เลือกสีห้องนอนตามวันเกิด ดวงปัง ชีวิตรุ่ง !

เลือกสีห้องนอนตามวันเกิด ดวงปัง ชีวิตรุ่ง !

แน่นอนว่าสีสันของห้องนอน นอกจากจะช่วยสร้างบรรยากาศการพักผ่อนที่ดีแล้ว ยังช่วยสร้างอารมณ์ และเสริมสร้างพลังบวกแก่เราได้ แต่ใครจะรู้ว่าสีสันต่าง ๆ ที่เราเห็น ล้วนส่งผลต่อโชคชะตา และความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตได้ แต่อีกมุมนึงเราเข้าใจดีว่าเรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อส่วนบุคคลล้วน ๆ

pantone 2021

ความหมายของแต่สีมงคลแต่ละสี

แม้แต่ละสีจะมีความหมาย แต่คุณก็สามารถเลือกสีสันให้ดูสวยงามมากขึ้นได้ แค่ลองอิงจากสีของเฉดต่าง ๆ จาก Pantone

ห้องนอนสีเทา

สีแห่งความหยั่งรู้ ความสมบูรณ์ และความสมดุล ซึ่งจะช่วยดึงดูดความฉลาดที่อยู่ในตัวคุณให้ปรากฎ

ห้องนอนสีเขียว

สีแห่งการเจริญเติบโต การมีสุขภาพที่ดี มีความเจริญรุ่งเรือง การเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ อีกทั้งยังเป็นสีแห่งความมั่งคั่ง ผู้คนส่วนใหญ่มักจะใช้เป็นสีดึงดูดกระแสการเงินให้หมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง มีเข้ามาไม่ขาด

ห้องนอนสีชมพู

สีที่ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น เป็นสีแห่งการเยียวยา โดยเฉพาะด้านการเงิน และยังเป็นสีที่ช่วยสร้างให้มีความมั่นใจและความสบายใจมากขึ้นอีกด้วย

ห้องนอนสีม่วงอ่อน

สีแห่งการปกป้องจิตวิญญาณ สีแห่งความสำเร็จ ความปรารถนาและหน้าที่การงานที่ดี

ห้องนอนสีครีม

สีที่ช่วยในการฟื้นตัว ส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรง มีความมั่นคงทางอารมณ์ เป็นสีที่เหมาะกับห้องนอนผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และเด็กที่มีอารมณ์รุนแรง

ห้องนอนสีชมพูอมส้ม

สีที่ช่วยกระตุ้นเรื่องความรักความสัมพันธ์ ความมีเสน่ห์
เหมาะสำหรับคนโสดที่ต้องการหาแฟนดี ๆ สักคน

painting

หลักเกณฑ์ในการใช้สีกับห้องนอน

  • ไม่ควรใช้สีขาวล้วนกับห้องนอน เพราะสีขาวสะท้อนสีอื่นทุกสี และเก็บพลังไม่อยู่ จึงทำให้เกิดการสะท้อนไปมาของพลัง จนเกิดภาวะสับสนวุ่นวายของพลังขึ้นภายในห้องนอน ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ วิตกกังวล หลับไม่สนิท อาจทำให้มีภาวะเก็บกดรุนแรง และหายจากการเจ็บป่วยได้ช้า
  • สีของห้องนอนควรมีความแตกต่างจากสีของห้องอื่น ๆ ภายในบ้าน เพราะถ้าเป็นสีเดียวกันหมดจะทำให้พลังนิ่ง ทำให้ชีวิตเป็นไปอย่างไร้จุดมุ่งหมายที่แน่นอน
  • สีของห้องนอนควรเป็นสีอ่อน ๆ และเย็นตา เช่น สีเขียวอ่อน สีชมพู สีเหลือง สีส้มอ่อน หากห้องนอนตั้งอยู่ในทิศตะวันตกเฉียงใต้ก็ควรเป็นสีชมพู เพื่อช่วยเสริมความรักความสัมพันธ์
  • หลีกเลี่ยงการใช้สีเข้มทึบ เช่น สีน้ำตาลดำ สีเขียวเข้ม สีเทาเข้ม เพราะจะทำให้ขาดพลังชีวิต มีความเป็นหยินมากเกินไป และที่สำคัญที่สุดควรเป็นสีที่เจ้าของห้องนอนมีความชื่นชอบด้วย

เกิดวันนี้ ควรใช้สีห้องนอนแบบไหนกันนะ ?

