Apr 29, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
การนั่งเก้าอี้ถือเป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่ง หรือเมื่อเราเดินจนเมื่อยขาก็เปลี่ยนมานั่งเพื่อเปลี่ยนการลงน้ำหนักจากเท้าเป็นที่บั้นท้ายแทน แต่เมื่อใดที่นั่งนานๆ ก็อาจทำให้เราเมื่อยได้เช่นกัน เพราะน้ำหนักที่ถูกส่งผ่านหลังไปยังบั้นท้าย หากนั่งผิดท่าหรือลงน้ำหนักไปที่ส่วนหลังมากเกินไปก็จะเกิดอาการปวดหลังตามมา ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อปัญหาเหล่านี้นั่นคือเก้าอี้ที่เรานั่งนั่นเอง
ปวดหลังเพราะนั่งเก้าอี้ทำงานนานๆ
เราต่างใช้เวลานั่งทำงานหน้าจอคอมกันประมาณ 7 – 8 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งนั่นหมายความว่าร่างกายของเราต้องอยู่ในท่านั่งเป็นเวลานานมากๆ ดังนั้นเป็นเรื่องปกติที่จะมีอาการปวดเมื่อย แต่หากเราไม่หาวิธีแก้ไขหรือนั่งแบบเดิมต่อไปเรื่อยๆ อาการปวดหลังก็จะรุนแรงมากขึ้่น บางคนอาจมีอาการหลังค่อมหรืออาจกระดูกสันหลังคดก็เป็นได้ ซึ่งสิ่งที่ส่งผลกับปัญหาเหล่านี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากเก้าอี้ที่ใช้ ไม่สามารถรองรับสรีระร่างกายของเราอย่างถูกต้อง ทำให้เกิดอาการที่ค่อยๆสะสมจนเป็นปัญหาสุขภาพและลำบากในการรักษาภายหลัง
สรีระร่างกายที่ถูกต้องเวลานั่ง ตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomics)
เมื่อต้องนั่งเป็นเวลานานๆ สิ่งที่ต้องคอยเตือนตัวเองไว้เสมอนั่นคือท่านั่งที่สรีระร่างกายวางไว้ตามจุดที่ถูกต้อง แต่ไม่จำเป็นต้องเกร็งหรือกำหนดหลังของเราให้ตรงตลอดเวลา แต่เพียงรู้ท่าทางที่ถูกต้องและไม่เปลี่ยนสรีระไปในแบบที่ผิดสุขลักษณะ
1.หลัง
หากต้องการพิงหลัง ให้นั่งพิงโดยปรับพนักพิงให้มีองศาที่เหมาะสมประมาณ 100 องศา ไม่เอนไปด้านหลัง หรือตั้งฉากจนเกินไป หากไม่พิงพนัก ให้นั่งหลังตรงแบบธรรมชาติ ไม่ต้องดัดให้ตรงดิ่งหรือแอ่นหลัง เพียงแค่ไม่ค่อมหลังลงก็พอ
2.แขน
เมื่อเรานั่งหลังตรงอย่างธรรมชาติแล้ว ให้วางแขนไว้บนโต๊ะหรือที่พักแขนให้ตั้งฉาก เวลาพิมพ์งานหรือคลิกเมาส์ ต้องไม่ยื่นหรือหดแขนจนเกินไป
3.ไหล่
หลังจากที่วางแขนอย่างถูกต้องแล้ว บางครั้งเราอาจติดการยกไหล่เพื่อไปกดคีย์บอร์ดหรือเขียนหนังสือ ควรแก้ด้วยการปรับความสูงของเก้าอี้ให้พอดีในแบบที่เราไม่ต้องยกไหล่หรือยกแขนเวลาพิมพ์หรือเขียน และที่สำคัญคือต้องไม่ห่อไหล่เวลานั่ง
4.คอและหัว
ส่วนคอเป็นส่วนที่สำคัญมากส่วนหนึ่ง เวลานั่งไม่ควรยื่นหน้าเข้าใกล้จอหรือก้ม-เงยหน้ามองหน้าจอมากเกินไป และไม่ควรเกร็งคอให้ตรงตลอดเวลา เพราะอาจะทำให้เราเมื่อและปวดหัวจากการเกร็งคอและจ้องจอใกล้ๆได้
5.ขา
เราควรวางขาให้เท้าราบติดพอดีกับพื้น หากได้องศาการนั่งที่พอดีแล้วขายังลอยจากพื้น ให้หาหมอนมาวางรองเหยียบเพื่อให้ไม่เมื่อยน่องส่วนบน ที่สำคัญคือไม่ควรนั่งไขว่ห้าง เพราะการนั่งไขว่ห้างเป็นเวลานานบ่อยๆ จะส่งผลต่อกระดูกสันหลังของเรา และอาจทำให้เป็นกระดูกสันหลังคดได้
เก้าอี้นั่งทำงานมีกี่แบบนะ?
การทำงานของแต่ละคนแน่นอนว่ามีความแตกต่างกัน บางคนอาจนั่งทำงานไม่นานต้องเดินไปประชุมหรือออกไปข้างนอก แต่บางคนก็ต้องนั่งอยู่กับที่ตลอดทั้งวัน ดังนั้นการใช้เก้าอี้ทำงาน จึงมีความแตกต่างกันไปด้วย
1.เก้าอี้แบบพนักพิง
เก้าอี้แบบพื้นฐานที่ตามสำนักงานออฟฟิศต่างๆมี หากบริษัทไหนลงทุนเพื่อสุขภาพของพนักงานหน่อยก็จะมีเก้าอี้สามารถปรับระดับความสูงได้ ซึ่งเก้าอี้รูปแบบนี้มักมีราคาตั้งแต่ถูกไปจนแพง ซึ่งสิ่งที่แตกต่างกันคือวัสดุที่นำมาประกอบและการออกแบบให้นั่งได้สบายที่สุด
2.เก้าอี้แบบโซฟา
เช่นเดียวกับเก้าอี้แบบพนักพิง เก้าอี้แบบโซฟามักมีวางไว้ในออฟฟิศประมาณหนึ่งถึงสองตัว ด้วยความนุ่มของตัวเบาะและความกว้างของขนาดโซฟา ทำให้เราสามารถนั่งพักผ่อนได้ หรืออาจนั่งงีบระหว่างวันได้อย่างสบายอีกด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่เก้าอี้โซฟาต่างจากเก้าอี้พนักพิงคือการปรับระดับความสูง เก้าอี้โซฟาส่วนมากจะสามารถปรับได้เพียงองศาของพนักพิง
3.เก้าอี้เพื่อสุขภาพ
ในช่วงหลังๆมานี้การใส่ใจเรื่องสุขภาพของผู้คนเริ่มมีมากขึ้น เรื่องของเก้าอี้ก็ด้วยเช่นกัน บางบริษัทที่ผลิตเก้าอี้โดยเฉพาะก็จะมีการศึกษาวิจัยด้านการยศาสตร์และสรีระศาสตร์ และออกแบบเก้าอี้เพื่อให้คนนั่งทำงานได้อย่างไม่ปวดเมื่อย
เก้าอี้แบบไหนดีที่สุด?
