เข้ามา มันคือขั้นตอนของการเอาสีสันมาแต่งเติม มันจะทำให้ทุกอย่างดูลงตัว ไม่ดูโอเว่อร์ พอมองไปรอบๆจะเห็นว่า การตกแต่งเราใช้โครงสร้างของตัวเองเกือบทั้งหมด แทบจะไม่ต้องเติมอะไรลงไปเลย
กลับมามองสถานการณ์ปัจจุบันอย่างโควิด แบบนี้ทางร้านมีการปรับตัวอย่างไร
โควิดรอบแรกเนี่ย เราพบความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมากๆ คือ วันนี้ขายดี พรุ่งนี้พอมีข่าวออกมาก็คือวูบเลย เหมือนคนเดินไปเตะปลั๊ก (หัวเราะ) เราจะสังเกตได้ว่า ในช่วงโควิดรอบแรก ทุกคนเซฟเงินมากขึ้น ไม่กล้าใช้เงิน ไม่ออกจากบ้าน ซึ่งผลกระทบตรงนี้ไม่ได้เป็นแค่เรา แบรนด์ใหญ่ๆเองก็เริ่มเอาวัตถุดิบที่มีมาเลหลังขาย มาทำสินค้าที่พอจะขายได้ แบบนี้ถ้าเราไม่เปลี่ยนตัวเอง เราก็จะไม่รอดเอา โชคดีที่ช่วงนั้นมีน้องที่ทำพาร์ทไทม์ด้านการตลาด ชวนเราทำข้าวกล่อง แบบที่รับทำให้ตามงานประชุม แต่ทำในราคาที่ถูกลงกว่าหน้าร้าน เราเลยลองเปลี่ยนเอาเมนูเซทข้าวกล่องที่เราทำส่งตามงาน มาลองขายหน้าร้านดู ในคอนเซปต์ “ทุกคนกินได้ทุกวัน” พอลูกค้าเห็น ลูกค้าตอบรับ ลูกค้าก็โอเค จริงๆแล้วในตอนนั้น เราเอาแค่ว่าพออยู่ได้ในช่วงนั้น ให้พอแค่ค่าใช้จ่ายประจำวัน ที่เราจะต้องรับผิดชอบ ก็เลยรอดมาได้
ส่วนในเฟสสอง จะเห็นว่าคนส่วนใหญ่เริ่มปรับตัวได้แล้ว และเราเองก็มีการขยายตัว ไปเปิดร่วมกับ WongnaixLine Man ที่ปุณณวิถี ซึ่งอันนั้นเป็นครัวไม่มีหน้าร้าน ราคาก็จะดรอปลง แต่การไม่มีหน้าร้าน ก็มีเรื่องที่ดีและน่าสนใจในการทำธุรกิจในรูปแบบใหม่ๆ คือพอไม่มีหน้าร้าน ก็ไม่ได้มีลูกค้ามาใช้ส่วนกลาง เราก็ประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น อีกอย่าง ในส่วนของครัว ทาง Lineman เป็นคนลงทุน เราก็ไปรวมทำกับเขา ต้นทุนเราก็ไม่สูง ทำให้เราสามารถดรอปราคาลงมาได้ ลูกค้ากินได้ทุกวันเหมือนเดิมตามคอนเซปต์เรา
มา Ekkamai macchiato ทั้งที เมนูเด็ดบนโต๊ะที่ไม่ควรพลาด
มา Ekkamai macchiato ทั้งที จะพลาดเมนูเด็ดของทางร้านไปไม่ได้ เริ่มต้นด้วย เมนูที่ขอบอกเลยว่า อร่อยมาก รสมือแม่สุดๆ อย่าง หมูกรอบผัดพริกขี้หนูสวน (220 บาท) คุณจะได้ลิ้มลองรสชาติหมูกรอบที่กรอบมาก ผัดกับพริกขี้หนูสวน ปิดท้ายด้วยการวางไข่ออเซ้นไว้ตรงกลาง เข้ากันสุดๆ และอีกหนึ่งเมนูที่อร่อยไม่แพ้กันอย่าง ข้าวไข่ข้นกระเพาหมูสับ (190 บาท) เมนูผัดกระเพาที่ดูธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา ด้วยรสชาติของผัดกระเพาที่ลงตัวเมื่อกินกับไข่ข้น รับรองได้ว่าหากคุณได้กินเมนูนี้เป็น main dish ไม่มีผิดหวังอย่างแน่นอน
เมนูจานหลัก รสชาติเข้มข้น
ถ้าไม่อยากกินอะไรที่หนักเกินไป ลองเมนูพักเบรก ด้วยชูครีมนุ่มๆ กับลาเต้อุ่นๆ รสชาติกลมกล่อม เมนูชูครีมเป็นเมนูแรกๆของร้านทางเลยนะ แนะนำว่าถ้าไป Ekkamai macchiato พลาดเมนูไม่ได้เลย
ชูครีมเนื้อนุ่ม กับลาเต้อุ่นๆยามบ่าย
