Jan 18, 2021 | บทความยานยนต์
ช่วงหยุดยาวนี้ไม่ว่าใครก็คงอยากขับรถขึ้นเหนือใช่ไหมล่ะคะ ยิ่งเจอสถานการณ์โควิดที่เพิ่งกลับมาระบาดใหม่ในตอนนี้ ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากใช้ขนส่งสาธารณะในการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น รถตู้ รถทัวร์ หรือแม้แต่เครื่องบิน เพราะเป็นพื้นที่ปิดเสี่ยงต่อการแพร่เชื้ออย่างมาก
ทว่าเมื่อนึกถึงค่าที่พักและทริปสุดสนุกของคุณจะต้องล่มอย่างน่าเสียดายแล้ว คงมีหลายคนอีกเช่นกัน ที่ปักธงในใจว่า ขอให้ฉันได้ไปเถอะ! ดังนั้นทางที่ดีที่สุดในตอนนี้คือ การขับรถยนต์ขึ้นภาคเหนือไปเองเท่านั้นค่ะ! แต่ในที่นี้เชื่อว่าหลายคนคงไม่เคยลองขับเหนือกันสักครั้งเลยใช่ไหมล่ะคะ
งั้นเรามาศึกษาเรื่องรถยนต์ที่เหมาะกับการขับขึ้นภาคเหนือกันดีกว่าค่ะ ว่ารถยนต์ประเภทไหนและรุ่นไหนที่สามารถขึ้นเหนือได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีแรงขึ้นเขา!
รถยนต์คันไหนขึ้นเหนือได้บ้าง
ถ้าพูดถึงรถยนต์ที่จะนำขึ้นเขา นอกเหนือจากประเภทรถตู้และรถกระบะที่เราเห็นกันบ่อย ๆ เวลาขึ้นภาคเหนือแล้ว ยังมีประเภทรถซีดานและรถอเนกประสงค์ที่สามารถขับขึ้นเขาได้ดีเช่นเดียวกัน หากคุณต้องการขับรถเพื่อเที่ยวภาคเหนือด้วยตนเอง อย่างที่แรกที่ต้องเตรียมพร้อมคือ ประเภทรถที่ขับขึ้นไป
“ทำไมถึงต้องเตรียมประเภทรถให้เหมาะสม ? เอารถคันไหนขึ้นไปเลยไม่ได้เหรอ ?”
สาเหตุที่ต้องเตรียมพร้อมก่อนขับขึ้นเขา เพราะรถบางประเภทไม่สามารถขึ้นเขาได้ สิ่งสำคัญนอกจากฝีมือคนขับแล้ว คือประเภทรถที่คุณจะขับขึ้นเหนือ อย่างที่ทราบกันว่าภาคเหนือ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา ดังนั้นต้องเตรียมใจไว้เลยว่า ถ้าจะขับขึ้นเหนือ ต้องเจอทางชันแน่นอน
ดังนั้นเรามาลองดูกันว่ามีรถคันไหนบ้างที่สามารถพาคุณขึ้นเขาได้ และรถประเภทใดที่ควรหลีกเลี่ยงได้การขับขึ้นเขาโดยเด็ดขาด
รถยนต์ที่ควรหลีกเลี่ยงในการขับขึ้นเขา
สำหรับรถยนต์ที่ควรหลีกเลี่ยงในการขับขึ้นเขาคือ รถยนต์ประเภทเครื่องยนต์ 1.2 L
ส่วนใหญ่รถที่ใช้เครื่องยนต์ประเภทนี้ มักจะเป็นรถยนต์คันเล็ก เน้นใช้ในเมือง ขับแล้วประหยัดน้ำมัน แต่ก็เพราะเป็นรถยนต์ที่ใช้ในเมือง เมื่อนำออกมาขับทางไกล หรือขึ้นเขามักจะประสบปัญหา ขับขึ้นไม่ไหว แถมยังเสี่ยงต่อรถไหลกลางเขา จนเป็นอุบัติเหตุให้เห็นตามหน้าสำนักข่าวอยู่ประจำ
โดยส่วนใหญ่แล้วรถประเภทนี้ มักจะมีให้เช่าตามในพื้นที่และคนกรุงมักจะนิยมใช้กันเยอะ เพราะนอกจากราคาที่ประหยัดแล้ว ยังมีขนาดไซส์ที่สามารถขับง่าย ไปไหนก็สะดวกจริง
แต่พอนำมาขับต่างจังหวัด โดยเฉพาะภาคเหนือนั้น ต้องบอกเลยว่า พักก่อนนะคะ
นอกจากตัวเครื่องยนต์ที่เล็กแสนเล็กแล้ว สมรรถนะอาจไม่ได้ทำมาเพื่อรองรับการขับขึ้นเขาเสียด้วยซ้ำ ซึ่งจัดว่าเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุแน่นอน
อีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อเครื่องยนต์ขนาดเพียง 1.2 L แต่จำนวนคนที่ไปด้วยกันและน้ำหนักสัมภาระที่ค่อนข้างเยอะ จะทำให้รถยนต์เร่งเครื่องลำบาก หรือที่เรามักจะเรียกกันว่า เครื่องอืด นั่นเอง เมื่อเครื่องอืดแล้ว ยิ่งขึ้นเขายิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยล่ะค่ะ
รถยนต์ที่สามารถขับขึ้นเขาได้
1. รถยนต์ประเภท Eco Car (1.5L)
รถยนต์ประเภทแรกที่สามารถขับขึ้นเขาได้คือ รถยนต์ไซส์เล็กที่มีเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตรเป็นต้นไป สาเหตุที่รถเหล่านี้สามารถใช้ขับขี้นเขาได้ คือกำลังแรงของเครื่องยนต์ ไม่เหมือนกับตัวรถยนต์ไซส์เล็กที่มีเครื่องยนต์ขนาด 1.2L
รถยนต์ขนาดเล็กที่มาคู่กับเครื่องยนต์แรงถึง 1,500 ลิตรจัดได้ว่าเป็นรถยนต์ที่ค่อนข้างมีกำลังแรงเมื่อเทียบกับขนาดรถแล้ว แม้จะจุคนจนเต็มคันรถก็ยังขึ้นเขาได้ไม่น่ากลัวเท่าไรนัก รถยนต์ไซส์นี้ได้แก่ Toyota Vios, Honda Jazz และ Honda City เป็นต้น
2. รถยนต์ประเภทซีดานที่มีขนาดเครื่องยนต์มากกว่า 1.8L ขึ้นไป
รถยนต์ประเภทถัดมา จัดว่าเป็นรถยนต์ซีดานระดับกลางถึงสูง เรียกว่าเห็นได้บ่อยในท้องถนนเลยทีเดียว รถยนต์ประเภทนี้จะมีการออกแบบลักษณะตัวรถให้ใหญ่ขึ้น นั่งสบาย ทว่าอาจจะกินน้ำมันไปบ้างในบางครั้ง
รถยนต์ประเภทนี้บางทีก็มีเทคโนโลยีไฟฟ้า อย่าง HEV เข้ามาช่วยในเรื่องของการลดใช้น้ำมันมากขึ้น แต่ประเด็นนี้ยังไม่สำคัญเท่าตัวเครื่องที่มีกำลังแรงตั้งแต่ 1.8L เป็นต้นไป เรียกได้ว่าออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำหนักของตัวรถที่เพิ่มขึ้น เมื่อนำไปขับจริงก็ยังคงกำลังแรงไว้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
โดยเฉพาะการขับขี่บนถนน สามารถสร้างอัตราเร็วได้ดั่งใจผู้ขับชนิดว่า มักจะเกินความเร็วที่กฎหมายกำหนดอยู่เป็นประจำเลยล่ะ ดังนั้นปัญหาการขึ้นเขาหรือขึ้นภาคเหนือยิ่งไม่ต้องสงสัยว่าจะขึ้นได้หรือเปล่า ขึ้นได้แน่นอน แต่อาจต้องระวังเรื่องของความเร็วรถที่พุ่งแรงเกินไปนะคะ โดยรถยนต์ประเภทนี้จะมี Toyota Altis, Honda Civic และ Mazda 3
3. รถกระบะ
รถกระบะส่วนใหญ่จะสามารถขับขึ้นเขาได้อยู่แล้ว เนื่องจากเป็นรถยนต์ประเภทไว้ใช้ในการขนสินค้าจึงทำให้มีกำลังแรงกว่ารถซีดานปกติทั่วไปอยู่หลายเท่า เครื่องยนต์ส่วนใหญ่มักจะเกิน 2.5 ลิตร แต่ส่วนใหญ่รถกระบะมักจะเป็นเกียรกระปุก หรือเกียร์ธรรมดา ผู้ขับจึงจำเป็นต้องมีความชำนาญในการเปลี่ยนเกียร์ไม่ให้เครื่องดับขณะขับขึ้นเขา
และอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้รถกระบะเหมาะกับการขับขึ้นภาคเหนือโดยเฉพาะพื้นที่บนเขาก็มาจากที่ว่า เครื่องยนต์กระบะเป็นเครื่องยนต์ดีเซล ที่สามารถให้แรงบิดที่สูงกว่ารถเก๋งทั่วไปได้เยอะ จึงทำให้การขึ้นเขาเป็นเรื่องสนุกและชิล แม้รถจะมีน้ำหนักเยอะก็ตาม
4. รถยนต์อเนกประสงค์ (SUV / PPV)
อีกหนึ่งประเภทรถยนต์ที่เรียกได้ว่าบางคันถูกออกแบบมาให้เผชิญกับสภาพถนนที่ทั้งชัน ทั้งขรุขระ เหมาะกับการออฟโรดและผจญภัยสุด ๆ จึงเป็นที่น่าสนใจสำหรับใครที่รักการขับขึ้นเขาและพาญาติ ๆ ไปเที่ยวด้วยกัน