คนเกิดวันจันทร์

ห้องนอนควรใช้สีครีม สีเขียวอ่อน สีเหลืองอ่อน หรือจะใช้สีขาวปนเข้าไปด้วยก็ได้ เพื่อช่วยเสริมดวงชะตา และเพิ่มความสวยงามให้กับห้องของคุณ

ข้อห้าม สำหรับผู้เกิดวันจันทร์ไม่ควรเลือก คือสีสด ๆ เพราะจะทำให้ผู้อยู่อาศัยไม่มีความสุข

คนเกิดวันอังคาร

วันอังคาร ห้องนอนควรเลือกสีอ่อน ๆ เช่น สีเขียวอ่อน สีฟ้าอ่อน เพื่อแสดงถึงความรู้สึกอ่อนโยน เนื่องจากสีประเภทนี้จะทำให้เกิดความสงบและมีสมาธิ ทำให้สมาชิก ในบ้านเกิดความรู้สึกสบายใจ และสามารถหลีกเลี่ยงความวุ่นวายต่าง ๆ ออกไปได้

คนเกิดวันพุธ

สำหรับผู้ที่เกิดพุธกลางวันควรเลือกสีฟ้า สีขาว สีดำ และสีแสด เพราะเชื่อว่าจะสีเหล่านี้จะช่วยเสริมความสิริมงคลและทำให้ผู้อยู่อาศัยมีแต่ความสุข

สำหรับคนที่เกิดวันพุธกลางคืน ควรเลือกสีชมพู สีเขียวอ่อน สีขาวนวล และสีเทา เพราะเป็นสีที่สามารถเสริมดวงชะตาของคนในบ้านได้

คนเกิดวันพฤหัสบดี

สีของห้องนอนควรเลือกสีส้มอ่อน สีพีช สีขาว สีฟ้าอ่อน และสีเหลืองครีม เนื่องจากสีเหล่านี้สามารถสร้างความสุขให้คนที่เกิดในวันนี้ได้เป็นอย่างดี หรือจะเป็นสีสีเอิร์ธโทนไปเลยก็ได้ เช่น สีน้ำตาล สีเปลือกไม้ แต่ถ้าเป็นบ้านไม้ไปเลยก็ยิ่งเสริมดวงชะตาได้มาก

frame

คนเกิดวันศุกร์

คนที่เกิดวันศุกร์ ควรเลือกสีห้องนอนอย่างสีเขียวอ่อน สีพีช และสีขาว เพราะสีเหล่านี้จะช่วยสร้างความสุข

สำหรับสีของเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น แจกัน ผ้าม่าน หรือโคมไฟ ควรเลือกใช้เป็นสีเหลืองครีม สีฟ้าอ่อน หรือสีส้มอ่อน เพื่อเพิ่มความสง่าราศี เสริมดวงชะตา และความเป็นสิริมงคลให้กับผู้อยู่อาศัย

คนเกิดวันเสาร์

คนเกิดวันเสาร์ควรเลือกสีโทนสีอ่อน ๆ เช่น สีควันบุหรี่ สีเขียวอ่อน หรือสีขาว และไม่ควรเลือกบ้านสีฟ้าหรือสีน้ำเงิน เพราะจะทำให้คนภายในบ้านร้อนรุ่ม ไม่สงบสุข แต่ให้เลือกสีเขียวอ่อนจะดีที่สุด เพราะสีเหล่านี้สามารถใช้ได้ทั้งภายในและภายนอก รวมไปถึงห้องต่าง ๆ ในบ้าน อีกทั้งยังช่วยให้รู้สึกอบอุ่น และปลอดภัย

คนเกิดวันอาทิตย์

แม้ว่าสีแดงเป็นสีที่เหมาะกับคนเกิดวันอาทิตย์ แต่ในความจริงแล้วก็ไม่ควรนำสีนี้มาทาห้องหรือภายในบ้านด้วยเช่นกัน สำหรับการเลือกสีของห้องนอนของคนเกิดวันอาทิตย์นั้น ควรเลือกทาสีโทนสว่าง อย่างสีควันบุหรี่หรือสีขาว ซึ่งถ้าผนังของบ้านเป็นไม้หรืออิฐ ควรตกแต่งด้วยผ้าม่านสีขาว แค่นี้ก็จะช่วยเสริมดวงชะตาของคนที่เกิดวันอาทิตย์ได้แล้ว