ปิดท้ายด้วย เมนูเบาๆ เอาไว้ทานกรุบระหว่างกินนั่งคุยกับเพื่อนๆ วัตถุดิบเด่นอย่างส้มยูซุ ที่ทางร้านเลือกมาทำเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน อย่าง Yuzu cake และ Yuzu strike
เป้าหมายคือสิ่งสำคัญในการทำทุกๆอย่าง เจ้าของร้านกาแฟชื่อดังย่านเอกมัยบอกกับเรา
“อยากให้กลับไปดูที่เป้าหมายเราก่อน อย่าครึ่งๆกลางๆ อยากให้ทุกคนที่อยากทำ มีเป้าหมายให้ชัดเจน “
อย่างบางคนอยากทำ แต่พอระยะเวลาแค่ไม่กี่เดือนก็เลิกทำ อยากให้เรากลับมาดูว่าเป้าหมายของเราคืออะไร เราอยากไปถึงจุดไหน อย่างของผม ลงมือทำแล้วก็จะไปต่อให้สุด ไม่ทำครึ่งๆกลางๆ เพราะเราตั้งใจลงมือทำ เราเริ่มต้นมาแล้ว ก็ต้องไปต่อ อย่างผมเองก่อนมาทำร้านนี้ เราก็มาจากความลำบาก ส่งขนม ทำทุกอย่างให้เรามีร้านนี้ เพราะฉะนั้น เรามีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่แล้ว ว่าเราอยากทำอะไร เราตั้งใจจะไปต่ออยู่แล้ว ก็เลยอยากให้ทุกคนที่อยากทำ มีเป้าหมายให้ชัดเจน เหมือนกัน
Jan 11, 2021 | บทความอสังหาฯ
ถ้าหากเพื่อน ๆ นึกถึงจังหวัดท่องเที่ยวใกล้ ๆ กับกรุงเทพมหานครและเป็นหนึ่งจังหวัดสำคัญ มีการเติบโตของเศรษฐกิจที่ดี อีกทั้งยังเป็นเมืองท่องเที่ยวพักผ่อน ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศในแต่ละปีได้มากเลยทีเดียว โดยจังหวัดที่จะพูดถึง คือ จังหวัด ชลบุรี นั่นเองครับ
ซึ่งจังหวัดชลบุรีนั้นมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอยู่หลายแห่ง โดยที่มีเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่าง เมืองพัทยา ที่เป็นเขตปกครองพิเศษ โดยจังหวัดชลบุรี มีความสำคัญทางเศรษฐกิจสำคัญของภาคตะวันออกเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่กำลังสร้างขึ้นหลากหลายพื้นที่ อาทิ ห้างสรรพสินค้า โรงแรม คอนโดต่าง ๆ จึงทำให้จังหวัด ชลบุรี เป็นพื้นที่สำคัญ ที่กำลังขยับขยายเติบโตขึ้นในอนาคต
ทำไมจังหวัดชลบุรี ถึงเป็นพื้นที่ที่น่าลงทุน
มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้จังหวัดชลบุรีกลายเป็นจังหวัดที่กำลังเติบโตในปัจจุบันและในอนาคตก็กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด เนื่องด้วยจังหวัดชลบุรีเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจสำคัญของภาคตะวันออกอย่างมาก ทั้งในด้านพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมต่าง ๆ หนึ่งในนั้น คือ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่โดดเด่น โดยมีเมืองพัทยา ที่เป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวมาเที่ยวพักผ่อนในวันหยุดพักผ่อนกันเป็นจำนวนมาก จึงทำให้มีการเติบโตของโรงแรม มีคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จแล้วและกำลังจะสร้างขึ้นในอนาคตอยู่หลายโครงการ อีกทั้งยังมีหมู่บ้านต่าง ๆ ที่กำลังก่อสร้างในอย่างเยอะ และในอนาคตคาดว่าจะมีอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่พักอาศัยผุดขึ้นอย่างต่อเนื่องแน่นอน มาดูกันว่าปัจจัยที่ทำให้จังหวัดชลบุรีเป็นจังหวัดที่น่าลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ มีปัจจัยอะไรบ้าง