นอกจากขนาดรถยนต์ที่สามารขนทั้งคนทั้งสัมภาระได้เยอะมาก ๆ แล้ว รถยนต์ประเภทนี้ จะมีการออกแบบมาให้เหมาะสมกับการขับออฟโรดและถนนที่มีความชัน โดยสามารถมั่นใจในการเข้าโค้งในมากกว่ารถซีดาน เพราะเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ทำให้ล้อหมุนได้อย่างอิสระ เข้าโค้งได้ดีมากขึ้น
ในส่วนของเรื่องเครื่องยนต์ก็ไม่ต้องกังวล เพราะแน่นอนว่าการออกแบบมาเพื่อรองรับผู้โดยสารและขนสัมภาระ ตัวเครื่องยนต์ก็มีกำลังแรงแน่นอน รถยนต์ประเภทนี้ได้แก่ Toyota Fortuner, Honda CR-V, Ford Everest, Mitsubishi Pajero Sport, Nissan X-Trail และ Mazda CX-5 เป็นต้น
5. รถตู้
อีกหนึ่งประเภทรถที่เราสามารถเห็นได้บ่อย เวลาขับขึ้นภาคเหนือหรือขึ้นเขา คือประเภทรถตู้ แน่นอนว่ารถตู้พวกนี้ส่วนใหญ่ใช้เกียร์ธรรมดา และเครื่องยนต์ดีเซลที่จะให้แรงบิดกับตัวรถยนต์ได้มากกว่ารถธรรมดา ทว่าแม้จะพูดได้ว่าเป็นรถที่มีกำลังแรง แต่ก็ต้องใช้ความชำนาญในการขับขึ้นพอสมควร
เพราะเมื่อน้ำหนักรถที่เยอะขึ้น ทั้งคนและสัมภาระต่าง ๆ จะทำให้รถประเภทนี้เร่งไม่ค่อยขึ้นในบางจุด หากต้องชะลอรถก็อาจทำให้เสียจังหวะและรถไหลได้ ดังนั้นก่อนจะขับรถประเภทนี้ควรเป็นผู้ชำนาญในเส้นทางและการขับขี่จึงจะดีที่สุด
มือใหม่ขับรถขึ้นเขาอย่างไรดี
จากประเด็นเรื่องรถที่เหมาะสำหรับการขับขึ้นเขาแล้ว ปัญหาน่ากังวลใจสำหรับใครหลายคนคือ ไม่เคยขับขึ้นเขามาก่อน จะขับได้หรือเปล่า? เป็นมือใหม่แต่อยากขับขึ้นเขาจะทำได้ไหม?
วันนี้เราจะมาสอนเทคนิคการขับรถขึ้นเขาให้ปลอดภัยและเที่ยวได้อย่างสนุกสนานไม่ต้องกังวลว่าจะขับขึ้นไม่ได้ แม้จะเป็นมือใหม่ แต่แอบแนะนำนิดนึงว่าอย่างน้อยก็ควรรู้จังหวะรถตัวเองดี และไม่ควรขึ้นเขาที่ความชันจนเกินไปจึงจะปลอดภัยที่สุด
1. เช็กสภาพรถและคันที่ขับสะดวกที่สุด
อย่างแรกที่ต้องทำก่อนขับขึ้นเหนือ หรือขึ้นเขา คือการเช็กสภาพรถยนต์ของคุณว่าอยู่ในสภาพดีหรือไม่ ทั้งระบบเกียร์ ล้อยางทั้ง 4 ล้อ และระบบเบรก ต้องลองทดสอบระบบเหล่านี้ทุกครั้งก่อนออกเดินทาง ถ้าเกิดว่ารู้สึกถึงปัญหาที่เกิดขึ้น อย่าชะล่าใจแล้วนำรถขึ้นไปนะคะ ให้หาจุดพักแล้วนำรถเข้าเช็กที่ศูนย์ใกล้เคียงด่วนเลยค่ะ
สำหรับมือใหม่ นอกจากเช็กสภาพรถแล้วยังควรเลือกรถยนต์คันที่ขับได้คล่องและเข้ามือที่สุด เพื่อขับขึ้นเขา หลีกเลี่ยงการเลือกรถยนต์ที่ไม่คุ้นมือ หรือคันใหญ่เกินไปจะดีกว่า เพราะอาจทำให้คุณควบคุมรถไม่ได้ 100% อย่างที่ตนเองคิด และอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุตามมาได้
2. อย่าเหยียบเบรกค้าง ให้แตะ-ปล่อย และใช้เกียร์ต่ำ
มือใหม่หลายคน เมื่อขับรถลงเขาก็จะแตกเบรกค้างเพื่อหวังให้รถชะลอความเร็วและหยุดไม่แหกโค้ง แต่นี่คือ วิธีที่ผิด!!! เพราะการขับแบบนี้อาจทำให้ผ้าเบรกของคุณไหม้จนหมด แล้วเบรกไม่อยู่แทน!
ดังนั้นการลงเขาควรใช้เกียร์ต่ำเพื่อให้เกิดการใช้ engine brake ในการชะลอความเร็วแทน
หากถามว่า engine brake คืออะไร engine brake คือการเบรกโดยเครื่องยนต์ กล่าวคือรถยนต์สมัยใหม่ส่วนใหญ่จะมีระบบนี้อยู่ เป็นระบบที่ช่วยเบรกโดยทอนกำลังความเร็วลงด้วยตัวเครื่องยนต์เมื่อคุณเข้าเกียร์ต่ำ เพราะเมื่อความเร็วมากกว่าตัวเกียร์ที่เข้าอยู่ ตัวเครื่องยนต์จะประมวลผลและลดรอบความเร็วลงโดยอัตโนมัติ
ทั้งนี้การใช้ engine brake ช่วยจะทำให้การลงเขาไม่ต้องแตกเบรกถี่เท่าไรนัก แต่หากคุณยังมองว่าการลงเขาด้วยความเร็วที่เป็นอยู่นั้น เร็วเกินไปก็แนะนำให้แตะเบรกบ่อย ๆ โดยเฉพาะก่อนถึงทางลงโค้งหักศอกนะคะ
3. เช็กเส้นทางก่อนขับขึ้นจริง
อีกหนึ่งวิธีช่วยสร้างความมั่นใจและไม่หลงทางด้วย Google Maps คือการเปิดคลิปในยูทูปเพื่อเช็กเส้นทางก่อนเดินทางจริง จะทำให้คุณได้เห็นสภาพถนนและความชันของภูเขาในสภาพคล้ายของจริง เพื่อประเมินความสามารถของคุณว่าสามารถขับได้หรือไม่ หรืออีกวิธีคือถามคนท้องที่ว่าภูเขาลูกนี้สามารถขับขึ้นได้หรือเปล่า
ยกตัวอย่างเช่น ดอยอ่างขาง ที่มือใหม่ไม่ควรขึ้น เพราะเป็นถนนที่มีความชันสูงและโค้งหักศอกหลายจุด ทำให้มักจะเกิดอุบัติเหตุอยู่หลายครั้ง แม้เราจะมั่นใจว่า เราสามารถขับขึ้นได้ แต่จากคำของคนพื้นที่หลายคนก็มักจะบอกว่า รถของคนในพื้นที่มักจะขับด้วยความเร็วค่อนข้างสูง จึงอาจทำให้เราเกิดอุบัติเหตุเพราะรถเสียจังหวะได้ ทางที่ดีคือการหาคนที่ชำนาญทางขับขึ้นไปจริง ๆ จึงจะดีที่สุด
4. บีบแตรทุกครั้งที่เจอโค้ง (จุดอับสายตา)
การขับรถบนเขา แม้ในช่วงตอนกลางวัน สิ่งที่ควรทำที่สุดคือ การบีบแตร เมื่อเจอจุดอับสายตาหรือทางโค้ง เพราะเราไม่สามารถเห็นได้ว่าอีกฝั่งของเส้นทางกำลังจะมีคนมาหรือไม่ เราจึงควรบีบแตรเพื่อเตือนว่า กำลังจะมีรถสวนไปให้ชะลอความเร็ว และระวังมากขึ้น
แน่นอนว่าไม่ใช่เพียงอีกฝั่งอย่างเดียวที่จะได้รับคำเตือน ผู้ขับเองก็ควรฟังเสียงแตรและระมัดระวังให้ดีเช่นเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ
5. ให้รถขาขึ้นมาก่อน
สิ่งนี้เป็นสิ่งที่พูดกันบ่อย แต่หาคนทำจริงได้น้อย เพราะต่างคนต่างรีบไปในเส้นทางของตนเอง แต่รู้หรือไม่ว่า การที่ชะลอให้รถขาขึ้นมาก่อน เนื่องจากสาเหตุที่ว่าการส่งกำลังขึ้นของรถยนต์นั้นใช้แรงมาก หากเสียจังหวะหรือเบรกกลางทางระหว่างขึ้นเขา อาจทำให้เกิดรถไหลจากเขาได้ และต่อมามักจะเกิดอาการเบรกไม่อยู่และลื่นไถลลงไปแทนนั่นเอง
6. อย่าขับเร็วและห้ามแซงทางโค้ง
การขับรถเร็วและแซงทางโค้งบนเขา เป็นเรื่องที่ควรทำเป็นอย่างท้าย ๆ หากรถคันหน้าไม่ช้าจริงจนคุณเสียจังหวะ เพราะการแซงทางโค้งเป็นสิ่งที่อันตราย นอกจากคุณจะมองไม่เห็นจุดอับสายตาของรถที่กำลังสวนเลนมาแล้ว ยังทำให้รถมีโอกาสหลุดโค้งได้ง่ายกว่าเดิม
การขับเร็วบนเขาคือหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนทางขึ้น-ลงเขาบ่อยที่สุด เพราะมองว่าตนเองชำนาญทางและมั่นใจในฝีมือการควบคุมรถ
ดังนั้นหากคุณเป็นมือใหม่หรือผู้ที่กำลังลองขับขึ้นเขาครั้งแรก แนะนำให้ขับช้า ๆ อย่าเร่งความเร็วจนเกินกว่า 80 กิโลเมตร บนภูเขา เมื่อเข้าโค้งก็ให้ชะลอและเข้าโค้งอย่างระมัดระวัง เท่านี้การขับขึ้นเขาก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลใจแล้ว!