การเลือกสีห้องนอนให้ตรงตามฮวงจุ้ยสีตามปีนักษัตรทั้ง 12 ปี

  1. ปีชวด (ปีหนู) สีควรทาในห้องนอน ได้แก่ สีทอง สีเงิน สีดำ สีขาว สีเทา และสีฟ้า
  2. ปีฉลู (ปีวัว) สีที่ควรทาในห้องนอน ได้แก่ สีแดง สีเหลือง สีม่วง สีส้ม และสีน้ำตาล
  3. ปีขาล (ปีเสือ) สีที่ควรทาในห้องนอน ได้แก่ สีดำ สีเขียว สีฟ้า สีเหลืองอมเขียว และสีเทา
  4. ปีเถาะ (ปีกระต่าย) สีที่ควรทาในห้องนอน ได้แก่ สีฟ้า สีเหลืองอมเขียว สีเทา สีดำ และสีเขียว
  5. ปีมะโรง (ปีมังกร) สีที่ควรทาในห้องนอน ได้แก่ สีเหลือง สีแดง สีม่วง สีน้ำตาล และสีส้ม
  6. ปีมะเส็ง (ปีงู) สีที่ควรทาในห้องนอน ได้แก่ สีเขียว สีเหลืองอมเขียว สีแดง สีม่วง และสีส้ม
  7. ปีมะเมีย (ปีม้า) สีที่ควรทาในห้องนอน ได้แก่ สีเขียว สีเหลืองอมเขียว สีแดง สีม่วง และสีส้ม
  8. ปีมะแม (ปีแพะ) สีที่ควรทาในห้องนอน ได้แก่ สีแดง สีม่วง สีส้ม สีเหลือง และสีน้ำตาล
  9. ปีวอก (ปีลิง) สีที่ถูกควรทาในห้องนอน ได้แก่ สีเหลือง สีน้ำตาล สีขาว สีทอง และสีเงิน
  10. ปีระกา (ปีไก่) สีที่ควรทาในห้องนอน ได้แก่ สีเหลือง สีน้ำตาล สีทอง สีเงิน และสีขาว
  11. ปีจอ (ปีหมา) สีที่ควรทาในห้องนอน ได้แก่ สีแดง สีน้ำตาล สีม่วง สีส้ม และสีเหลือง
  12. ปีกุน (ปีหมู) สีที่ควรทาในห้องนอน ได้แก่ สีทอง สีเงิน สีขาว สีฟ้า สีเทา และสีดำ

สรุปท้ายบทความ

เพราะสีสันส่งผลต่อความรู้สึกของคุณได้ ดังนั้นการเลือกสีที่เหมาะสมก็จะยิ่งช่วยให้สุขภาพจิตและการอยู่อาศัยของคุณดีขึ้น ลองเลือกสีที่ชอบ ความรู้สึกที่ใช่ และจะยิ่งดีถ้าเป็นสีที่ถูกโฉลกกับดวงชะตา หรือถ้าใครสนใจด้านจิตวิทยาก็อาจจะเลือกสีห้องนอนให้ตรงตามหลักจิตวิทยาดูก็ได้

ประวัติที่มาวัดหลวงพ่อโสธรตำนานเข้มขลังด้วยความเชื่อ

ประวัติที่มาวัดหลวงพ่อโสธรตำนานเข้มขลังด้วยความเชื่อ

ถ้าหากพูดถึงสิ่งคู่บ้านคู่เมืองแปดริ้ว หรือจังหวัดฉะเชิงเทรา คงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากหลวงพ่อโสธร ซึ่งหลายๆ คนคงเคยได้ยินเสียงลือเสียงเสียงเล่าอ้างของ “หลวงพ่อโสธร” กันมาบ้างในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งวันนี้เราขอเชิญชวนทุกท่านมาทำความรู้จักความเป็นมาและตำนานของหลวงพ่อโสธรไปพร้อม ๆ กัน

ตำนาน “หลวงพ่อโสธร”

ประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อโสธร

มีเรื่องราวที่เล่าขานกันมานานแล้วว่าในยุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย พระพุทธโสธรท่านมีพี่น้องที่ลอยน้ำมาพร้อมกัน 3 องค์ คือ หลวงพ่อบ้านแหลม หลวงพ่อโตบางพลี และหลวงพ่อโสธร ส่วนอีกตำนานหนึ่งบอกว่า ท่านเป็นพี่น้องกับหลวงพ่อบ้านแหลมและหลวงพ่อวัดไร่ขิง และยังมีนิยายที่เล่าว่า ท่านลอยน้ำมาพร้อมกับหลวงพ่อบ้านแหลม และหลวงพ่อวัดเขาตะเคราด้วย