ตามจริงแล้วเก้าอี้ที่ดีที่สุดของคุณคือเก้าอี้ที่ตอบโจทย์การนั่งของคุณมากที่สุด ดังนั้นการเลือกซื้อเก้าอี้สักตัวควรคำนึงว่าเราจะเอาเก้าอี้นี้ไปวางและใช้ที่บริเวณไหนและเพื่ออะไร
1.คนที่นั่งทำงานนานติดกันเกิน 4 ชั่วโมงต่อวัน
คนส่วนใหญ่คงอยู่ในกลุ่มนี้ ที่ต้องไปทำงานแล้วนั่งติดต่อกันตั้งแต่เช้าจนเที่ยงแล้วมาต่อตอนบ่ายถึงเย็น และแน่นอนว่าหลายๆคนคงเกิดอาการปวดหลังเมื่อผ่านไปสักพักหนึ่ง ซึ่งนอกจากการแก้ไขด้วยการนั่งให้ถูกวิธีแล้ว ยังมีอีกหนึ่งตัวช่วยที่ส่งผลได้อย่างมาก นั่นคือเก้าอี้เพื่อสุขภาพ
เก้าอี้เพื่อสุขภาพเป็นเก้าอี้ที่ถูกออกแบบตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomics) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการนั่งของเราให้สบายมากยิ่งขึ้น แต่ข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือเรื่องของราคาที่อาจสูงกว่าเก้าอี้ทั่วไป แต่หากเพื่อสุขภาพของเราแล้วนั้น การลงทุนกับเก้าอี้เพื่อสุขภาพนี้ถือเป็นสิ่งที่คุ้มค่ามาก และความทนทานของตัวเก้าอี้ก็อาจอยู่ได้นานกว่าเก้าอี้ทั่วไปด้วยเช่นกัน
2.คนที่นั่งทำงานไม่นานและต้องคอยไปตามที่ต่างๆอยู่บ่อยๆ
ใครที่ทำงานอยู่บ้านหรืออยู่ออฟฟิศแล้วต้องออกไปหาลูกค้าหรือออกไปคุยงานบ่อยๆ เก้าอี้พนักพิงก็ถือเป็นเก้าอี้ตัวหนึ่งที่ตอบโจทย์ แต่ต้องเลือกเป็นเก้าอี้ที่สามารถปรับระดับความสูงของตัวเบาะและที่พักแขน รวมถึงสามารถปรับเอนตัวเบาะหลังเมื่อต้องการพักได้
3.คนที่ทำงานที่บ้าน
ในช่วงปี 2020 นี้ หลายบริษัทปรับให้พนักงานทำงานที่บ้านกันมากขึ้น ซึ่งหลายคนก็อาจถูกปรับให้ทำงานที่บ้านเป็นหลัก ดังนั้นแนะนำให้มีเก้าอี้หลากหลายแบบไว้ที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้เพื่อสุขภาพและเก้าอี้แบบโซฟา เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนมุมการทำงาน ไม่ให้อุดอู้อยู่ในจุดๆเดียว แต่ระวังเมื่อนั่งเก้าอี้โซฟานานๆ อาจง่วงจนเผลอหลับได้ล่ะ
สรุป
เก้าอี้ทำงานที่เหมาะสมในแต่ละคนอาจมีความแตกต่างกัน เพราะด้วยส่วนสูงและน้ำหนักที่ไม่เหมือนกัน ทำให้เก้าอี้ที่เรานั่งแล้วรู้สึกสบาย แต่กับคนอื่นอาจไม่รู้สึกสบายเช่นเดียวกันเราได้เช่นกัน ดังนั้น ควรเลือกให้ดีแล้วลองนั่งเองสักพักเพื่อให้ได้รู้ว่ารู้สึกสบายกับตัวเราหรือไม่ และหากใครมองหาเก้าอี้มือสองอยู่ล่ะก็ เรามีหมวดเฟอร์นิเจอร์ให้คุณได้เข้าไปเลือกซื้อเก้าอี้หลากหลายแบบได้อย่างสะดวก ลองเข้าไปดูกันเลย
Apr 29, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
อุปกรณ์ถ่ายภาพที่สำคัญสำหรับคนในยุค Digital เช่นทุกวันนี้ จากแต่ก่อนที่การมีกล้องสักตัวต้องเป็นอุปกรณ์สำหรับช่างภาพ หรือไม่ก็สำหรับคนที่ใช้งานเฉพาะด้าน แต่ปัจจุบันนี้เราก็สามารถเป็นเจ้าของกล้องถ่ายรูปได้ ด้วยรุ่นและราคาที่มีความหลากหลายมากขึ้น รวมถึงฟีเจอร์ต่างๆ ที่แต่ละแบรนด์ใส่มาให้กับกล้อง เพื่อตอบสนองความต้องการสำหรับคนยุคนี้กันมากขึ้น
มารู้จักกันชนิดของกล้องกันก่อน
โดยทั่วไปแล้วกล้อง จะมีการแบ่งแยกประเภทตามรูปแบบการใช้งานและฟังก์ชันต่างๆ ดังนั้นแล้วก่อนจะมีกล้องสักตัวเรามารู้จักกับประเภทของกล้องกันให้ดีก่อน
1. กล้อง DSLR
กล้อง DSLR หรือเรียกเต็มๆว่า Digital Single Lens Reflex เป็นกล้องที่ตากล้องมืออาชีพส่วนใหญ่มักจะใช้กัน เนื่องจากตัวกล้องสามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ ทำให้ได้ภาพที่หลากหลาย รวมถึงคุณภาพของรูปที่ออกมาก็จะชัดและดีกว่ากล้องปกติ
โดยกระบวนการถ่ายภาพจากกล้องประเภทนี้สรุปง่ายๆคือ ภายในตัวกล้องจะมีกระจกอยู่หนึ่งชิ้น ที่จะสะท้อนแสง(ภาพ)จากเลนส์เข้ามา เมื่อเรากดถ่ายภาพ กระจกที่อยู่ในกล้องจะพับขึ้น ม่านชัตเตอร์จะเปิดออกและแสงที่สะท้อนจากเลนส์เข้ามาก็จะเข้าสู่เซ็นเซอร์ภาพที่จะประมวลผลออกมาเป็นรูปภาพขึ้นบนจอดิจิทัลของกล้อง
2. กล้อง Mirrorless
กล้องที่เหมาะสำหรับตากล้องมือใหม่ไปจนถึงมือโปร เนื่องจากทั้งเรื่องราคาและฟีเจอร์ต่างๆที่กล้อง Mirrorless ทำออกมาได้ดีเกือบเทียบเท่า DSLR แถมกล้องประเภทนี้ยังสามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้อีกด้วย ทำให้กล้องประเภทนี้เป็นที่นิยมอย่างมาก
ซึ่งที่เราเรียกกล้องชนิดนี้ว่า Mirrorless นั้น เพราะว่าภายในตัวกล้องจะไม่มีกระจกสะท้อน ทำให้ช่องมองภาพที่มีในกล้อง Mirrorless จะเป็นแบบ Digital ที่ถูกแสดงผลจากเซ็นเซอร์แทน ไม่ใช่สะท้อนจากกระจกไปสู่ช่องมองภาพแบบ Optical เหมือนกล้อง DSLR
3. กล้อง Compact
กล้องที่มีขนาดเล็กและไม่สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ ซึ่งกล้องประเภทนี้เหมาะสำหรับคนที่ไม่ได้เน้นการถ่ายภาพแบบเจาะจงหรือเน้นการเปลี่ยนเลนส์ โดยตัวกล้องจะมีเลนส์ที่มีระยะซูมที่ยังสามารถซูมเข้า-ออกได้ ซึ่งกล้อง Compact เหมาะกับการพกพาเป็นอย่างมาก ทั้งขนาดและน้ำหนักที่เบากว่ากล้องอีกสองประเภท ดังนั้นใครชอบความเล็ก เบา แต่อัดแน่นด้วยฟีเจอร์น่าสนใจต่างๆต้องกล้องประเภทนี้เลย
แล้ว Full Frame กับ APS-C ล่ะคืออะไร?