7. เว้นระยะจากรถคันด้านหน้าเสมอไม่ว่าจะขาขึ้นหรือลง
สิ่งที่หลายคนมองข้ามและมักจะทำเป็นประจำเมื่อเจอรถคันหน้าขับช้ากว่า คือการเข้าไปจี้ด้านหลังรถคันด้านหน้า
แต่รู้หรือไม่ว่า บนเขาการทำแบบนี้มีแต่เสี่ยงกับเสี่ยง เพราะหากรถคันหน้าเกิดคุมไม่ได้และไหลลงมา คันที่จะต้องรับไปเต็ม ๆ คือคันที่ตามมาแบบติด ๆ ดังนั้นควรเว้นระยะในการขับบนภูเขา เรียกได้ว่าเซฟทั้งเขาและเราไปในคราวเดียวเลยค่ะ
สรุปท้ายบทความ
อีกหนึ่งปัจจัยที่ควรคำนึงก่อนจะขับรถขึ้นภาคเหนือ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์อย่างเดียว ความชำนาญในการขับก็คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ควรมี เพราะการขึ้นเขาไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากจนเกินไป ถ้าเขาลูกนั้นไม่ได้ชัน ประหนึ่งดอยอ่างขาง
แต่ต่อให้เป็นคนที่มีความชำนาญในการขับ ก็ไม่ควรประมาทในการขับขึ้นเขา เพราะเมื่อคุณประมาท อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ ดังนั้นนอกจากประเภทรถยนต์แล้ว ควรมีความชำนาญในการขับถึงจะดีที่สุด
ความชำนาญในที่นี้หมายถึง คนที่ค่อนข้างคุ้นชินกับรถยนต์ หรือขับบ่อยจนพอรู้จังหวะของรถได้ดีนั่นเอง
ท้ายที่สุดแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ควรคำนึงด้วยคือสภาพของรถ เราควรเช็กสภาพรถก่อนเดินทางไกลทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นสภาพเบรก, ยาง, น้ำมัน และระบบเกียร์ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝันระหว่างทาง จากทริปแสนสนุกจะกลายเป็นทริปแสนเซ็งไปเสียก่อน
ใครที่กำลังมองวางแผนทริปในปีนี้และต้นปีหน้าจะต้องได้ไปเที่ยวเหนือให้ได้ ต่อให้ขับรถไปก็ยอม อย่าลืมมองหาเพื่อนคู่ใจนั่งรถไปด้วยสักคนนะคะ จะได้ไม่เหงาและอย่าลืมหาเพื่อนคู่ใจอีกคนหนึ่งที่จะช่วยกรุยทางให้การขับขึ้นเหนือหรือขึ้นเขาเป็นเรื่องง่าย อย่างรถยนต์สมรรถนะเยี่ยมพร้อมขับ ที่หาได้ง่าย ซื้อขายไม่ยาก ที่ Kaidee คลิกเลย!
Jan 18, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
หลังจากที่ปี 2016 ฮอนด้าได้เปิดตัว X-ADV รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กสกู๊ตเตอร์สายพันธุ์ใหม่ที่ผสมผสานการใช้งานได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมืองสำหรับใช้ชีวิตประจำวัน หรือจะเป็นสายลุยที่รักการผจญภัยก็พร้อมตอบโจทย์การใช้งานได้ทุกรูปแบบ เรียกได้ว่ากลายเป็นหนึ่งในรถมอเตอร์ไซค์คันโปรดที่ครองใจของใครหลายคน
และล่าสุดทาง “ฮอนด้า” ผู้นำตลาดรถมอเตอร์ไซค์ระดับโลกสัญชาติญี่ปุ่นก็ได้ทำการเปิดตัว “New Honda X-ADV 2021” ไปแล้วเป็นที่เรียบร้อยเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พร้อมปรับโฉมใหม่ด้วยการอัปเดตดีไซน์เพิ่มเติมบางส่วน และเสริมเทคโนโลยีใหม่ในการขับขี่เข้าไปหลายจุดเช่นเดียวกัน วันนี้เราจะพามาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่เพิ่มเติมจากรุ่นก่อนและอัปเกรดอะไรบ้าง มาหาคำตอบพร้อมๆ กันในบทความนี้ได้เลย
ขุมพลังเครื่องยนต์ 2 สูบ ขนาด 750 ซีซี ขับเคลื่อนด้วย DCT
New Honda X-ADV 2021 มาพร้อมเครื่องยนต์ 2 สูบ ขนาด 745 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ โดยให้พละกำลังสูงสุดที่ 57.8 แรงม้า ที่ 6,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 69 นิวตันเมตร ที่ 4,750 รอบ/นาที และถูกปรับปรุงให้มีขนาดกะทัดรัดที่มีน้ำหนักลดลงมาจากเดิมถึง 2 กิโลกรัม ซึ่งเป็นผลดีที่ทางวิศวกรของฮอนด้าได้พัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพในเรื่องของวาล์วไทม์มิ่ง และไอเสีย ที่ได้ออกแบบให้มีช่วงชักยาวและออกแบบห้องเผาไหม้ใหม่ รวมถึงข้อเหวี่ยงแบบมวลเฉื่อยสูงทำให้ได้แรงบิดที่ดีตั้งแต่รอบต่ำ อีกทั้งยังออกแบบให้มีการใช้ชิ้นส่วนให้น้อยที่สุด โดยแต่ละชิ้นส่วนจะสามารถทำงานได้มากกว่า 1 หน้าที่ เหตุนี้จึงทำให้เครื่องยนต์ใหม่มีน้ำหนักที่เบาลง
นอกจากระบบ DCT หรือระบบ Dual Clutch Transmission ที่ช่วยเพิ่มความสนุกในการขับขี่ได้ง่ายขึ้นแล้ว ฮอนด้ายังได้ใส่ระบบที่สร้างความหลากหลายในการขับขี่ได้มากกว่าเดิมกับโหมดการขับขี่ 5 โหมด ได้แก่ Standard, Sport, Rain, Gravel และ User Mode
Standard – ให้ความรู้สึกในการขับขี่ที่สมดุลทั้งพละกำลัง Engine เบรก HSTC และระบบ ABS พร้อมทำงานในระดับสูงสุดSport – ให้การตอบสนองของเครื่องยนต์ และ Engine เบรกที่ดุดัน HSTC ทำงานในระดับต่ำ ส่วน ABS พร้อมทำงานในระดับสูงสุดRain – การตอบสนองของเครื่องยนต์ และ Engine เบรกทำงานในระดับต่ำ ส่วน HSTC และ ABS พร้อมทำงานในระดับสูงสุดGravel – ให้พละกำลัง และ Engine เบรกสูงสุดแต่ HSTC และ ABS จะทำงานในระดับต่ำ
และอีกหนึ่งโหมดพิเศษคือ User Mode ที่จะทำให้ผู้ขับขี่สามารถปรับตั้งค่าได้ตามความต้องการของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นระดับการทำงานของระบบ Traction Control และ ABS ซึ่งสามารถปรับระดับเลือกการทำงานของระบบต่างๆ ได้ตามความเหมาะสมของสภาพเส้นทางที่มีความเหมือนกับรุ่นใหญ่อย่าง Honda Africa Twin 1100