ถึงอย่างไรก็ตาม ตำนานที่เล่าขานกันมานี้ก็มีความคล้ายกันอยู่ตรงที่ พระพุทธรูป 3 องค์พี่น้องลอยน้ำมาจากทางเมืองเหนือ จนกระทั่งมาถึงแม่น้ำเจ้าพระยาตรงบริเวณที่ปัจจุบันเรียกว่า “สามเสน” จึงได้แสดงอภินิหารลอยขึ้นมาให้เห็น ชาวบ้านจึงได้ทำการเชิญพระพุทธรูปทั้งสามองค์ขึ้นจากแม่น้ำ โดยใช้เวลา 3 วัน 3 คืนก็เชิญขึ้นจากน้ำไม่ได้ กล่าวกันว่าครั้งนั้นใช้ผู้คนเป็นแสนๆ ก็ไม่สำเร็จ ตำบลนั้นจึงได้ชื่อว่า “สามแสน” ต่อมาจึงเพี้ยนเป็น “สามเสน”

หลังจากนั้นพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ก็จมน้ำลงไปอีกครั้ง ไม่นานก็ลอยเข้าสู่คลองพระโขนงลัดเลาะไปสู่แม่น้ำบางปะกง และได้ลอยผ่านคลอง ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า คลองชักพระ พระพุทธรูปได้แสดงอภินิหารลอยขึ้นให้ชาวบ้านเห็น ชาวบ้านจึงพากันชักพระขึ้นจากน้ำ แต่ไม่สำเร็จ จึงเรียกคลองนี้ว่า “คลองชักพระ” แล้วพระทั้งสามองค์ก็ได้ลอยทวนน้ำขึ้นไปทางหัววัดอีก สถานที่นั้นจึงเรียกว่า “วัดสามพระทวน” และเรียกเพี้ยนเป็น “วัดสัมปทวน”

จากนั้นพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ก็ลอยน้ำมาในแม่น้ำบางปะกง แล้วลอยต่อไปเรื่อยๆ องค์หนึ่งลอยไปทางบางพลี ไปผุดขึ้นที่ลำคลองวัดบางพลี ชาวบ้านจึงอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานเอาไว้ที่วัดบางพลี และตอนเชิญขึ้นมาทำได้โดยง่าย ชาวบ้านจึงเชื่อว่าพระพุทธรูปองค์นี้ท่านต้องการจะประดิษฐานอยู่ ณ ที่ตรงนี้ก็ได้

ส่วนอีกองค์หนึ่งลอยออกไปที่บริเวณบ้านแหลมสมุทรสงคราม ชาวบ้านตีอวนได้องค์พระขึ้นมาแล้วอัญเชิญไปประดิษฐาน ที่วัดบ้านแหลม หรือในปัจจุบันคือวัดเพชรสมุทรวรวิหาร

อีกองค์หนึ่งผุดขึ้นมาที่หน้าวัดเสาธงทอนหรือ “วัดโสธร” ที่แม่น้ำบางปะกงชาวบ้านช่วยกันฉุดลากขึ้นมาด้วยเชือก แต่ก็ไม่อาจจะอัญเชิญขึ้นมาบนบกได้ จึงมีผู้เสนอให้ไปเชิญอาจารย์ผู้ที่มีความรู้ด้านเวทมนต์คาถา เพื่อทำพิธีอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นมาจากกระแสน้ำให้ได้ ซึ่งทำได้สำเร็จ

 เมื่ออาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณท่านนั้นตั้งศาลเพียงตาขึ้นมาตามโบราณพิธีแล้วเอาสายสิญจน์ไปคล้องเอาไว้ที่พระหัตถ์ ก็ปรากฏว่าอัญเชิญเอาขึ้นมาบนฝั่งน้ำริมตลิ่งของวัดเสาธงทอนได้โดยง่าย แต่เมื่อเอาเชือกเส้นใหญ่ไปคล้องผูกมัดองค์ท่านแล้วดึงเข้ามาไม่เป็นผลอะไรเลย นับว่าเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดของผู้ที่พบเห็นเป็นอันมาก

อัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้นจากน้ำ

หลังจากนั้นพระพุทธรูปองค์หนึ่ง คือ หลวงพ่อโสธรได้แสดงอภินิหารลอยมาขึ้นที่หน้าวัดโสธร ซึ่งแต่เดิมเรียกว่า วัดหงษ์ ชาวบ้านช่วยกันยกและฉุดขึ้นจากน้ำ แต่ไม่สามารถนำขึ้นได้ จนมีอาจารย์ผู้หนึ่งรู้วิธีอัญเชิญ โดยตั้งพิธีบวงสรวงใช้สายสิญจน์คล้องกับพระหัตถ์ จนสามารถอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานในวิหารได้สำเร็จ ในราว พ.ศ.2313

ในการนี้จึงจัดให้มีการสมโภชฉลององค์หลวงพ่อ หลังจากท่านได้ประทับที่วัดหงส์เรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านยังไม่รู้ว่าจะขนานนามชื่อของหลวงพ่อว่าอย่างไร แต่เข้าใจว่าท่านคงต้องการชื่อเดิมของท่าน คือ “พระศรี” เพราะเป็นชื่อดั้งเดิมขณะประทับที่วัดศรีเมือง ทางภาคเหนือ ประกอบกับมีเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่าหลวงพ่อมีความ ประสงค์จะใช้นามว่า “หลวงพ่อพุทธศรีโสธร” เพราะได้เกิดพายุพัดเอาหงษ์ที่ตั้งอยู่บนยอดเสาหักลงมา ชาวบ้านจึงเปลี่ยนหงษ์เป็นเสาธง แล้วเรียกชื่อวัดหงษ์เป็นวัดเสาธง

ต่อมาไม่นานก็เกิดพายุพัดเสาธงหักทอนลงอีก ชาวบ้านจึงเรียกวัดเสาธง ว่า “วัดเสาธงทอน” ภายหลังเห็นว่าไม่ไพเราะ จึงได้พร้อมใจกันเปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดโสธร” และเรียกนามหลวงพ่อว่า “หลวงพ่อโสธร” ต่อมาวัดโสธรได้รับการเสนอแต่งตั้งให้เป็นวัดหลวง ได้ชื่อว่า “วัดโสธรวรารามวรวิหาร” และขนานนามหลวงพ่ออย่างเป็นทางการว่า “หลวงพ่อพุทธโสธร”

ปกปิดองค์จริง

พระพุทธโสธรองค์เดิม เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ปางสมาธิ หน้าตักกว้างเพียงศอกเศษ มีพุทธลักษณะที่งดงามมาก สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยลานช้าง เพราะดูจากพุทธลักษณะซึ่งเป็นที่นิยมสร้างกันมากในสมัยนั้น

แต่เนื่องจากพระสงฆ์ในวัดขณะนั้นพิจารณาเห็นว่าอาจจะไม่ปลอดภัยในภายภาคหน้า จึงได้พอกปูนเสริมให้ใหญ่เพื่อหุ้มองค์จริงไว้ภายใน จนมีหน้าตักกว้างประมาณสามศอกครึ่ง อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน จากนั้นจึงลงรักปิดทองให้สวยงาม และกลายเป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญของจังหวัดฉะเชิงเทรา

ความศักดิ์สิทธิ์

ความศักดิ์สิทธิ์และอิทธิปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อโสธร เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนมากมายที่มีจิตศรัทธา ทำให้ผู้คนเกิดความเชื่อมั่นในบุญกุศล พร้อมหลั่งไหลมากราบไหว้สักการะบูชาและขอพรบารมีจากหลวงพ่อ จนเป็นที่กล่าวขานบอกเล่าต่อๆ กันมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้าขาย คงกระพัน แคล้วคลาด หรือแม้แต่การรักษาโรค โดยใช้ขี้ธูป ดอกไม้บูชาที่แห้งเหี่ยวแล้ว และอธิษฐานหยดเทียน เป็นต้น