กล้อง Full Frame หรือ APS-C ที่เราเรียกกันนั้น แท้จริงแล้วมันคือขนาดของเซนเซอร์ที่อยู่ในกล้อง ซึ่งยังมีอีกหลายขนาดมาก แต่ด้วยความนิยมของกล้องที่เป็นที่สนใจของผู้คนส่วนมากมักจะมีเซนเซอร์สองแบบนี้ จึงทำให้คนมักคิดว่าเป็นชนิดของกล้อง
Full Frame
เซ็นเซอร์ขนาด Full Frame มักอยู่ในกล้อง DSLR ที่มีระดับค่อนข้างสูง ด้วยขนาดของเซ็นเซอร์ที่ใหญ่ จะทำให้ได้ภาพแบบไม่ถูก Crop ออกด้วยเลนส์ ซึ่งแน่นอนว่าจะได้รูปที่มีคุณภาพสูงกว่ากล้องที่มีเซ็นเซอร์ขนาดเล็กกว่ามาก
APS-C
เซ็นเซอร์ขนาด APS-C เป็นเซ็นเซอร์ขนาดยอดนิยมที่อยู่ในกล้อง DSLR ระดับเริ่มต้นและกล้อง Mirrorless ซึ่งภาพที่ได้จากกล้องที่มีเซ็นเซอร์ขนาด APS-C นั้นจะถูก Crop หรือย่อขนาดลง ทำให้บางครั้งเลนส์ ในระยะเดียวกันใช้กับกล้อง APS-C ก็อาจต้องถอยหลังอีกเวลาถ่ายภาพเพื่อให้ได้ระยะที่แท้จริง
5 อันดับกล้อง Mirrorless ยอดนิยม
ในปี 2021 นี้มีกล้อง Mirrorless รุ่นใหม่น่าใช้มากมาย หรือบางรุ่นที่ออกมาก่อนหน้านี้ก็ยังคงมีสเปคที่น่าสนใจและใช้งานได้ดีอยู่ เราหยิบ 5 รุ่นยอดนิยมมาแนะนำกัน
1.Sony A6100
เริ่มต้นกันด้วยกล้องรุ่นเริ่มต้นสำหรับมือใหม่อยากมีกล้องตัวสักตัวกับ Sony A6100 กล้อง Mirrorless ที่มีเซ็นเซอร์ Exmor Cmos ชนิด APS-C ความละเอียด 24.2ล้านพิกเซล
จุดเด่นของกล้องโซนี่ที่เราต่างรู้กันนั่นคือเรื่องโฟกัส ซึ่งระบบออโต้โฟกัสของรุ่นนี้ก็มาแบบ Real-time tracking ที่สามารถโฟกัสได้อย่างชัดเจนแม้มีการเคลื่อนไหวและระบบ Real-time Eye AF ที่จะตรวจจับดวงตา ไม่ว่าจะทั้งคนหรือสัตว์ก็สามารถตรวจจับได้อย่างแม่นยำ ด้วยจุดโฟกัสที่มีมากถึง 425 จุด ทำให้หายห่วงเรื่องภาพเบลอไม่โฟกัสหน้า
ด้วย Fast Hybrid AF ทำให้การถ่ายวีดีโอความละเอียดระดับ 4K ที่ได้จากกล้องรุ่นนี้มีมิติและคอนทราสที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น และเรายังสามารถแตะที่หน้าจอดิจิทัลเพื่อเลือกจุดว่าจะให้โฟกัสหรือ tracking ตรงไหนได้อีกด้วย และที่สำคัญคือตัวกล้องสามารถต่อไมค์โครโฟนแยกได้ เพื่อให้วีดีโอของคุณมีเสียงที่คมชัดมากขึ้น
สรุปแล้วกล้องตัวนี้เหมาะมากๆสำหรับคนที่กำลังมองหากล้องตัวแรก เพราะนอกจากระบบโฟกัสที่โดดเด่นแล้ว ยังสามารถตั้งถ่ายเซลฟี่ได้และตัวจอยังพับได้ 180 องศาอีกด้วย
2.Fujifilm X-T30
เมื่อพูดถึงกล้อง Fuji หลายๆคนก็คงนึกถึงภาพถ่ายบุคคลที่มีความนวลเนียน ละมุนถูกใจสาวๆหลายๆคน ซึ่งในรุ่น X-T30 นี้ถึงแม้จะวางจำหน่ายตั้งแต่ปี 2019 แต่ก็ถูกเคลมว่าเป็น “ Little Giant ” หรือถ้าพูดแบบไทยๆก็คือเล็กพริกขี้หนู ที่ให้ฟังก์ชันและประสิทธิภาพที่ครบจัดเต็มในราคาจับต้องได้
เริ่มต้นกันที่เซ็นเซอร์ขนาด APS-C แบบใหม่ X-Trans CMOS 4 ความละเอียด 26.1 MP ที่ช่วยเรื่องคุณภาพของรูปให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงลด noise เมื่อถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดีขึ้นอีกด้วย
ในด้านของการโฟกัส รุ่นนี้ก็ทำได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการตรวจจับดวงตาและใบหน้า ที่จะช่วยโฟกัสคุณได้แม่นยำมากขึ้น รวมถึงโหมดโฟกัสที่มีมากถึง 6 รูปแบบ โดยจะแบ่งเป็น AF-S และ AF-C อย่างละสามรูปแบบ ซึ่งจะครอบคลุมแถบจะทุกการถ่ายไม่ว่าจะเป็นรูปภาพหรือวีดีโอ
เรื่องการถ่ายวีดีโอ สามารถถ่ายในความละเอียด 4K ได้ในคุณภาพไฟล์ที่ดียิ่งขึ้น ด้วยเซ็นเซอร์ใหม่ที่ใส่มาในรุ่นนี้ และยังมีฟังก์ชัน Film Simulation ที่จะปรับภาพและสีเมื่อถ่ายวีดีโอให้สดมากยิ่งขึ้น
สำหรับกล้องรุ่นนี้อาจไม่เหมาะกับสายเซลฟี่ถ่ายตัวเองมากนัก เพราะจอดิจิทัลด้านหลังไม่สามารถพับออกข้างได้ แต่โดยรวมแล้วนั้นหากใครไม่ได้เน้นการถ่ายเซลฟี่ หรือเอาไว้ให้เพื่อนหรือแฟนถ่ายให้ก็เหมาะมากๆ ด้วยขนาดและน้ำหนักรวมที่เมื่อรวมกับตัวเลนส์ในซีรีส์ X แล้วยังไม่ถึงกับหนักหรือพกลำบาก รวมถึงประสิทธิภาพที่อัดแน่นและคุณภาพของรูปที่ได้
3.Panasonic Lumix G100
กล้องสาย Vlog ขนาดเล็ก พกพาง่าย ราคาย่อมเยา ที่มาในเซนเซอร์ MOS ความละเอียด 20.3 MP เหมาะกับการถ่ายวีดีโอหรือเซลฟี่เป็นอย่างมาก
จุดเด่นอย่างแรกของรุ่นนี้คือระบบ OZO ที่ทำให้ได้เสียงจากการถ่ายวีดีโอที่ดีมากขึ้นแม้ไม่ได้ต่อไมโครโฟนภายนอก (ในรุ่นนี้มีช่องต่อไมค์แยกให้) ซึ่งในระบบนี้จะมี 5 โหมดที่สามารถปรับการรับเสียงจากทิศทางต่างๆได้ 5 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้า ด้านหลัง รอบตัว เฉพาะผู้ถ่าย หรือแบบอัตโนมัติ
ต่อมาคือเรื่องของการถ่ายวีดีโอในรุ่น G100 ด้วยรุ่นนี้มีกันสั่น Hybrid I.S.แบบ 5 แกน ทำให้สามาถเดินถือถ่ายได้และได้ภาพวิดีโอที่นิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีโหมดอีกมากมาย ไม่วา่จะเป็นการถ่ายวีดีโอแนวตั้ง การปรับอัตราส่วนของภาพวีดีโอให้เหมาะกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ
จอภาพดิจิทัลขนาด 3 นิ้ว ที่สามารถพับออกด้านข้างเพื่อดูตัวเอง รวมถึงสามารถเตะเพื่อโฟกัสจุดที่เราต้องการได้อีกด้วย ดังนั้นโดยสรุปแล้วรุ่นนี้เหมาะสำหรับมือใหม่เริ่มต้นใช้งานกล้องและสายถ่าย Vlog ด้วยราคาและสามารถความต่างๆที่ตอบโจทย์เป็นอย่างยิ่ง
4.Fuji X-T4
รุ่นพัฒนาจาก X-T3 ที่ภายนอกอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นเดิมมากนัก แต่ภายในมีการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นหลายอย่าง
ในรุ่น X-T4 นี้มาพร้อมเซนเซอร์ APS-C X-Trans CMOS 4 ความละเอียด 26MP และที่สำคัญคือมีระบบกันสั่น 5 แกนติดมาในตัวบอดี้เลยทำให้การถ่ายรูปและวีดีโอมีความนิ่งและสมูทมากยิ่งขึ้น
และในรุ่นนี้หน้าจอ LCD ด้านหลังเปลี่ยนจากจอ Tilt 3 ระดับเป็นจอพับออกด้านข้างแล้ว ตรงนี้อาจจะถูกใจหลายๆคนที่ชอบถ่ายเซลฟี่ หรือตั้งกล้องวีดีโอถ่ายแล้วอยากเห็นตัวเองก็สามารถทำได้แล้ว