Honda Selectable Torque Control ทำงานได้นุ่มนวล และควบคุมได้มั่นใจกว่าเดิม โดยสามารถปรับได้ 3 ระดับและเลือกปิดได้ตามต้องการ
ระดับ 1 ยอมให้ล้อหลังปั่น สำหรับทางฝุ่นหรือทางดิน ระดับ 2 ให้ความมั่นใจสำหรับรูปแบบการขับขี่ทั่วไป ระดับ 3 ให้ความปลอดภัยสูงสุดบนทางเปียก
รูปแบบของการทำงานระบบ DCT ผ่านคันเร่งไฟฟ้าจะมี 5 รูปแบบ ดังนี้
Level 1 – ให้ความสบายนุ่มนวล เปลี่ยนเกียร์ในรอบต่ำ เหมาะสำหรับใช้ในโหมด Rain Level 2 – ให้การทำงานแบบสบายๆ ด้วยค่าระดับกลาง ใช้ในโหมด Standard Level 3 – ใช้ทำงานระหว่างโหมด Standard และ Sport Level 4 – ลากเกียร์ในรอบสูง ตบเกียร์ลงเร็วเพื่อเรียก Engine เบรก ใช้ในโหมด Sport Level 5 – ปุ่ม G-Mode ถูกรวมมาเป็น G Shift Pattern ให้ความสนุกในการขับขี่ทางกรวด เพิ่มการยึดเกาะ และควบคุมการสไลด์ได้อย่างมั่นใจ ใช้ในโหมด Gravel
ยกระดับการดีไซน์ที่หล่อขึ้นกว่าเดิม
มาในเรื่องของการออกแบบภายนอกกันบ้างที่ได้มีการปรับรูปลักษณ์ที่ดูโฉบเฉี่ยว สวยคมมากกว่าเดิม โดยส่วนหน้ากากรถใช้ไฟหน้าและไฟ DRL แบบ LED มีไฟ Day Time Running ที่ดีไซน์ใหม่โคมไฟหน้า LED แบบคู่ ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกันกับที่ใช้ใน Africa Twin 1100 แฟริ่งแบบใหม่ที่ดีไซน์ให้มีเส้นสายดูดุดันและเฉียบคมมากกว่าเดิม ส่วนของชิลด์บังลมที่มีการพัฒนาให้สามารถป้องกันลมในขณะขับขี่ได้ดีขึ้น ซึ่งสามารถปรับได้ 5 ระดับ ด้วยการใช้มือเปล่าโดยที่ไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ใดๆ เพิ่มเติม ซึ่งเรียกได้ว่าสะดวกสบายสุดๆ
เบาะนั่งที่ถูกปรับรูปทรงแบบใหม่เพื่อให้เวลาที่ขึ้นรถหรือยืน เท้าจะสามารถเหยียบถึงพื้นได้ง่ายขึ้น ช่องเก็บของใต้เบาะที่ได้รับการเพิ่มขนาดความจุมากขึ้นถึง 22 ลิตร สามารถเก็บหมวกกันน็อกได้จำนวน 1 ใบ และยังมีพอร์ต USB สำหรับชาร์จสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย ด้านในยังมีไฟ LED ที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการหาของใต้เบาะตอนกลางคืน และน้ำหนักโดยรวมของตัวรถที่เบาลงกว่ารุ่นเดิมถึง 3 กิโลกรัม
โดย New Honda X-ADV 2021 มีสีใหม่เพิ่มขึ้นมา 1 สี คือ สีแดง Grand Prix Red และยังคงมีสีเดิมไว้ 3 สีด้วยกันคือ สีดำ Graphite Black, สีเงินเมทัลลิก Matte Beta Silver Metallic และสีเทา Pearl Mud Grey
ล้ำสมัยด้วยเทคโนโลยีสุดโดดเด่น
New Honda X-ADV 2021 ยังมาพร้อมเทคโนโลยีสุดโดดเด่น ตั้งแต่หน้าจอเรือนไมล์แบบจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ที่สามารถสั่งงานด้วยเสียงผ่านระบบ Honda Smartphone Voice Control รองรับระบบนำทางในขณะขับขี่ สามารถสั่งโทร อ่านข้อความ และเล่นเพลงได้ มีการปรับตำแหน่งของเบรกมือที่จากเดิมอยู่ตรงด้านขวาล่างของแฟริ่ง ที่รุ่นนี้ได้ย้ายมาอยู่บนแฮนด์บาร์ด้านขวา ทำให้สามารถใช้ช่องใส่ถุงมือด้านหน้าได้สะดวกขึ้น ตัวรถยังติดตั้งขาตั้งเซ็นเซอร์วัดมุมเอียงที่ช่วยให้สามารถจอดรถบนทางชันได้โดยที่ไม่ต้องกังวลว่ารถจะไหลและล้มลง
ทางฮอนด้ายังเลือกใช้ระบบสมาร์ทคีย์ในรูปแบบเดียวกัน Forza 750 ที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายที่สามารถปลดล็อกรถ สตาร์ทรถ เปิดฝาถังน้ำมัน และเปิดเบาะได้โดยที่ไม่ต้องใช้กุญแจเสียบ นอกจากนี้ยังมีระบบตามหารถที่จะแสดงไฟกระพริบทำให้สามารถเห็นรถของเราเองได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันในเรื่องของความปลอดภัยที่มีระบบไฟ ESS หรือ Emergency Stop Signal ที่จะคอยกระพริบในขณะที่เบรกรถกะทันหัน รวมถึงไฟเลี้ยวยังมีระบบยกเลิกอัตโนมัติจากการวัดความเร็วของล้อหน้าและล้อหลังอีกด้วย
ช่วงล่างใหม่
โดยในรุ่นนี้ทางฮอนด้าเลือกใช้เฟรมแบบท่อเหล็กไดมอนด์ที่ถูกออกแบบใหม่ให้มีความหนาและบางแตกต่างกันในแต่ละจุด จึงส่งผลให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาแต่ยังคงความแข็งแรงไว้ได้เป็นอย่างดี ที่เห็นได้จากน้ำหนักตัวรถที่เบากว่ารุ่นเดิม และช่องเก็บของใต้เบาะที่สามารถจุของได้มากกว่าเดิม
นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนมิติของตัวรถใหม่ เพื่อให้สามารถขับขี่ภายในเมืองที่มีการจราจรที่หนาแน่นได้อย่างสบาย โดยที่ไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงการขับขี่ที่ยากลำบากเท่าไรนัก แต่ยังเหมาะสมด้วยซ้ำกับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน โช๊คหน้าหัวกลับขนาด 41 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช๊คเดี่ยวปรับสปริงพรีโหลดได้ ส่วนล้อหน้าขนาด 17 นิ้ว และล้อหลังขนาด 15 นิ้ว เป็นล้อซี่ลวด ยางไซส์ 120 และ 160 ตามลำดับ และระบบเบรกดิสก์หน้าเบรกคู่ขนาด 296 ม.ม. ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยวที่มาพร้อมระบบเบรก ABS ที่จะช่วยป้องกันล้อล็อกที่ให้คุณสามารถขับขี่ในทุกเส้นทางได้อย่างไร้กังวล
สรุปท้ายบทความ
สำหรับใครที่อ่านจบแล้วเราเชื่อว่านี่คือรถมอเตอร์ไซค์หนึ่งรุ่นที่ต้องถูกใจสาวกสองล้อสายลุยกันอย่างแน่นอน ซึ่งต้องบอกเลยว่าทางฮอนด้าได้ทำการตีตลาดรถรุ่นนี้เข้าประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ และเราต้องมาลุ้นพร้อมกันว่าจะประกาศราคาขายอยู่ที่ประมาณเท่าไร ยังไงก็อย่าลืมติดตามรอดูการประกาศอย่างเป็นทางการ รวมถึงข่าวสารการอัปเดตเรื่องรถได้ที่ Kaidee