1. หนึ่งจังหวัดสำคัญในการท่องเที่ยว
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการท่องเที่ยวของจังหวัดชลบุรีนั้นเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะและหลากหลายมากจังหวัดหนึ่ง ทำให้รายได้ส่วนหนึ่งของจังหวัดชลบุรีมาจากการท่องเที่ยวนั่นเอง โดยสถานที่สำคัญในการมาท่องเที่ยว คือ พัทยา บางแสน เกาะสีชัง เกาะล้าน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อีก เช่น ห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ สถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ จึงทำให้อนาคต ชลบุรี จะมีที่พักอาศัยเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของผู้คนที่จะซื้อบ้านอีกหนึ่งหลังเพื่อเอาไว้พักผ่อนกับครอบครัวในวันหยุดพักผ่อนหรือซื้อไว้เพื่อลงทุนก็เป็นความคิดที่ดีไม่น้อย เพราะราคาดีขึ้นแน่นอน
2. ธุรกิจต่าง ๆ กำลังเติบโต
ในปัจจุบัน จังหวัดชลบุรี กำลังพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินนานาชาติแห่งที่ 3 ของประเทศไทย อีกทั้งยังลงทุนสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงเพื่อเชื่อ 3 สนามบิน ประกอบด้วย สนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินอู่ตะเภา นอกจากนี้ยังสร้างรถไฟทางคู่เพื่อเชื่อมแหล่งอุตสาหกรรมกับท่าเรือ พัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง พัฒนาท่าเรือมาบตาพุด สร้างถนนมอเตอร์เวย์ 3 เส้นทาง และพัฒนาด้านการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น จึงทำให้จังหวัดชลบุรีเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพในด้านต่าง ๆ เพิ่มขึ้นในปัจจุบันและในอนาคต ส่งผลให้ธุรกิจต่าง ๆ ที่เล็งเห็นโอกาสในการเพิ่มช่องทางการค้าและกำไรเพื่อเติบโต รวมไปถึงธุรกิจขนาดเล็กที่เล็งเห็นโอกาสในการขยับขยายกิจการของตัวเองก็เปิดตัวกันอย่างมากมาย
3. สถานที่สำคัญต่าง ๆ
สถานที่สำคัญต่าง ๆ ของจังหวัดชลบุรีมีเยอะมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ราชการ สถานที่อุตสาหกรรม สถานที่ท่องเที่ยว อย่าง ห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ เช่น ห้างเซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยา บีช ห้างโรบินสัน
อีกทั้ง จังหวัดชลบุรี ยังมีสถานที่สำคัญอย่างมหาวิทยาลัยชื่อดัง คือ มหาวิทยาลัยบูรพา และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา อีกด้วย
ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังที่นักศึกษาเข้ามาเรียนต่อกันเยอะมากเช่นกัน จึงทำให้ธุรกิจหอพักต่าง ๆ มีรายได้ที่ดีตลอด และในปัจจุบันจะเห็นได้ว่า มีการสร้าง Condo โครงการหมู่บ้าน ใหม่ ๆ ขึ้นมาเยอะพอสมควรเพื่อตอบสนองการเช่าและการซื้อของคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาเรียนในพื้นที่นั่นเอง
4. ราคาที่พักอาศัยถูกกว่า
จะเห็นได้ว่าโครงการหมู่บ้านในเขตปริมณฑล รวมไปถึงจังหวัดที่มีการเจริญเติบโตในด้านอุตสาหกรรมต่าง ๆ หรือจะเป็นจังหวัดที่เป็นเมืองท่องเที่ยว ราคาบ้านในโครงการ ราคาคอนโด รวมไปถึงราคาที่ดิน จะมีราคาที่ถูกกว่าในกรุงเทพฯ เนื่องจากยังเป็นแค่พื้นที่ที่กำลังจะขยายความเจริญออกมาไม่ได้ไกลจากกรุงเทพฯ แถมยังเดินทางสะดวกสบายด้วยถนนมอเตอร์เวย์
โดยราคาบ้านของโครงการและคอนโด ตอนนี้ยังมีราคาที่ถูกกว่าโครงการบ้านและคอนโดในกรุงเทพฯ มาก เนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ อย่างเช่น ความสะดวกสบายในการเดินทางและปัจจัยต่าง ๆ ที่ยังไม่ครอบคลุมเหมือนเมืองหลวง
แต่ถึงอย่างไร จังหวัดชลบุรีก็เป็นจังหวัดที่กำลังเติบโตในหลาย ๆ ด้าน เพราะฉะนั้นใครกำลังจะซื้อบ้านและคอนโดเพื่ออยู่อาศัยหรือเพิ่งลงทุน ปล่อยเช่าในอนาคตในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ก็รีบซื้อเลยตั้งแต่ตอนนี้นะ ก่อนที่ราคาจะปรับขึ้นเนื่องจากปัจจัยหลาย ๆ อย่าง
5. จังหวัดศักยภาพ
อย่างที่ได้เขียนไปว่า จังหวัดชลบุรีนั้นเป็นจังหวัดที่เป็นเหมือนจังหวัดที่กำลังเติบโตในทุก ๆ ด้าน จากหลาย ๆ ปัจจัย จึงทำให้ในอนาคตจังหวัดชลบุรี จะมีการลงทุน มีความเจริญเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคตแน่นอน เนื่องจากมีทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ และสถานที่สำคัญอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น สนามบิน รถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ห้างสรรพสินค้า มหาวิทยาลัย โรงเรียนต่าง ๆ จึงทำให้อสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ เช่น บ้าน คอนโด มีราคาที่สูงขึ้น เพราะฉะนั้นการที่คิดจะลงทุนซื้อบ้านและคอนโดในจังหวัดชลบุรี คุ้มค่าแน่นอนครับ
สรุปท้ายบทความ
เชื่อเลยว่าในอนาคตจังหวัดชลบุรี จะเป็นพื้นที่ที่มีการเกิดของโครงการหมู่บ้านใหม่ คอนโดใหม่ และสิ่งปลูกสร้างเพื่ออยู่อาศัยต่าง ๆ เยอะขึ้น เนื่องจากปัจจัยในหลาย ๆ อย่าง ที่ทำให้นักทุนเล็งเห็นโอกาสต่าง ๆ ในการมาลงทุนในจังหวัดชลบุรี และที่สำคัญ ราคาในการซื้อ – ขายบ้านและคอนโดในจังหวัดชลบุรี ปัจจุบันยังเป็นราคาที่สามารถจับต้องได้ ถ้าหากใครอยากลงทุนซื้อไว้เพื่ออยู่อาศัยหรือเพื่อขายและปล่อยเช่าในอนาคต ก็เป็นทำเลที่คุ้มค่ากับการลงทุนมากเลยทีเดียว
หากเพื่อน ๆ กำลังมองหาบ้านและคอนโดในจังหวัดชลบุรี ลองเข้ามาดูกันก่อนได้ที่ Kaidee Property กันก่อนได้เลย เรามีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกซื้อในแบบที่หลากหลาย ราคาดี คลิกเลย