ภาพจาก dpreview.com/
ด้านข้างมีพอร์ทเชื่อมต่อไมค์ 3.5 mm, Clear HDMI, USB-C ที่สามารถชาร์จแบบ PD ได้และอีกด้านหนึ่งจะเป็นช่องใส่ SD Card แบบ USH-ll 2ช่อง
แบตเตอรี่ของรุ่นนี้จะแตกต่างจากรุ่นเก่า โดยจะเป็นแบต NP-W235 ที่สามารถใช้ถ่ายรูปได้ประมาณ 500 ภาพต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง
5.Canon EOS R5
กล้อง Mirrorless – Full Frame ที่เปิดตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม 2020 ที่ผ่านมา ด้วยเซนเซอร์ CMOS ที่มีความละอียดสูงถึง 45 ล้านพิกเซลและชิปประมวลผลภาพ DIGIC X ที่จะทำให้ได้คุณภาพของรูปที่คมชัด และมีประสิทธืภาพในการถ่ายภาพต่อเนื่องที่ดี
Canon EOS R5 ยังมาพร้อมระบบออโต้โฟกัส Dual Pixel CMOS AF II ที่ช่วยจับโฟกัสเวลาถ่ายภาพหรือวิดีโอได้ดีมากยิ่งขึ้น รวมถึงระบบ Animal Detection AF ที่ตรวจจับดวงตาของสัตว์ได้ ทำให้เราถ่ายภาพสัตว์ต่างๆหรือน้องหมาแสนรักของเราได้แบบไม่ต้องกลัวหลุดโฟกัส
ภาพจาก dpreview.com/
การถ่ายภาพในช่วงเวลากลางคืนหรือพื้นที่แสงน้อย รุ่นนี้ก็สามารถทำออกมาได้ดีเพราะมีช่วง ISO ที่สามารถดันสูงได้มากสุดถึง 102,400
เรื่องการถ่ายวิดีโอก็สามารถทำได้แบบจัดเต็ม สามารถถ่ายวิดีโอความละเอียดระดับ 8K แบบไม่ครอป และหากถ่ายภาพแบบ Slowmotion ก็สามารถถ่ายได้ในความละเอียดสูงถึง 4K เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังหมดห่วงเรื่องภาพสั่น เพราะตัวกล้องมาพร้อมระบบกันภาพสั่นไหว 5 แกนภายในตัวคู่กับระบบกันภาพสั่นไหวแบบ Optical
ภาพจากเว็บไซต์ Canon/TH
ระบบการเชื่อมต่อไร้สายก็มีทั้ง Wifi 5 และ 2.4 Gzh และ Bluetooth พลังงานต่ำที่ทำให้เราสามารถควบคุมกล้องผ่านแอปพลิเคชัน Canon Camera Connect ได้แบบไม่เปลืองแบตมาก และเมื่อพูดถึงแบตเตอรี่แล้วในรุ่น EOS R5 มาพร้อมแบตแบบใหม่ (LP-E6NH) ที่ให้ความจุมาสูงถึง 2130 mAh
สรุปแล้วรุ่นนี้เหมาะมากกับคนที่มีประสบการณ์ถ่ายภาพมาแล้ว และอยากหาอุปกรณ์คู่ใจที่จะช่วยให้คุณได้รูปคุณภาพสูง แต่เช่นเดียวกันคุณภาพที่ดีย่อมตามมาด้วยราคาที่สูงเช่นกัน
สรุป
5 รุ่นที่เราหยิบมาในนี้นั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกล้อง Mirrorless ยอดฮิตที่มาแรงในตลาดตอนนี้ ซึ่งแบรนด์กล้องที่มีในตลาดนั้นเราต่างรู้จักกันดีอยู่แล้ว ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็จะมีกล้องในแต่ละระดับแต่ละประเภทที่ทำมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนั้นการซื้อกล้องสักตัวก็ควรศึกษาหารีวิวให้มากๆ แล้วจึงตัดสินใจ และหากใครหาซื้อกล้องอยู่ล่ะก็ ที่ Kaidee ของเรามีหมวดหมู่กล้องโดยเฉพาะ ที่ช่วยให้คุณเข้ามาเลือกซื้อได้อย่างสะดวกอยู่นะ ลองเข้ามาดูกันเลย
Apr 28, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
iPhone se 2020 หรือ iPhone se 2 เป็นมือถือไอโฟนอีกหนึ่งรุ่นที่จัดอยู่ในหมวดสร้างความฮือฮาได้ไม่น้อยตอนเปิดตัว เนื่องด้วยราคาที่ถูกจนต้องร้องว้าวเมื่อเทียบกับบรรดาไอโฟนรุ่นพี่หรือรุ่นน้องที่ออกตามกันมาทั้งหลายแหล่ แม้ว่าหลังจากมีรุ่นน้องที่ออกตามเจ้ารุ่นนี้มาติด ๆ แต่เจ้ารุ่นพี่เล็กพริกขี้หนูก็ยังครองความคุ้มค่าไม่เปลี่ยน วันนี้เราเลยอยากพาเพื่อน ๆ มาเจาะลึกเจ้า iPhone se 2020 กันดีกว่าว่าของเขาดีจริงไหม สเปกคุ้มค่ากับราคาหรือเปล่า ซื้อแล้วคุ้มจริงไหม เราไม่รั้งไว้ให้ทุกคนเสียเวลาแล้ว ไปตามอ่านกันเลยดีกว่าค่า
เจาะลึก iphone se 2020 ทุกซอกทุกมุม
ขอเริ่มต้นกันด้วยสเปกทั้งหมดของเจ้า iphone se 2020 หรือ iphone se 2 กันก่อนดีกว่าค่ะ ว่าภาพรวมเป็นยังไงกันบ้าง
สรุปสเปก iPhone se 2020
ขนาดเครื่อง: 138.4 x 67.3 x 7.3 มม.
น้ำหนัก: 148 g
หน้าจอ: Retina IPS LCD (750 x 1334 พิกเซล ขนาด 4.7 นิ้ว)
ระบบปฏิบัติการณ์: iOS ชิป Apple A13 Bionic
หน่วยความจำ: 64GB, 128GB, 256GB
แรม: 3GB
กล้อง: กล้องหน้า 7 MP, f/2.2
กล้องหลัง 12 MP, f/1.8 (wide)
สี: ดำ แดง ขาว
แบตเตอรี: 1821 มิลลิแอมป์ (Fast charging 18 วัตต์)
อื่น ๆ : ระบบ touch id กันน้ำและฝุ่นระดับ IP67
ส่องดีไซน์ iPhone se 2020
ต้องบอกว่าดีไซน์ของ iPhone se 2020 มีความละม้ายคล้ายคลึงกับ iPhone 8 ชนิดที่เหมือนฝาแฝดคลอดออกมาจากท้องเดียวกัน พิสูจน์ได้จากการใช้เคสชนิดเดียวกันได้แบบเป๊ะ ๆ ชนิดจับวาง มาในขนาด 138.4 x 67.3 x 7.3 มม. น้ำหนัก 148 กรัม หน้าจอกว้าง 4.7 นิ้ว ดีไซน์กระจกและอะลูมิเนียมให้ความรู้สึกพรีเมียม เรื่องสีก็มีออปชันมาให้เลือกแบบกรุบกริบ นั่นก็คือสี ดำ ขาว และแดง
ถ้าเทียบกับเจ้ารุ่นน้องใหม่ล่าสุดอย่าง iPhone 12 ก็ถือว่าแตกต่างกันค่อนข้างเยอะโดยเฉพาะเรื่องของหน้าจอ สำหรับ iPhone 12 รุ่น mini หน้าจอจะกว้าง 5.4 นิ้ว ในขณะที่ขนาดของตัวเครื่องเล็กกว่าเจ้า iPhone se 2020 นิดหน่อย ซึ่งน่าจะตอบโจทย์คนที่อยากได้ขนาดเครื่องไม่ใหญ่มากแต่หน้าจอกว้างสะใจ
แต่ถ้าใครยังโหยหา Touch id ก็คงต้องมองเป็นตัวเลือก iPhone se 2020 ไป เพราะ iPhone 12 เป็นแบบ face id ทั้งหมด
กล้อง iPhone se 2020 เป็นยังไง คุ้มราคาไหม
เชื่อว่าเวลาหลาย ๆ คนเลือกซื้อมือถือใหม่ สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงเป็นอันดับต้น ๆ ก็น่าจะหนีไม่พ้นเรื่องกล้อง ยุคนี้กล้องมือถือก็ต้องพร้อมออกศึก ถ่ายรูปความประทับใจ ถ่ายลงโซเชียล ถ่ายไอจีสตอรีปัง ๆ สำหรับเจ้า iphone se 2020 นั้นมาพร้อมกล้องหน้า 7 MP f/2.2 และ กล้องหลัง 12 MP f/1.8
สามารถถ่ายได้ทั้งแบบโหมดถ่ายรูปธรรมดาและโหมดถ่ายรูปบุคคล (หน้าชัดหลังเบลอ) ซึ่งต้องบอกก่อนว่าโหมดถ่ายรูปบุคคลหรือโหมด Portrait ของ iphone se 2020 จะสามารถถ่ายได้เฉพาะคนเท่านั้น ซึ่งจะไม่เหมือนกับ iphone XR หรือรุ่นหลัง ๆ ที่สามารถถ่ายวัตถุอย่างอื่นได้ด้วย