Jan 18, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
เปิดปีใหม่มาทั้งที ชีวิตต้องดีกว่าเดิม! สายมูทั้งหลายไม่แวะไม่ได้แล้วเพราะบทความนี้จะขนเอาเครื่องรางเสริมสิริมงคลปีใหม่ตัวเด็ดตัวดังที่ควรพกไว้ให้ชีวิตปังมาฝากกัน เสริมดวงให้โดดเด่นในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นการเงิน การงาน สุขภาพ ความรัก และโชคลาภ ใครที่อยากรู้ว่าเสริมดวงด้านไหนต้องพกอะไร ตามไปดูกันเลยค่ะ
รวม 6 เครื่องรางเสริมสิริมงคลปีใหม่ให้ชีวิตดี
เครื่องรางที่เราคัดมาให้วันนี้มีทั้งเครื่องรางในประเทศและต่างประเทศ เรียกว่ากวาดมาเสริมดวงกันแบบจัดเต็มทุกด้าน แถมยังหาซื้อง่าย ต่อให้เป็นเครื่องรางจากต่างประเทศ ก็หาง่าย หาได้สบาย ๆ แต่ก่อนอื่นไปดูกันก่อนดีกว่าค่ะว่าเครื่องรางแต่ละชิ้นเด่นดังในด้านไหน
กระดิ่งเงิน
เริ่มต้นด้วยเครื่องรางชิ้นเล็กพกง่ายสะดวกสบายอย่างกระดิ่งเงินนำโชค เครื่องรางชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่น ขึ้นชื่อเรื่องเสริมโชคด้านความรัก ถึงแม้ว่าจะเป็นเครื่องรางที่มีต้นกำเนิดมาจากญี่ปุ่น แต่ก็เห็นมีขายในไทยกันหลากหลายเลย
กระดิ่งเงินนำโชคที่โด่งดังมาก ๆ ก็เห็นทีจะเป็นกระดิ่งเงินนำโชคจากวัดอาซากุสะ ใครอยากรู้ว่าเครื่องรางนี้จะสัมฤทธิ์ผลแค่ไหน ไปลองกันได้เลยค่ะ
ถุงเครื่องราง
มาต่อกันที่เครื่องรางญี่ปุ่นยอดฮิตพกพาง่ายอย่างถุงเครื่องรางหรือที่เรียกกันว่า ‘โอมาโมริ’ เป็นลักษณะแผ่นยันต์ที่เก็บใส่ในถุงเล็ก ๆ หาซื้อง่าย มีให้เลือกซื้อเลือกหากันได้ตามศาลเจ้าชินโตหรือวัดพุทธ
สำหรับถุงเครื่องรางนั้นมีหลากหลายสีมาก แต่ละสีก็จะแบ่งหมวดหมู่ในการเสริมดวงหลากหลายด้าน อาทิ สีขาวสำหรับเครื่องรางเสริมความสุข โชคดี สีเหลืองเพื่อเสริมความร่ำรวย เงินทอง สีชมพูสำหรับความรัก และสีม่วงสำหรับสุขภาพ อายุยืน และอีกมากมาย
สำหรับเคล็ดลับการพกถุงเครื่องรางเพื่อให้สัมฤทธิ์ผล ควรเก็บไว้ในที่ที่เกี่ยวข้องกับด้านนั้น ๆ อาทิ เครื่องรางเกี่ยวกับการเรียนก็ควรพกไว้ในหนังสือหรือกระเป๋าดินสอ หรือถ้าเป็นเครื่องรางเกี่ยวกับการเงินก็ควรพกไว้ในกระเป๋าสตางค์
กำไลหิน
ใครที่มองหาเครื่องรางเสริมสิริมงคลแบบที่เป็นเครื่องประดับได้ด้วย ขอแนะนำเป็นกำไลหินเลยค่ะ กำไลหินถือว่าเป็นที่นิยมกันมาอย่างต่อเนื่องและสามารถเลือกอัญมณีหินที่เสริมดวงในแต่ละด้านได้อีกด้วย
หากมองหากำไลหินที่ช่วยในเรื่องความรัก ขอแนะนำเป็นกำไลหินโรสควอทซ์ หากต้องการเสริมสร้างโชคลาภด้านการเงิน ก็อาจจะมองเป็นกำไลหินไหมทอง หากเน้นในด้านของความสงบ คลายความวิตกกังวลก็เลือกเป็นกำไลหินอความารีน
ในปัจจุบันกำไลหินถือว่าทำออกมาหลากหลายรูปแบบและดีไซน์มาก ๆ เรียกได้ว่าทำสวยพร้อมใส่เป็นเครื่องประดับเก๋ ๆ ได้เลย พกพาง่าย แถมมีประโยชน์คูณสองแบบนี้ ไม่มีไม่ได้แล้ว
หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด
เอาใจคนที่ต้องเดินทางเป็นชีวิตจิตใจ อาจจะสนใจหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดที่ขึ้นชื่อลือนามในเรื่องของความแคล้วคลาดปลอดภัยอย่างไม่เสื่อมคลาย
หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดหรือสมเด็จเจ้าพะโคะ ที่เป็นเจ้าของตำนานเหยียบน้ำทะเลจืดซึ่งเกิดจากการเหยียบน้ำทะเลที่มีรสชาติเค็มจนกลายเป็นน้ำจืดสามารถอุปโภคบริโภคได้ ภายหลังได้มีการทำวัตถุมงคลที่เกี่ยวเนื่องกับหลวงปู่ทวดขึ้นมาหลากหลายรูปแบบมาก
ทั้งในรูปแบบพระเครื่อง รูปหล่อตั้งหน้ารถ หรือจะสวมใส่เป็นจี้พระเพื่อให้พกพาสะดวกยิ่งขึ้น
สาริกา
อีกหนึ่งเครื่องรางของขลังที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในวงการสายมูก็คือ ‘สาริกา’ หรือ ‘สาริกาลิ้นทอง’ ตัวช่วยเสริมเสน่ห์ เมตตามหานิยม ช่วยให้เด่นเรื่องการพูด เพิ่มความสามารถในการต่อรองได้เป็นอย่างดี
สาริกาลิ้นทองในความเชื่อตามแบบฉบับโบราณ ว่ากันกว่าสาริกาเป็นนกที่มีเสียงไพเราะ เมื่อนำมาทำเป็นของขลังจึงช่วยส่งเสริมในเรื่องวาจา
นอกจากการบูชาสาริกาหรือสาริกาลิ้นทองแบบเป็นวัตถุมงคลแล้ว ยังมีการเจิมตามร่างกายด้วย และหลักการบูชาสาริกาที่สำคัญ ๆ ก็ได้แก่ ห้ามพูดจาหยาบคาย ไม่นินทาลับหลังคนอื่น ไม่ด่าว่าพ่อแม่และครูบาอาจารย์
ด้ายแดงนำโชค
ปิดท้ายด้วยเครื่องรางชื่อดังอีกอย่างจากต่างประเทศนั่นก็คือ ‘ด้ายแดงนำโชค’ พ่วงแบบคอมโบกับ ‘เหรียญนำโชค’ ที่ช่วยเสริมทั้งเรื่องความรักและโชคลาภในเวลาเดียวกัน
ด้ายแดงหรือด้ายแดงนำโชคเป็นความเชื่อทางฝั่งเอเชียตะวันออกทั้งจีน ญี่ปุ่น และฮ่องกง ที่เชื่อกันว่าชายหญิงที่เป็นเนื้อคู่กันจะมีด้ายแดงผูกเชื่อมโยงกัน หากเป็นความเชื่อทางฝั่งจีนจะเชื่อว่าด้ายแดงจะผูกระหว่างข้อเท้าของทั้งคู่ ในขณะที่ฝั่งญี่ปุ่นจะผูกไว้ที่นิ้วก้อยของอีกฝ่าย
เชื่อกันว่าถ้าเราสวมด้ายแดงจะช่วยเสริมโชคด้านความรัก และถ้ามีเหรียญนำโชค หรือ เหรียญจีนที่มีลักษณะกลม ๆ เป็นรูตรงกลางสำหรับร้อยด้ายแดง ที่จะช่วยในเรื่องของโชคลาภ ร่ำรวย ประสบความสำเร็จ เงินทองไหลมาเทมาไม่ขาดสาย