มีเรื่องเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์อีกว่า สมัยหนึ่งชาวบ้านโสธรเกิดทุพภิกขภัยข้าวยากหมากแพง ฝนก็แล้ง จนเกิดโรคระบาด ทั้งคนและสัตว์ล้มตายไปมาก มีครอบครัวหนึ่งป่วยเป็นไข้ทรพิษ เมื่อหมดทางรักษาก็ไปนมัสการอธิษฐานขอความคุ้มครองจากหลวงพ่อ และนำเอาขี้ธูปและดอกไม้แห้งที่บูชาหลวงพ่อ และหยดน้ำตาเทียนที่ขอน้ำมนต์ แล้วเอามาต้มกิน ปรากฏว่าว่าหายจากโรค ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อจึงโด่งดังไปทั่ว ถึงกับมีการสมโภชและแก้บนกันตราบทุกวันนี้

แม้กระทั่งชาวต่างประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย สิงคโปร์ ฯลฯ ก็มากราบไหว้บูชาบนบานไม่ขาดสาย และบางรายมาแก้บนเช่นเดียวกับคนไทย สำหรับการแก้บนหลวงพ่อโสธรที่นิยมกันคือ ละครชาตรี ไข่ต้ม ผลไม้ และพวงมาลัย

เรื่องที่ห้ามบนบาน

สำหรับเรื่องที่ห้ามบนบานกับหลวงพ่อโสธรคือ เรื่องขอให้ไม่ติดทหาร กับเรื่องขอบุตร ทั้งนี้เพราะหลวงพ่อท่านชอบให้คนเป็นทหารเพื่อจะได้ปกปักรักษาบ้านเมือง และคนที่เป็นทหารก็เป็นเสมือนลูกหลานของท่าน ดังนั้นใครที่มาขอไม่ให้โดนเกณฑ์ทหาร เป็นต้องถูกเกณฑ์ทุกรายไป

และคนที่มาขอบุตร ก็มักจะได้บุตรที่มีอาการไม่ครบ 32 เนื่องจากว่าท่านได้ส่งลูกหลานซึ่งเป็นทหารที่บาดเจ็บล้มตายมาให้นั่นเอง! จริงเท็จประการใดอาจจะต้องพิจารณากันเอาเอง

งานเทศกาลประจำปีหลวงพ่อโสธร

งานประเพณีนี้จัดมานานกว่าร้อยปีแล้ว ซึ่งเริ่มขึ้นราวๆ พ.ศ. 2434 กลางเดือน 12 ซึ่งในปีนั้น ชาวโสธรประสบภัยข้าวยากหมากแพง ฝนแล้ง ข้าวและผลหมากรากไม้ไม่ได้ผล โรคห่า(อหิวาต์ )และโรคพุพอง(ฝีดาษ)ระบาดไปทั่ว ทำให้ผู้คนและสัตว์เลี้ยงล้มตายเป็นอันมาก

ประชาชนทิ้งบ้านเรือนไร่นาเพื่อหนีโรคภัย ผู้เจ็บป่วยรอไม่ไหวก็รอวันตายเพราะหาหมอรักษาได้ยาก บรรดาคนที่ป่วยเหล่านั้นถึงตนไม่ป่วยเองก็ญาติมิตรป่วย เมื่อถึงคราวเข้าตาจนเช่นนี้ บรรดาพุทธศาสนิกชนจะมีอะไรเป็นที่พึ่งยิ่งไปกว่าพระ

ต่างคนจึงพากันบนบานศาลกล่าวต่อหลวงพ่อ บ้างก็ขอยาดี คือขี้ธูปบ้าง น้ำมนต์บ้าง ดอกไม้ที่บูชาบ้าง บ้างก็บนบานว่า ถ้าหายแล้วจะปิดทอง บ้างก็บนบานด้วยละครและมหรสพสมโภช คนไทยบนด้วยลิเกและละครแก้บน ฝ่ายจีนก็บนงิ้ว ล่อโก๊ สิงโต ฯลฯ 

ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อเป็นเรื่องมหัศจรรย์ยิ่งนัก จู่ๆฟ้าฝนซึ่งแห้งแล้งอยู่นานก็โปรยปรายลงมา นำพาให้ประชาเบิกบาน แผ่นดินชุ่มชื่น โรคภัยไข้เจ็บต่างๆหายเป็นปลิดทิ้ง ชาวบ้านชาวเมืองจึงร่วมกับนายทรัพย์จัดงานฉลองสมโภชหลวงพ่อครั้งใหญ่เพื่อแก้บน