ถ้าให้มองในภาพรวม ถือว่าการทำงานของกล้องยังถือว่าทำได้ดี แม้ว่าจะเป็นกล้องที่มีเลนส์หลังเดี่ยว ต่างกับน้องใหม่ ๆ ที่ออกมาซึ่งเริ่มจะมีหลายเลนส์มากขึ้น แต่ก็สามารถถ่ายรูปในระดับที่น่าพึงพอใจ
สเปกเครื่อง iPhone se 2020
ขยับเข้ามาดูที่ตัวสเปกของเจ้า iPhone se 2020 กันบ้างดีกว่า iPhone se มาพร้อมชิป Apple A13 Bionic ที่เป็นชิปเหมือนใน iPhone 11 iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max เลย จึงค่อนข้างหายห่วงในเรื่องของความแรงและก็ยังสามารถใช้ต่อได้ต่อไปได้ยาว ๆ
สำหรับหน่วยความจำของ iPhone se 2020 มีให้เลือกตั้งแต่ 64GB 128GB และ 256GB ในระดับแรม 3GB เท่ากัน
นอกจากนี้ยังรองรับระบบ WiFi 6 80MHz ที่ช่วยให้รับ wifi ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น
เพราะฉะนั้นถือได้ว่าสเปกของ iPhone se 2020 ถือว่าค่อนข้างครบ พร้อมใช้งานไม่ว่าจะเป็นการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันหรือจะเล่นเกม
แบตเตอรี iPhone se 2020
iPhone se 2020 หรือ iPhone se 2 มาพร้อมกับแบตเตอรี 1821 มิลลิแอมป์ ตามสเปกระบุว่าสามารถใช้ดูวิดีโอได้ 13 ชั่วโมง เล่นคลิปผ่านสตรีมมิงต่าง ๆ ได้ประมาณ 8 ชั่วโมง ซึ่งใช้ได้ระดับเดียวกับ iphone 8 แต่ด้วยตัวชิปที่เป็นชิป A13 ชิปใหม่ อาจจะกินแบตมากกว่า iPhone 8 ที่ยังใช้ชิปรุ่นที่เก่ากว่าเล็กน้อย
ฟีเจอร์อื่น ๆ ที่น่าสนใจของ iPhone se 2020
ฟีเจอร์หนึ่งที่อาจจะเป็นเหตุผลให้บางคนสนใจเจ้า iphone se 2020 คือ touch id หรือระบบแตะสัมผัสเพื่อปลดล็อกด้วยนิ้วมือ เนื่องจากรุ่นน้อง iPhone ที่ตามมาจะเปลี่ยนเป็นการปลดล็อกโดยใช้ face id หมดแล้ว ใครที่ยังแอบคิดถึงปุ่มโฮมกับการใช้นิ้วแตะสัมผัส ก็ถือว่า iphone se 2020 เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
นอกจากฟีเจอร์นี้แล้ว iPhone se 2020 ก็ถือว่ามีฟีเจอร์อื่น ๆ ที่ไม่น้อยหน้ารุ่นไหนเลย เรื่องกันน้ำและกันฝุ่น รุ่นนี้ก็มีรองรับการกันน้ำและฝุ่นละอองตามมาตรฐาน IP67 ซึ่งรองรับการตกน้ำลึกระดับ 1 เมตรเป็นเวลา 30 นาที
iPhone se 2020 VS iPhone XR VS iPhone 11 VS iPhone 12 ตัวไหนดี
iPhone se 2020 VS iPhone XR
ความแตกต่างหลัก ๆ ของ iPhone se 2020 และ iPhone XR คือหน้าจอ iPhone XR จะมีขนาดหน้าจอ 6.1 ไม่มีปุ่มโฮม มีความละเอียดและความคมชัดสูงกว่า แต่ถ้ามองในเรื่องของชิปประมวลผล iPhone se 2020 ใช้ชิป A13 ซึ่งเป็นชิปที่ใหม่กว่าชิปของ iPhone XR
iPhone se 2020 (64 GB) เริ่มต้นที่ 14,900 บาท
iPhone XR (64 GB) เริ่มต้นที่ 18,400 บาท
iPhone se 2020 VS iPhone 11
หากเปรียบเทียบเจ้า iPhone รุ่นนี้กับ iPhone 11 ในด้านดีไซน์ สิ่งที่แตกต่างหลัก ๆ เลยก็จะมีแค่เรื่องไซส์และน้ำหนักที่ใหญ่ขึ้นเล็กน้อยรวมถึงหน้าจอของ iPhone 11 ที่กว้างขึ้นและไม่มีปุ่มโฮมแล้ว อีกส่วนหนึ่งคือตัวกล้องหลังที่จะเป็นกล้องเลนส์คู่ Ultra wide และ wide
อีกหนึ่งส่วนที่ต่างกันคือขนาดของแบตเตอรีและแรม iPhone 11 ให้แบตมาทั้งหมด 3110 มิลลิแอมป์ ในขณะที่ iPhone se 2020 มีขนาดแบตเตอรี 1821 มิลลิแอมป์ ในส่วนแรม iPhone 11 มีแรม 4 GB ในขณะที่ iPhone SE 2020 เป็นแรม 3 GB
iPhone se 2020 (64 GB) เริ่มต้นที่ 14,900 บาท
iPhone 11 (64 GB) เริ่มต้นที่ 22,100 บาท
iPhone se 2020 VS iPhone 12
ความต่างแรกแน่นอนว่าหนีไม่พ้นหน้าจอ โดยหน้าจอ iPhone 12 รุ่น mini เริ่มต้น 5.4 นิ้ว นอกจากนี้ก็มีเรื่องกล้องที่ iPhone 12 จะให้มาทั้งหมดสามเลนส์ ถ้าเป็นรุ่น iPhone 12 pro และ iPhone 12 pro max ก็จะมีเลนส์พิเศษเพิ่มขึ้น แต่แน่นอนว่าราคาก็จะสูงขึ้นไปด้วย
ถ้างบค่อนข้างจำกัด iPhone se 2020 อาจจะเหมาะกว่า
iPhone se 2020 (64 GB) เริ่มต้นที่ 14,900 บาท
iPhone 12 (64 GB) เริ่มต้นที่ 25,900 บาท
สรุป iPhone se 2020 น่าซื้อหรือไม่ เหมาะกับใคร
หากถามว่า iPhone se 2020 นั้นน่าซื้อหรือไม่ในปี 2021 นี้ คงต้องบอกว่าขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่ารู้สึกพอใจกับฟีเจอร์และฟังก์ชันที่ให้มาในราคาย่อมเยาว์กว่ารุ่นอื่นหรือไม่ ถ้าอยากจะให้ลงรายละเอียดมากขึ้นว่ารุ่นนี้เหมาะกับใคร คงต้องบอกว่าเหมาะกับคนที่มองหามือถือที่ขนาดไม่ใหญ่ มีฟังก์ชันครบพร้อมใช้งานในทุกด้านชนิดไม่น้อยหน้าใครในงบเริ่มต้น 14,900 บาท
ถ้าใครสนใจอยากซื้อ iPhone se 2020 หรือ iPhone รุ่นอื่น ๆ สามารถแวะมาซื้อ iPhone มือสองและสมาร์ตโฟนหลากหลายยี่ห้อได้ที่ kaidee
Apr 28, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ปัจจุบันมือถือคือหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ที่ช่วยให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย เพียงเพราะเราได้สื่อสารกัน ผ่านตัวกลางสำคัญอย่างโทรศัพท์มือถือ แต่ด้วยสภาวะต่างๆ ในตอนนี้ จะให้ฟุ้งเฟ้อหรือใช้เงินเกินตัว ก็ดูจะเป็นเรื่องเสี่ยงอยู่ไม่น้อย ใครที่ยังลังเลไม่รู้จะเลือกตัวไหนเป็นคำตอบ วันนี้เรามีโทรศัพท์ Oppo ไม่เกิน 3,000 บาท มาฝากกัน
รับรองว่าคุ้มค่า คุ้มราคาแน่นอน ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยค่ะ
ชี้เป้า 6 โทรศัพท์ Oppo ราคาไม่เกิน 3,000
เชื่อว่าหลายคนคงตั้งคำถามว่า ทำไมถึงเลือกโทรศัพท์ Oppo มาแนะนำ แบรนด์อื่น ก็มีมากมาย อย่างที่ทราบกันดีว่าแบรนด์ออปโป้เน้นตีตลาดมือถือราคาย่อมเยา คุ้มค่าคุ้ม ราคาอยู่แล้ว บวกกับสเปคของแต่ละรุ่นนั้น ให้แบบจัดเต็มไม่มีกั๊ก หลายๆ คนที่มีงบน้อย และกำลังมองหาดีๆ สักเครื่อง ต้องมี Oppo อยู่ในใจอย่างแน่นอน
ในปี 2021 แบบนี้ สาวกแอนดรอยด์ค่าย Oppo ทั้งหลาย ดูไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ ว่า เทคโนโลยีต่างๆ ที่ได้มาในราคาไม่เกิน 3,000 บาทนั้น เราจะได้อะไรมากแค่ไหน แล้วจะรู้ว่า มือถือออปโป้ ให้ได้มากกว่าที่คุณคิด