ถือว่าเหมาะกับคนที่รักพี่เสียดายน้อง อยากมีโชคทั้งด้านความรักและการเงิน และอยากพกแบบเส้นเดียวครบอยู่
สรุป
ปีใหม่แล้ว มาเสริมดวงให้ชีวิตเป๊ะปังแบบขั้นสุดกันดีกว่า ตัวช่วยแรกสำหรับสายมูเตลูคงหนีไม่พ้นเครื่องรางของขลัง เครื่องรางของขลังวันนี้ที่เรารวบรวมมาให้ก็ตอบโจทย์ทั้งคนที่อยากเสริมโชคทั้งด้านการเงิน การงาน ความรัก สุขภาพ และอีกมากมาย
หากใครสนใจเสริมโชคด้านเงินทองและการงาน ทางเราขอแนะนำให้บูชากำไลหินและเลือกอัญมณีที่เน้นด้านนี้โดยเฉพาะ เช่น หินไหมทอง ถ้าอยากมามีโชคด้านความรักก็อาจจะเลือกพกได้ทั้งถุงเครื่องรางญี่ปุ่นที่เน้นด้านนี้โดยเฉพาะ หรือจะเป็นด้ายแดงนำโชคที่เป็นสัญลักษณ์ของพรหมลิขิตก็ศักดิ์สิทธิ์ไม่แพ้ใคร
หรือถ้าใครเน้นเรื่องสุขภาพและความปลอดภัย ก็ขอแนะนำให้บูชาหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องปกปักรักษาให้แคล้วคลาดปลอดภัยมาติดรถติดตัวไว้เลย
ใครที่มาสายนี้อยู่แล้วหรืออ่านแล้วสนใจอยากจะเข้าสู่สายนี้อย่างเป็นทางการ ก็สามารถมาเลือกซื้อเครื่องรางของขลังหลากหลายรูปแบบจากหลายถิ่นได้ที่ Kaidee.com
Jan 18, 2021 | บทความยานยนต์
สำหรับคนที่มองหารายได้เสริมได้วันหยุด นอกจากการไปสมัครงานพิเศษตามร้านอาหารแล้ว วิธีต่าง ๆ ในการหารายได้ที่สามารถทำง่ายเริ่มได้โดยไม่ใช้ต้นทุนเยอะ สามารถเลือกจากอุปกรณ์หรือสิ่งของใกล้ตัวมาเพื่อสร้างรายได้ ยกตัวอย่างเช่น เครื่องเรือน เครื่องครัว หรือพาหนะที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายได้
เริ่มต้นธุรกิจระยะสั้นอย่างไรดี
การเริ่มต้นธุรกิจในระยะสั้นสำหรับวันหยุดยาว คือสิ่งที่หลายคนมักจะคิดไว้ในหัวแต่ไม่ได้ลงมือทำเสียที ทั้งเรื่องของอุปกรณ์ ทั้งเรื่องทุน และหลาย ๆ อย่าง แต่ในวันนี้เราจะมาดูวิธีการเริ่มต้นธุรกิจระยะสั้นที่สามารถทำได้ทันทีเมื่อถึงวันหยุดยาว พูดเลยว่า ลงทุนครั้งเดียวก็ได้เงิน!
ทำธุรกิจในช่วงวันหยุด
การทำธุรกิจเพื่อหางานเสริมในวันหยุดนั้นมีหลายอย่างมากให้คุณเลือกว่าจะทำสิ่งใด ในยุคสมัยนี้มีหลากหลายงานโดยสามารถหาข้อมูลได้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต ไม่ต้องเดินเข้าไปหางานเหมือนแต่ก่อนให้เหนื่อย หนทางในการทำเงินช่วงวันหยุดก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
เบื้องต้นในการเริ่มทำธุรกิจจำเป็นต้องมีต้นทุน เพราะไหนจะทั้งค่าอุปกรณ์ ค่าสถานที่ และค่าโปรโมตอีก แต่ว่าในการทำธุรกิจทุกอย่างต้องมีการลงทุน จึงจะสร้างผลกำไรที่งอกงามได้ ไม่มีใครไม่ลงทุนเมื่อทำธุรกิจ มีเพียงแค่ว่าจะมากหรือน้อยก็เท่านั้น
เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว นี่คือบทความที่จะช่วยหาวิธีลดการเสียเงินด้านต้นทุน โดยเริ่มจากการหยิบอุปกรณ์และเครื่องมือที่คุณมีอยู่แล้วมาเป็นธุรกิจในช่วงวันหยุด ที่เพียงมีรถยนต์หรือรถมอเตอร์ไซค์ก็เริ่มต้นธุรกิจได้แล้ว!
5 วิธีสร้างรายได้ด้วยรถของคุณ
หลายคนอาจจะคิดไม่ถึงว่ารถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ที่ใช้อยู่ทุกวัน สามารถนำมาดัดแปลงเป็นธุรกิจสร้างผลกำไรอันงอกเงยให้คุณได้ เรามาดูกันดีกว่ามันธุรกิจอะไรบ้างที่สามารถนำรถของคุณไปใช้ได้บ้าง
1.รถรับส่งผู้โดยสาร
งานเสริมประเภทนี้นับว่าเป็นงานเสริมที่กำลังมาและมีกลุ่มลูกค้ารายใหญ่มากในประเทศไทย สามารถเห็นได้จากการผุดขึ้นของแอปรับส่งผู้โดยสารหลากหลายเจ้า ยกตัวอย่างเช่น Grab และ Bolt ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ผู้คนย่อมต้องสัญจรและใช้การเดินทางเพื่อไปทำงานในทุกวัน
การจับกลุ่มตลาดด้านการเดินทาง ที่นอกเหนือจากการเป็นแท็กซี่แล้ว ยังเลือกทางอื่น อย่างการนำรถตัวเองไปวิ่งรับผู้โดยสารในประเภทรถยนต์ส่วนบุคคล ที่ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันที่ให้บริการด้านนี้เป็นหลัก ก็จัดว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ
เพราะสิ่งที่คุณต้องเสียไปกับงานเสริมนี้คือ ค่าน้ำมันรถยนต์และเวลาของคุณ แน่นอนว่าถ้าคุณตัดสินใจแล้วว่าจะทำงานเสริมในวันหยุด ก็ต้องยอมเสียสละเวลาส่วนนี้ไป ถ้าคุณรักที่จะขับรถ ไม่อารมณ์เสียบนท้องถนนหรือโดนยั่วยุง่าย การขับรถรับส่งโดยใช้รถของคุณเองคืองานเสริมที่น่าสนใจมาก แถมยังสมัครไม่ยากด้วย
2. ส่งอาหาร สิ่งของ
วิถีชีวิตของคน สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คืออาหาร และแน่นอนว่าในวันหยุดหลายคนต้องการนอนพักร่างอยู่บนเตียงไม่ต้องขยับเขยื้อนไปไหน การสั่งอาหารเข้ามาทานภายในบ้านหรือที่อยู่ย่อมต้องดีกว่าการเตรียมพร้อมตนเองให้เดินออกไปข้างนอก
หลายคนจึงเลือกที่จะสั่งอาหารผ่านบริการเดลิเวอรี่ชื่อดัง ซึ่งเดลิเวอรี่มีชื่อเหล่านี้รับสมัครคนเกือบตลอดเวลา สมัครได้ง่ายผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชันก็พร้อมรับงานวิ่งส่งอาหารได้เลย
สิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับการทำงานเสริมนี้คือ การเตรียมรถมอเตอร์ไซค์ของคุณ และค่าน้ำมันให้พร้อม เพราะถ้าคุณบริการดีล่ะก็ คุณจะได้รับทิปเป็นของแถมอีกด้วย ผู้เขียนแอบได้ยินมาว่า ยิ่งส่งเยอะยิ่งได้ค่ารอบเยอะ!
โดยสามารถสมัครได้ง่ายผ่านแอปพลิเคชันของผู้บริการโดยตรงเลย!