ช่วงเวลา

งานเทศกาลนมัสการหลวงพ่อโสธร จัดขึ้นปีละ 3 ครั้ง คือ

  • งานเทศกาลกลางเดือน 5 ตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำจนถึงวันแรก 1 ค่ำ เดือน 5 รวม 3 วัน
  • งานเทศกาลกลางเดือน 12 ระหว่างวันขึ้น 12-15 ค่ำ เดือน 12 รวม 5 วัน
  •  งานเทศกาลตรุษจีน ระหว่างวันขึ้น 1-4 ค่ำ เดือน ๓ รวม 3 วัน

คาถาศักดิ์สิทธิ์ บูชาหลวงพ่อโสธร

คาถาบูชาพระพุทธโสธร

(ตั้งนะโม 3 จบ)

กายะนะ วาจายะวะ วาโสธะรัง นามะ อิติปาริหะ ริยะการัง

พุทธธะ รูปัง อะหังปิ วัณทามิ สัพพะโสฯ

คาถาบูชาหลวงพ่อโสธร (คาถาพระเจ้า5พระองค์)

(ตั้งนะโม 3 จบ)

นะ ทรงฟ้า โม ทรงดิน พุทธ ทรงสินธุ์ ธา ทรงสมุทร ยะ ทรงอากาศ

พุทธังแคล้วคลาด ธัมมังแคล้วคลาด สังฆังแคล้วคลาด ศัตรูพาลวินาศสันติ

นะ กาโร กุกกุสันโธ สิโรมัชเฌ โมกาโร โกนาคะมะโน

นานาจิตเต พุทธกาโร กัสสะโป พุทโธ จะ ทะเวเนเต ธา กาโร ศรีศากกะยะมุนี

โคตะโม ยะกันเน ยะกาโร อะริยะ เมตตรัยโย ชิวหาทีเต ปัญจะพุทธา นะมามิหัง

พุทธะบูชา มะหาเตชะวันโต ธัมมะบูชา มะหาปัญโญ สังฆะบูชา มะหาโภคะวะโห

อะระหังพุทโธ อิติปิโสภะคะวา นะมามิหัง

คาถาบูชาหลวงพ่อโสธร แบบย่อ

(ตั้งนะโม 3 จบ)

 อิติ อิติ อิติ โสธโร นะโมพุทธายะ ยะธาพุทธโมนะ

ยิ่งบูชาทุกวันยิ่งดี เพราะคาถาบูชานี้จะช่วยให้ปลอดภัย ชีวิตราบรื่น ร่มเย็น แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งหลาย การเดินทางแคล้วคลาดปลอดภัย

ข้อมูลเพิ่มเติม

การเดินทาง

รถโดยสารประจำทาง มีให้บริการเดินทางจากสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ(เอกมัย) ไปยังจังหวัดฉะเชิงเทรา

รถไฟ มีบริการรถไฟจากสถานีรถไฟหัวลำโพง ไปยังจังหวัดฉะเชิงเทรา (สถานี ชุมทางฉะเชิงเทรา) โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.40 – 2 ชั่วโมง ตามประเภทรถ

สามารถโทร 1690 เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือเว็บไซต์ www.railway.co.th

รถยนต์ จังหวัดฉะเชิงเทราอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 62 กิโลเมตร โดยจะใช้เวลาในการเดินทางอยู่ที่ 1 – 1 ชั่วโมงครึ่ง เมื่อถึงวัดแล้ว สามารถนำรถเข้าไปจอดในบริเวณวัดได้

อัตราค่าเข้าชม

เข้าชม ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย

การแต่งกาย

แต่งกายสุภาพ สวมเสื้อมีแขน สวมกระโปรงหรือกางเกงขายาว และไม่สวมเสื้อผ้าที่รัดรูปจนเกินไป

เวลาเปิด-ปิด

เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 7.00 น. – 16.15 น.

ที่ตั้ง : ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา 24000

โทรศัพท์ : 038-511-048    เว็บไซต์ : http://www.chachoengsao.go.th

Facebook : https://www.facebook.com/ccsprovince/

สรุปท้ายบทความ

ความศักดิ์ของหลวงพ่อโสธรนั้นเป็นที่ประจักษ์กันมาช้านาน สำหรับใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อนั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นส่วนบุคคล

สำหรับใครที่อยากไปสักการะบูชาหลวงพ่อโสธร สามารถเดินทางไปได้ง่ายๆ เพราะอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากรุงเทพฯนัก ซึ่งนอกจากจะได้สักการะบูชาแล้วยังได้ทำบุญ ปรับจิตใจให้สงบอีกด้วย