1. โทรศัพท์ Oppo A9 2020
เริ่มกันที่รุ่นยอดฮิตของค่าย Oppo ในราคาไม่เกิน 3,000 บาท อย่าง Oppo A9 2020 ที่โดดเด่นด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ 6.5 นิ้ว ทรงหยดน้ำสวยงาม ซึ่งมาพร้อมระบบ Sunlight Screen ป้องกันแสงสีฟ้าได้อย่างดีเยี่ยม ได้ทั้งสบายสายตาและง่ายต่อการพกพา รวมถึงระบบเสียงรอบทิศทางแบบ 360° ดังถึงใจ อยู่ที่ไหนก็ได้ยิน (แบตเตอรี 5,000 mAh)
ที่สำคัญโทรศัพท์ Oppo รุ่นนี้ ยังจัดเต็มด้วยระบบกล้องถ่ายรูปแบบ Full HD กล้องหลังให้มาแน่นๆ ถึง 4 ตัว (ความละเอียด 48 MP) ให้คุณสนุกทุกจังหวะการเคลื่อนไหว ครบทั้ง Panoramic Ultra Wide และกล้องคู่ Portrait ส่วนกล้องหน้าก็เจ๋งไม่แพ้กัน ความละเอียด 16 MP ที่มาพร้อมกับ AI Beauty 2.0
ราคา 2,999 บาท
2. โทรศัพท์ Oppo A37
หากจะเอ่ยถึงรุ่นมหาฮิตในราคาไม่เกิน 3,000 บาท ของมือถือ Oppo แล้ว ถ้าไม่พูดถึงตัวนี้ หลายคนอาจจะสงสัยเป็นแน่ เพราะด้วยค่ายโทรศัพท์หลายเจ้า พากันเอาโทรศัพท์ Oppo A37 เป็นตัวชูโรง ที่ขายพ่วงด้วยโปรโมชันหลากหลาย
ความโดดเด่นของโทรศัพท์ Oppo รุ่นนี้ อยู่ที่กล้องเหมือนเคย ภายใต้ สโลแกน “ใช้งานง่าย ถ่ายแสงไหนก็สวย” เอาใจสายเซลฟี่หน้าวิ้งค์เนียนใส โดยเฉพาะ เนื่องด้วยกล้องหน้าที่ถ่ายภาพได้สวยดั่งใจ ความละเอียด 5 MP มา พร้อมฟีเจอร์ ปรับแต่งสีผิวอัจฉริยะทั้งหมด 7 ระดับ ทั้งยังมีแฟลชและตัวรับแสง ขนาดใหญ่ สองตัวช่วยพิเศษของคุณในยามแสงน้อย
ความอัจฉริยะของกล้องหลังนั้น โทรศัพท์ออปโป้ก็ให้มาแบบไม่น้อยหน้ากัน ความละเอียดถึง 8 MP รองรับทุกจังหวะสำคัญในชีวิตคุณ ส่วนขนาดหน้าจออยู่ที่ 5 นิ้ว แรมขนาด 2GB พร้อมระบบประมวลผล Quad-core 64-bit (ตัวเครื่องหนัก 136 กรัม – แบตเตอรี 2,630 mAh)
ราคา 2,700 บาท
3. โทรศัพท์ Oppo A83
“Smart selfie and Full screen” คือจุดเด่นของโทรศัพท์ Oppo A83 ที่ทางออปโป้เลือกใช้เทคโนโลยี A.I. Beauty recognition technology เข้ามา ช่วยเรื่องการ selfie โดยเฉพาะ ทุกครั้งที่คุณถ่ายด้วยกล้องหน้า ระบบจะปรับแต่ง ใบหน้าให้ทันที เพื่อให้คุณได้ภาพที่สวยถูกใจ ไม่ต้องไปแต่งต่อให้เสียเวลา (กล้อง หน้าความละเอียด 8 MP – กล้องหลังความละเอียด 13 MP)
ขณะที่ความ Full screen ของมือถือ Oppo ตัวนี้ ก็เก๋ไก๋ไม่แพ้กัน ด้วยหน้า จอ 5.7 นิ้ว ที่มาพร้อมความละเอียด 1440×720 พิกเซล เพลิดเพลินกับทุกความ เคลื่อนไหวในจอโทรศัพท์ ดีไซน์สวยงามจับถนัดมือ ใช้งานคล่อง เล่นเกมไม่กระตุก เก็บทุกจังหวะ ด้วย RAM 3 GB และ CPU Octa-Core (แบตเตอรี 3,180 mAh)
ราคา 2,300 บาท
4. โทรศัพท์ Oppo A5s
ใครที่ชอบความเรียบหรู คลาสิค ขอให้มาจบที่ “โทรศัพท์ Oppo A5s” ด้วยดีไซน์ที่สวยงาม ให้คุณ “เปิดมุมมองของให้กว้างขึ้น” กับหน้าจอขนาดใหญ่จุใจถึง 6.2 นิ้ว มาพร้อมเทคโนโลยีตัวช่วยพิเศษ อย่างกระจก Corning Gorilla Glass ทรงหยดน้ำ ช่วยให้คุณสบายใจกับทุกสัมผัส เห็นได้กว้างมากกว่าที่เคย
ขณะที่สายถ่ายรูปอย่าเพิ่งน้อยใจไป ออปโป้เองไม่ปล่อยให้คุณผิดหวังแน่นอน ด้วยกล้องหลังคู่ทรงพลัง ให้คุณบันทึกทุกช่วงเวลาที่มีค่าให้น่าจดจำ ด้วย “โบเก้” เอฟเฟกต์ละลายหลังอันยอดเยี่ยม (ความละเอียด 13 MP) ส่วนกล้องหน้ามีเจ้า AI Beauty 2.0 คอยปรับหน้าของคุณให้สวยงาม ตามธรรมชาติ เนียนใส ไม่ต้องพึ่งแอป (แบตเตอรี 4,230 mAh)
ราคา 2,999 บาท
5. โทรศัพท์ Oppo A53
มือถือใหม่ราคาย่อมเยาจากแบรนด์ Oppo ที่น่าจับตามองไม่น้อย ความที่เพิ่ง unbox เปิดตัวไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อปลายปีที่แล้ว Oppo A53 จึงได้รับความสนใจจากหลายๆ คนเป็นพิเศษ ทั้งขุมพลังเทคโนโลยีที่อัปเกรดขึ้นมาจากรุ่นก่อน ภายใต้คอนเซปต์ “Faster and Smoother, Feel The Speed”
โดดเด่นด้วยหน้าจอขนาดสบายตา 6.5 นิ้ว ความละเอียด 1600 x 720 แบบ Punch Hole Display ให้คุณสบายใจทุกการใช้งาน ลื่นทุกการสัมผัส ทั้งยังเป็นรุ่นแรกของโทรศัพท์ Oppo ที่มาพร้อมชิป Qualcomm Snapdragon 460 จบปัญหาเรื่องเครื่องหน่วง หรือโหลดช้า
ส่วนเรื่องภาพของ Oppo A53 ก็ไม่มีที่ติ เพราะกล้องหน้ามาด้วยความละเอียด 16 MP และแน่นอนด้วย AI Beauty 2.0 เช่นเคย ส่วนกล้องหลัง ความละเอียด 13 MP เฉิดฉายมากับ AI Triple ให้คุณสนุกกับการเก็บภาพทั้งมาโคร พอรตเทรต ละลายหลังได้สวยงาม จัดเต็มด้วยแบตเตอรี 5,000 mAh
ราคา 2,999 บาท (เป็นราคาที่ขายพร้อมแพคเกจตามค่ายมือถือ หากเป็น เครื่องเปล่า ราคาจะอยู่ที่ 4,500 บาท ขึ้นไป)
6. โทรศัพท์ Oppo F5
ถึงออปโป้จะเปิดตัวโทรศัพท์ Oppo F5 มาได้สักพักแล้ว ถึงตอนนี้ก็ยังเป็นรุ่นที่น่าสนใจอยู่ดี ด้วยที่นวัตกรรมการถ่ายภาพจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ( A.I. Beauty Technology ) ที่โดดเด่นกว่าใครๆ ให้ความละเอียดมากถึง 20 MP มาพร้อมรูรับแสงสูงสุดที่ f 2.0 ช่วยให้คุณเซลฟี่ในแบบที่เป็นคุณมากยิ่งขึ้น (กล้องหลังความละเอียด 16 MP)
นอกจากจุดเด่นเรื่องกล้องหน้าแล้ว มือถือ Oppo รุ่น F5 ยังมาพร้อม RAM 4GB/6GB + CPU Octa-Core และหน้าจอขนาด 6 นิ้ว (กระจกนูน) ความละเอียด 2160×1080 พิกเซล ให้คุณมั่นใจทุกการใช้งาน เรียบลื่นทุกการเล่นเกมแบบไม่มีกระตุก (แบตเตอรี 3,200 mAh)
ราคา 2,800 บาท
คุ้มค่า คุ้มราคาต้องโทรศัพท์ Oppo ราคาไม่เกิน 3,000 บาท
เลื่อนมาถึงตรงนี้ แสดงว่าคุณอ่านครบทั้ง 6 รุ่นมือถือราคาดี! ของ Oppo ที่เราคัดสรรมาแนะนำ จะเห็นได้ว่ามีทั้งรุ่นใหม่ และรุ่นเก่าที่ยังเก๋าอยู่มาสลับกันไป ใครชอบแนวไหน เน้นเล่นเกม ถ่ายภาพวิวหรือเซลฟี่ โทรศัพท์ Oppo ในราคา 3,000 บาท ก็ยังครอบคลุมและพอตอบโจทย์คุณได้ในระดับหนึ่ง
ถูกใจรุ่นไหนอยากได้มาครอบครองก็อย่าช้า ใน kaidee มีมือถือออปโป้ราคาดีอีกเพียบให้คุณเลือกซื้อ อย่ารอช้า คลิกเลย!