3. เปิดร้านอาหารแบบฟู้ดทรัค
การเปิดร้านอาหารแบบฟู้ดทรัค แน่นอนว่าต้องใช้รถบรรทุกคันเล็ก ๆ เพื่อทำธุรกิจ บางท่านอาจมีรถบรรทุกคันเล็กไว้ใช้ในการขนส่งสินค้าอยู่ที่บ้านแล้ว นี่เป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยเพิ่มเงินและรายได้เสริมของคุณได้ง่ายขึ้น
ยิ่งในวันหยุดโดยส่วนใหญ่มักจะมีงานเทศกาลต่าง ๆ คุณสามารถใช้โอกาสนี้ในการทำรถบรรทุกที่น่ารักของคุณไปดัดแปลง ตกแต่งให้ดูสวยงาม พร้อมคิดเมนูอาหารต่าง ๆ ให้สมบูรณ์เท่านี้ก็พร้อมขายของแล้ว
แต่หากใครที่ไม่มั่นใจว่าจะทำอาหารได้อร่อย ก็อาจสอบถามคนใกล้ตัวว่ามีใครสนใจร่วมหุ้นธุรกิจชั่วคราวบ้าง อาจไปเปิดร้านอาหารตามเทศกาลต่าง ๆ หรือเช่าพื้นที่เล็ก ๆ ในส่วนกลางของห้างเพื่อเปิดร้านก็เป็นความคิดที่ไม่เลวเลยล่ะ
4. ติดโฆษณาที่รถ
ถ้าคุณคิดว่า การติดโฆษณาที่รถเป็นการทำให้รถคุณเสียภาพลักษณ์ไม่สวยงาม แต่รู้หรือไม่ว่า การติดโฆษณาครั้งหนึ่งได้เงินเป็นจำนวนมาก บอกเลยว่างานนี้ไม่จำเป็นต้องทำเฉพาะในวันหยุด เพราะคุณสามารถนำรถวิ่งไปได้ในทุก ๆ วัน แถมได้เงินค่าโฆษณาอีกด้วย
การเริ่มต้นอาจเริ่มจากการลงประกาศในกลุ่มซื้อขายป้ายโฆษณา และการลงโฆษณาต่าง ๆ หรือติดโปรโมตที่รถยนต์ของคุณยามวิ่งบนท้องถนน ให้คนสนใจและเข้ามาติดต่อ วิธีนี้นอกจากไม่ต้องเหนื่อยลงทุนและลงแรงเพิ่มให้มาก ก็เพิ่มกำไรได้รวดเร็ว
โดยเฉพาะกระแสของกลุ่มแฟนคลับศิลปิน ที่เริ่มให้ความสนใจในการติดป้ายโปรโมตตามรถยนต์ที่วิ่งตามท้องถนน นอกจากจะสร้างการมองเห็นมากแล้ว ยังกระจายไปได้ไกลทั่วกรุงอีกด้วย เลยเป็นหนึ่งในธุรกิจที่กำลังจะบูมแบบพลุแตกในช่วงนี้
5. บริการเช่ารถ
อีกหนึ่งธุรกิจน่าสนใจสำหรับคนที่มีรถมากกว่าหนึ่งคัน หรือถ้าคุณเป็นคนไม่ซีเรียสในการให้ผู้อื่นยืมรถไปขับ ก็เป็นหนึ่งธุรกิจที่น่าสนใจ ปกติแล้วในช่วงท่องเที่ยว มักจะมีการเช่ารถเกิดขึ้น การเปิดประกาศให้ผู้อื่นเช่ารถเป็นหนึ่งในหนทางที่ทำเงินได้พอสมควร
หากคุณเป็นห่วงว่าถ้ารถของคุณเป็นรอยหรืออาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา คุณสามารถเรียกการเก็บเงินประกันรถไว้ก่อนได้ หากเกิดรอยเฉี่ยวชนขึ้นก็ยึดเงินมัดจำค่าประกันรถได้เลย แถมยิ่งในช่วงที่คนต้องการเช่ารถเยอะ ราคาค่าเช่ารถตามท้องตลาดก็สูงขึ้นตาม ๆ กันไป เรียกได้ว่าไม่ต้องออกแรงให้เหนื่อย เงินก็วิ่งเข้ามาหาคุณ
แต่มีอีกวิธีหนึ่งที่สามารถเพิ่มคุณค่าให้งานเสริมของคุณ เพิ่มรายได้มากกว่าเดิม การให้บริการเช่ารถยนต์ พร้อมคนขับ ซึ่งคนขับที่ว่าอาจหมายถึงคุณเอง แต่ต้องยอมรับเลยว่าการเป็นคนขับรถเพื่อท่องเที่ยว นั้นเหนื่อยมาก เพราะต้องคอยขับไป-มา แถมบางครั้งยังต้องนอนค้างภายในรถยนต์อีก
เทคนิคการทำงานให้เกิดรายได้ในวันหยุด
วิธีการสร้างรายได้ในวันหยุด นอกจากการนำรถยนต์ของคุณไปใช้เพื่อหารายได้เสริมแล้ว ยังมีวิธีอื่น ๆ อีกที่สามารถสร้างรายได้ให้คุณได้และเริ่มต้นง่ายที่บ้านคุณ
1. ขายของออนไลน์
อีกหนึ่งธุรกิจน่าสนใจที่สามารถทำได้ แม้ไม่ใช่วันหยุด อย่างการขายของออนไลน์ ที่เริ่มต้นการนำเข้าสิ่งของเพื่อมาขายและปล่อยต่อในราคาที่เพิ่มกำไร ยิ่งหากเป็นสินค้าที่พรีออเดอร์มาจากประเทศจีน ราคาสินค้าส่วนใหญ่จะไม่แพง แถมยังคุณภาพดี สามารถนำมาเพิ่มกำไรได้ดีอีกด้วย
แต่สำหรับใครที่มองว่า การต้องนำเข้าสินค้า เป็นการเพิ่มต้นทุนของตนเอง ก็เริ่มได้ง่าย ๆ โดยหยิบจับสิ่งของรอบตัวมาขายเป็นสินค้ามือสองได้ โดยลงขายผ่านแอปและเว็บไซต์ขายของมือสอง อย่าง Kaidee ก็เป็นทางเลือกที่ดี!
2. ช่างภาพ / ขายภาพ
ใครที่มีกล้องและมีฝีมือ ก็ต้องงานรับจ็อบเป็นช่างภาพ ทั้งถ่ายงานรับปริญญา งานแต่ง งานถ่ายรูปนอกรอบ ก็ต้องโดนไป งานรับจ้างถ่ายภาพเหล่านี้ แม้จะกินพลังงานค่อนข้างหนัก แต่ต้องยอมรับเลยว่า เงินค่าจ้างบางครั้งได้เกือบถึงหลักหมื่น! ใครที่มีฝีมือและความสนใจด้านนี้ต้องห้ามพลาด
ส่วนสำหรับใครที่ไม่อยากจะออกไปถ่ายภาพตามวันหยุดให้เหนื่อย ก็สามารถนำรูปถ่ายในอดีต หรือที่มีอยู่ในคลังออกมาลงขาย เพื่อรับเงินได้เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเว็บ Shutterstock ที่มีให้ลงขายรูปภาพ และมีคนจำนวนมากสนใจไปลงขายด้วย
3. สอนออนไลน์
อีกหนึ่งทางเลือกน่าสนใจ คือการรับสอนออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นสอนภาษา สอนวิชาในหนังสือเรียนต่าง ๆ ก็ทำได้เช่นเดียวกัน โดยเด็กสมัยนี้ส่วนใหญ่นอกจากการไปสถาบันกวดวิชาแล้ว ก็มักสนใจที่เรียนตัวต่อตัวกับติวเตอร์ เพราะมองว่าเป็นความคุ้มค่าในการเรียนและได้ถามคำถามที่ตนเองสงสัยได้ดีกว่าการเรียนกับสถาบันกวดวิชาขนาดใหญ่
นี่คืออีกหนึ่งทางเลือกสำหรับใครที่มีความรู้และรักการสอน การเริ่มต้นหากลุ่มผู้เรียนก็ไม่อยาก สามารถเข้าไปดูและหางานตามกรุ๊ปในเฟซบุกได้เลยค่ะ
สรุปท้ายบทความ
การเริ่มต้นหางานเสริมในวันหยุด อาจเป็นสิ่งที่หลายคนมองหาในช่วงนี้ เพราะต้องยอมรับว่า การทำงานและหางานในช่วงนี้ค่อนข้างหายากแถมเงินที่อาจไม่คุ้มกับการลงแรงที่เสียไปสักเท่าไร
ดังนั้นการหางานเสริมเพื่อให้ตนเองมีรายได้เพิ่มขึ้นจึงเป็นทางเลือกในช่วงนี้ ยิ่งถ้าคุณสนใจว่าจะดัดแปลงรถยนต์ของคุณอย่างไรให้เป็นรายได้เสริม มาให้แอป Kaidee ของเราช่วยคุณสิคะ เรามีสิ่งของมากมายให้คุณได้เลือกสรรเลยล่ะ
Jan 15, 2021 | บทความอสังหาฯ
นอกจากการสัญญาซื้อขายที่ดินแล้ว สิ่งที่ควรรู้ไม่แพ้กันคือ “สัญญาเช่าที่ดิน” เพราะสัญญาประเภทนี้ มีความแตกต่างกับสัญญาการซื้อขายที่ดินอยู่หลายประการ เราจึงอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจเรื่องนี้ไปพร้อมๆกัน อนาคตคุณอาจจะต้องการที่ดินทำเลเหมาะๆเพื่อทำธุรกิจก็ได้ ใครจะรู้
สัญญาเช่าที่ดินคืออะไร ?