Apr 28, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
imoo.com
ปัจจุบันเทคโนโลยี ได้มีบทบาทแทบจะทุกตารางการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายของ, การเดินทาง, การศึกษา, หรือ การประกอบวิชาชีพ และที่สำคัญไม่ว่าจะคนเจนเนอร์เรชั่นใด ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความจำเป็น และประโยชน์ของมันในชีวิตประจำวันได้
ด้วยเหตุนี้ สมาร์ทโฟน , แล็ปท็อป , และแท็บเล็ต จึงได้กลายเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 ของมนุษย์เรา
แม้ว่าอุปกรณ์เหล่านี้ จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการสื่อสาร แต่เรารู้ดีว่าการใช้เทคโนโลยี มีผลเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กเล็ก เช่น ทำให้ขาดปฏิสัมพันธ์กับครอบครัว, สมาธิสั้น, สายตาเสีย, ความอดทนต่ำ, และมีพฤติกรรมก้าวร้าว
ผลเสียจากการใช้เทคโนโลยีตั้งแต่วัยเด็กนี้เอง ทำให้ผู้ปกครองหลายท่าน ไม่อยากซื้อสมาร์ทโฟนให้ลูกใช้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเทคโนโลยีนั้น มีความจำเป็น แม้กระทั่งกับเด็กเล็ก
gsmarena.com
นาฬิกาไอโม่ เป็นอีกหนึ่งทางออก ที่ทั้งตอบโจทย์วัตถุประสงค์การพกพาเครื่องมือสื่อสารสำหรับเด็ก และในขณะเดียวกัน ก็ช่วยแก้ไขปัญหาการหมกมุ่นอยู่กับมือถือ เมื่อพวกเขามีสมาร์ทโฟนไว้ในครอบครอง
นาฬิกาไอโม่มาพร้อมฟังก์ชันมากมาย อาทิเช่น การโทรเข้า-ออก, การดูเวลา, เมนูต่างๆ, ระบบ 4G และที่สำคัญ จุดเด่นของนาฬิกาไอโม่ที่ทำให้นาฬิกาไอโม่ได้รับความสนใจอย่างมากในตอนนี้ คงต้องยกให้ความสามารถพิเศษในการระบุตำแหน่งของผู้สวมใส่ นั่นเอง
วันนี้เราจะขอพูดถึงตัวนาฬิกาไอโม่ z6 ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ สดๆ ร้อนๆ ที่พึ่งออกตัวไปเมื่อปี 2020 เราได้รวบรวมคุณสมบัติพิเศษ, จุดเด่นน่าสนใจ, ลูกเล่นต่างๆ, รวมถึงดีไซน์ ที่ทำให้นาฬิกาไอโม่ เรือนนี้แตกต่างจากสมาร์ทวอทช์ (Smart Watch) ทั่วไปมาให้ได้ดูกัน
ทำความรู้จัก นาฬิกาไอโม่
gsmarena.com
นาฬิกาไอโม่เป็นนาฬิกาข้อมือสำหรับเด็ก ที่มีฟังก์ชันการใช้งานเหมือนสมาร์ทโฟน สามารถ โทรเข้า-ออก หรือวิดีโอคอลได้ หรือที่ในปัจจุบัน เราเรียกนาฬิกาที่มีความสามารถพิเศษนี้ว่า “สมาร์ทวอทช์ (Smart Watch)” นั่นเอง
นาฬิกาไอโม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เพื่อให้เด็กๆ ได้มีอุปกรณ์ไว้ติดต่อสื่อสารกับผู้ปกครอง และเพื่อนๆ แทนการใช้มือถือ
ฟีเจอร์ต่างๆ ที่นาฬิกาไอโม่นำเสนอนั้น ไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการของผู้ปกครอง ด้วยฟีเจอร์จำเป็นอย่าง การระบุตำแหน่ง และการโทรเข้า-ออก เพียงเท่านั้น
นาฬิกาไอโม่ยังช่วยเสริมสร้างพัฒนาการ การเรียนรู้ให้เด็กๆ อีกด้วย เพราะในนาฬิกาไอโม่มีเมนูมีประโยชน์มากมาย เช่น เมนูนับจำนวนก้าว, โหมดออกกำลังกาย, ฟังก์ชันกล้องหน้า-หลัง และเกมพัฒนาปัญญามากมาย
ดังนั้น ขณะที่นาฬิกาไอโม่ช่วยปกป้องลูกของคุณจากอินเทอร์เน็ต โดยส่งเสริมให้พวกเขา ได้ออกไปเรียนรู้ จากโลกความจริงแล้ว ยังช่วยให้คุณมั่นใจถึงความปลอดภัยของเขาอีกด้วย
จุดเด่นของนาฬิกาไอโม่
1. ควบคุมการใช้งานผ่าน Application :
bnn.in.th
การทำงานของนาฬิกาไอโม่สามารถควบคุมได้ผ่าน Application : “Imoo Watch Phone” บนสมาร์ทโฟนของผู้ปกครอง
ซึ่งใน Application นี้ ผู้ปกครองสามารถกำหนดช่วงเวลาการใช้งานของนาฬิกาไอโม่ได้ โดยเลือกที่ฟังก์ชัน กำหนดเวลาห้ามใช้งาน
เด็กๆ ก็จะไม่สามารถเล่นนาฬิกาไอโม่ได้ในเวลาที่กำหนด เหลือเพียงแค่ฟังก์ชัน ดูเวลา และโทรหาผู้ปกครอง (แอดมินนาฬิกา) เพียงเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้พวกเขาเล่นนาฬิกาในเวลาเรียน
2. GPS :
software.thaiware.com
นาฬิกาไอโม่ มาพร้อมกับ GPS แบบเรียลไทม์ ที่มีความแม่นยำสูง ในการระบุตำแหน่งของผู้สวมใส่นาฬิกาไอโม่ เพื่อให้คุณพ่อ คุณแม่ อุ่นใจ รับรู้ตลอดเวลาว่าลูกๆ นั้นอยู่ที่ไหน
ผู้ปกครองสามารถดูตำแหน่งของเด็กๆ ได้ผ่าน Application “Imoo Watch Phone” บนสมาร์ทโฟน โดยตำแหน่ง GPS ของนาฬิกาไอโม่ จะถูกอ้างอิงจาก “Google Map” นะคะ
3. ป้องกันน้ำ:
bnn.in.th
ทุกชิ้นส่วนของนาฬิกาไอโม่ z6 ถูกกลั่นกรองมาเพื่อให้มั่นใจถึงคุณภาพ และรับประกันว่าสามารถกันน้ำได้ 100%
เพื่อให้เด็กๆ สามารถใส่นาฬิกาไอโม่ล้างมือ หรือแม้กระทั่งใส่ลงเล่นน้ำได้อย่างไร้กังวล
โดยน้องๆ สามารถใส่นาฬิกาไอโม่ลงเล่นน้ำได้ลึกถึง 20 เมตร เลยทีเดียว
4. กล้องหน้า – หลัง :
facebook.com/imoothai
นาฬิกาไอโม่ z6 พัฒนาจากนาฬิกาไอโม่ z5 โดยคราวนี้เขามาพร้อมกับกล้องหน้า และกล้องหลัง
กล้องหน้า: มีความละเอียด 5 ล้านพิกเซล กล้องหลัง: มีความละเอียดมากถึง 8 ล้านพิกเซล
ส่วนมุมมองของทั้งกล้องหน้า และกล้องหลัง จะอยู่ที่ 84 องศา ซึ่งถือว่าไม่กว้างและไม่แคบเกินไป การใช้งานกล้องถ่ายรูปจากนาฬิกาไอโม่ z6 นั้น ก็ไม่ยาก เพียงแค่กดที่เมนู “ถ่ายรูป” หรือ พับหน้าจอนาฬิกาไอโม่ขึ้นมา เท่านี้นาฬิกาไอโม่ก็จะเข้าเมนูถ่ายรูปได้เองโดยอัตโนมัติ
ดีไซน์
ดีไซน์ของนาฬิกาไอโม่ z6 นั้นมีดีไซน์ที่สวยขึ้นกว่านาฬิกาไอโม่ z5 ที่ออกตัวมาเมื่อปี 2019 อย่างเห็นได้ชัด
1. สีสัน :
Palette สีที่เลือกใช้ เป็นการจับคู่ระหว่างสีเข้ม กับ สีอ่อน ซึ่งจะเพิ่มสีสันให้กับตัวนาฬิกา เพื่อให้เหมาะสมกับเด็กๆ มากขึ้น ต่างจากนาฬิกาไอโม่ z5 ที่ตัวนาฬิกาจะมีแค่สีเดียวเท่านั้น
ปัจจุบันนาฬิกาไอโม่ z6 มีให้เลือก2 สี คือ สี เขียว-ฟ้า และ สีม่วง-ชมพู ค่ะ
2. ขนาดหน้าจอ:
นาฬิกาไอโม่ z6 มีหน้าจอขนาด 1.41 นิ้ว (หรือ 45 มม.) ซึ่งทำให้นาฬิกาไอโม่ z6 นั้นดูแข็งแรงมากขึ้น
หน้าจอของนาฬิกาไอโม่ยังมาในรูปแบบทัชสกรีน และเป็นหน้าจอแบบจอเรตินา AMOLED ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคมชัด ในขณะเดียวกัน ก็ถนอมสายตาให้กับผู้ใช้งาน
3. พับหน้าจอ:
นาฬิกาไอโม่ z6 เป็นสมาร์ทวอทช์หนึ่งเดียวในขณะนี้ ที่สามารถพับหน้าจอ ขึ้น-ลง ได้
อย่างไรก็ตาม ฟังก์ชันการพับหน้าจอ ขึ้น-ลง ของนาฬิกาไอโม่ก็ทำให้เกิดคำถามจากผู้ปกครองว่านาฬิกาจะแข็งแรงพอรับการเล่นพับ ขึ้นๆ ลงๆ วันละหลายรอบของเด็กๆ ได้ไหม ซึ่งทางนาฬิกาไอโม่ก็ได้ออกมายืนยันชัดเจนว่า นาฬิกาไอโม่ z6 นั้นสามารถพับหน้าจอ ขึ้น-ลง ได้มากถึง 1 แสนครั้ง
เรียกได้ว่า ให้เด็กๆ ได้จินตนาการว่ายอดนักสืบจิ๋วโคนันกันแบบไม่ต้องกลัวพังเลยล่ะค่ะ
ลูกเล่นและเมนูเด็ดๆ ของ นาฬิกาไอโม่
1. วิดีโอคอล:
mirarimall.com
ฟังก์ชันการติดต่อสื่อสารผ่านการใช้วิดีโอคอล เป็นหนึ่งในฟังก์ชันเด่นของนาฬิกาไอโม่ z6
ซึ่งระหว่างที่ใช้งานวิดีโอคอลนี้ คุณพ่อ คุณแม่ สามารถเห็นหน้าน้องๆ ได้ แบบเรียลไทม์ ผ่านกล้องที่ติดอยู่ที่หน้าปัดนาฬิกา
แถมน้องๆ ยังสามารถสลับภาพจากกล้องหน้า เป็นกล้องหลัง ซึ่งติดอยู่ที่ด้านหลังหน้าปัด นาฬิกาไอโม่ เมื่อพับหน้าจอขึ้น ได้อีกด้วย วัตถุประสงค์ของกล้องหลังนี้ ก็เพื่อให้ผู้ปกครองได้เห็นสิ่งแวดล้อมรอบตัวของเด็กๆ นั่นเอง
นอกจากนี้ ในขณะสนทนาผ่านวิดีโอคอล ภายใน Application: Imoo watch phone ยังแสดงให้ผู้ปกครองได้เห็นถึงตำแหน่งของลูก ผ่าน Google Map อีกด้วย
2. โทรเข้า-ออก แบบเสียง:
นอกจากการสนทนาแบบวิดีโอคอลแล้ว น้องๆ สามารถโทรด้วยเสียงได้ด้วย ซึ่งในนาฬิกาไอโม่ ก็มีแป้นเบอร์โทร แบบเดียวกับในมือถือเลย
ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายในการโทรนั้น จะขึ้นอยู่กับแพ็กเกจซิมการ์ดค่ะ
3. เมนูแชท:
ถ้าใครไม่สะดวกติดต่อทางวิดีโอคอลหรือทางเสียง นาฬิกาไอโม่ z6 ก็มีฟังก์ชันการติดต่อแบบแชทให้ใช้งานค่ะ
โดยในเมนูแชทนี้ ผู้ปกครองสามารถส่งข้อความผ่าน Application: Imoo Watch Phone ในมือถือ ได้ทั้งแบบข้อความตัวหนังสือ, ข้อความเสียง, รูปภาพ รวมไปถึงสติกเกอร์น่ารักๆ
ข้อเสียหนึ่งเดียวของเมนูแชทนี้ คือ เด็กๆ จะไม่สามารถส่งข้อความเป็นตัวหนังสือผ่าน นาฬิกาไอโม่ z6 ได้
4. AI SCANNER (ตัวอ่านอัจฉริยะ) :
AI Scanner จะใช้เทคโนโลยี AI บวกกับฟีเจอร์กล้องหลังของนาฬิกาไอโม่ ในการวิเคราะห์ภาพที่ถูกถ่ายจากกล้องหลังของนาฬิกา
โดยผลลัพธ์นั้น จะระบุว่าวัตถุที่ถูกถ่ายจากกล้องหลังของนาฬิกาไอโม่ นั้น คืออะไรเป็นภาษาอังกฤษ อีกทั้งยังอ่านออกเสียงเป็นภาษาอังกฤษอีกด้วย
5. เมนูความปลอดภัย:
หมวดความปลอดภัยจะทำหน้าที่แจ้งเตือนผู้ปกครองผ่าน Application: Imoo Watch Phone บนมือถือ หากเด็กๆ เดินออกจากบริเวณที่ผู้ปกครองกำหนดไว้ใน Application: Imoo Watch Phone
นาฬิกาไอโม่สามารถปฏิเสธเบอร์ที่ไม่ได้ทำการบันทึกไว้ได้โดยอัตโนมัติ
ซึ่งนาฬิกาไอโม่เองนั้น สามารถบันทึกเบอร์ได้มากถึง 50 เบอร์ เลยทีเดียว
นอกจากนาฬิกาไอโม่จะปฏิเสธเบอร์แปลกได้เองแล้ว นาฬิกาไอโม่ยังสามารถรับสายจากผู้ปกครองได้โดยอัตโนมัติ แม้ว่าจะไม่ได้กดรับสายก็ตาม
สรุปแล้ว นาฬิกาไอโม่คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่
หลังจากที่เราได้ศึกษา ฟีเจอร์เจ๋งๆ ของนาฬิกาไอโม่ z6 ตัวนี้ ก็ทำให้รู้ว่า นอกจากที่นาฬิกาไอโม่ จะทำหน้าที่แทนสมาร์ทโฟน ช่วยในการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ปกครองกับเด็ก ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว นาฬิกาไอโม่ z6 ยังทำหน้าที่เป็นเหมือน GPS ติดตัว ให้ผู้ปกครองอุ่นใจ รับรู้เสมอว่าลูกนั้นอยู่ที่ไหน เพื่อให้พวกเขาได้ออกไปใช้ชีวิตโลดแล่นตามธรรมชาติได้เต็มที่
ที่สำคัญ นาฬิกาไอโม่ z6 ก็มีราคาที่ไม่แพง เพียงแค่ 7,499 บาท เท่านั้น
เรียกได้ว่าคุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม เพราะนาฬิกาไอโม่เป็นให้คุณทั้งนาฬิกา, สมาร์ทโฟน, GPS ติดตัว, กล้องถ่ายรูป และ เกมเสริมสร้างพัฒนาการเด็ก ในเครื่องเดียว
คนไหนสนใจอยากซื้อมาลองเล่น ลองแวะเขามาดูที่ Kaidee ได้นะคะ เรามีนาฬิกาไอโม่ หลายรุ่น ทั้งมือหนึ่ง และมือสอง ให้เลือก มากมาย คลิกเลย