สัญญาเช่าที่ดินเป็นสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบของสัญญาตอบแทนรูปแบบหนึ่ง โดยคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย คือ ผู้เช่าและผู้ให้เช่ามีความสัมพันธ์ต่อกัน คือผู้เช่าต้องจ่ายค่าเช่า ส่วนผู้ให้เช่าต้องให้สิทธิ์ในการครอบครองที่ระบุในสัญญาเช่า
โดยกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่เช่าจะไม่โอนเป็นของผู้เช่า สัญญาเช่าจึงเป็นเพียงการตกลงเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้ประโยชน์ตามเวลาที่ตกลงเท่านั้น ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ที่เช่านั้นจะไม่ตกเป็นของผู้เช่าเด็ดขาด นอกเสียจากว่ามีการตกลงซื้อขายกันภายหลัง
ความหมายของ “ผู้เช่า” และ “ผู้ให้เช่า”
ผู้เช่า
ผู้เช่าคือ ผู้ที่มีหน้าที่จ่ายค่าเช่าตอบแทนแก่ผู้ให้เช่าตามจำนวนและเวลาที่กำหนดในสัญญาเช่า อีกทั้งผู้เช่ายังมีหน้าที่ต้องดูแลรักษาที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ตนเองเช่า และคืนการครอบครองให้ผู้ให้เช่าเมื่อครบกำหนดเวลาเช่า พร้อมปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงกันในสัญญาเช่า
ผู้ให้เช่า
ผู้ให้เช่าคือ ผู้ที่มีหน้าที่มอบสิทธิในการครอบครองให้ผู้เช่าตลอดระยะเวลาของการเช่า และสามารถกำหนดในสัญญาได้ว่าสิทธิการให้เช่านั้นเฉพาะอยู่ที่ผู้ให้เช่าเท่านั้น
ซึ่งผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์แต่เป็นใครก็ได้ที่ได้รับมอบอำนาจหรือความยินยอมจากเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ให้นำทรัพย์นั้นออกให้เช่า
ประเภทสัญญาเช่าที่ดิน
สัญญาเช่าที่ดินแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ สัญญาเช่าที่ดินระยะสั้นและสัญญาเช่าที่ดินระยะยาว
1. สัญญาเช่าที่ดินระยะยาว
สัญญาเช่าที่ดินระยะยาว คือเช่าเกินกว่า 3 ปี โดยผู้ให้เช่าและผู้เช่าต้องจดทะเบียนสัญญาเช่าที่สำนักงานที่ดิน ซึ่งการเช่าที่ดินเกิน 3 ปีจะต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กับเจ้าหน้าที่ของกรมที่ดิน ถ้าหากไม่จดทะเบียน สัญญาเช่าที่ดินฉบับดังกล่าวจะมีอายุบังคับตามกฎหมายเพียง 3 ปีเท่านั้น โดยมีประเภทของสัญญาย่อยลงไปอีก ได้แก่
– สัญญาเช่าธรรมดา
คือ ตัวสัญญาจะมีลักษณะเหมือนสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป ที่ผู้เช่าเสียแค่ค่าเช่า (ค่าตอบแทน) ต่อผู้ให้เช่า และผู้เช่าไม่สามารถโอนสิทธิในการเช่าได้ หากมีการฟ้องร้องกันจะต้องฟ้องร้องในระยะเวลาของการเช่าที่กำหนดไว้เท่านั้น
– สัญญาเช่าต่างตอบแทน
คือ สัญญาที่ผู้เช่าจะต้องเสียค่าตอบแทนอื่นๆตามตกลงกับผู้ให้เช่า เป็นการเสียอย่างอื่นเพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าเช่า และผู้เช่าสามารถโอนสัญญาเช่าไปยังทายาทได้
การทำสัญญาเช่าที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ จะต้องทำสัญญาในรูปแบบที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น การทำสัญญาจึงจะมีผลครบถ้วน และสามารถใช้ฟ้องร้องบังคับคดีได้
2. สัญญาเช่าที่ดินระยะสั้น
สัญญาเช่าที่ดินระยะสั้นเป็นสัญญาเช่าที่ดินไม่เกิน 3 ปี สามารถทำได้เองระหว่างบุคคล ไม่จำเป็นต้องไปสำนักงานที่ดิน โดยหนังสือสัญญาต้องมีรายละเอียดต่างๆตามตกลงกันอย่างครบถ้วน พร้อมลายมือชื่อของคู่สัญญา พยาน อย่างครบถ้วนจึงจะถือว่าเป็นสัญญาเช่าที่สมบูรณ์
ตัวอย่างหนังสือเช่าที่ดิน
6 องค์ประกอบสำคัญของสัญญาเช่าที่ดิน
อีกหนึ่งสิ่งที่ควรรู้ในเรื่องของสัญญาเช่าที่ดินจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากองค์ประกอบต่างๆของสัญญาเช่าที่ดิน เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่เกิดความผิดพลาดในอนาคต
1. รายละเอียดของคู่สัญญา
รายละเอียดต่างๆจะต้องลงให้ชัดเจนว่าใครคือผู้เช่าและผู้ให้เช่า พร้อมชื่อและข้อมูลต่างๆ อย่างละเอียด เช่น ชื่อนามสกุล ที่อยู่ตามบัตรประชาชน ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้ เบอร์โทรศัพท์ของตนเอง และคนที่สามารถติดต่อได้ เป็นต้น
2. รายละเอียดของสินทรัพย์ที่มีการเช่า
รายละเอียดของที่ดินจะประกอบไปด้วย ทำเลที่ตั้ง บ้านเลขที่ เลขที่โฉนด ขนาดของที่ดินที่ตกลงให้เช่า
ซึ่งถ้าเป็นการให้เช่าบางส่วนจะต้องมีการแสดงเขตพื้นที่สำหรับการเช่าให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้เช่ารู้ว่าขอบเขตที่ดินที่ตนเองใช้ประโยชน์ได้มีแค่ไหน อีกทั้งยังป้องกันความเข้าใจผิดที่จะทำให้เกิดข้อพิพาท หรือการฟ้องร้องระหว่างกันได้ในอนาคต
3. ระยะเวลาที่ให้เช่า
เพราะระยะเวลาในการเช่าที่ดินนั้นมีความเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายต่างๆ ดังนั้นการทำสัญญาเช่าที่ดินนั้นต้องใส่ระยะเวลาในการเช่าให้ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น การเช่าที่ดินระยะยาวเกิน 3 ปีต้องไปทำสัญญาต่อหน้าเจ้าหน้าที่ที่ดิน เป็นต้น
4. อัตราค่าเช่าหรือค่าตอบแทนและวิธีการชำระ
สัญญาต้องระบุค่าเช่าให้ชัดเจนแน่นอน พร้อมแจกแจงรายละเอียดด้วยว่าต้องชำระค่าเช่าเป็นจำนวนเท่าไหร่ ชำระด้วยวิธีไหน กำหนดการชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน หรือรายปี รวมไปถึงในระหว่างสัญญานั้นจะมีการขอขึ้นค่าเช่าหรือไม่ ถ้าขอขึ้นค่าเช่าจะขึ้นเป็นเท่าไหร่ ในระยะเวลาไหน
5. รายการทรัพย์สินที่ให้เช่า
รายการทรัพย์สินอาจจะเป็นสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ อย่างเช่น ต้นไม้ บ้านรวมไปถึงทรัพย์สินภายในบ้าน หรือรายการอื่น ๆ ที่อยู่ในที่ดิน ซึ่งคู่สัญญาต้องตกลงกันให้เรียบร้อยว่าผู้เช่าจะใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินในส่วนนี้ได้หรือไม่อย่างไร
6. การรับผิดของผู้เช่า
ปฏิเสธว่าการเช่าที่ดินในบางครั้ง อาจทำให้ที่ดินเกิดความเสียหายหรือชำรุดได้ ดังนั้นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายควรตกลงกันให้เรียบร้อยก่อนว่า ถ้าความเสียหายที่เกิดขึ้น สิ่งนั้นๆมีมูลค่าเท่าไหร่ และไม่ลืมระบุให้ชัดเจนลงไปในสัญญา ป้องกันการเข้าใจผิด
เกร็ดความรู้การเช่าดิน
การเช่าที่ดินของคนต่างชาติ
ชาวต่างชาติสามารถเช่าที่ดินในประเทศไทยได้ ซึ่งหลักเกณฑ์ที่ใช้จะเหมือนกับของคนไทย คือการเช่าระยะสั้นแบบไม่เกิน 3 ปี และการเช่าระยะยาวเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 30 ปี แต่ก็มีสิทธิต่ออายุอีก 30 ปีขึ้นไปได้เช่นกันและในการเช่าระยะยาวต้องยืนยันต่อหน้าเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน พร้อมเสียค่าธรรมเนียมให้เรียบร้อยด้วย
การเช่าช่วง
การเช่าช่วงเป็นการที่ผู้เช่านำอสังหาริมทรัพย์ที่ตนเองเช่าอยู่นั้นไปให้ผู้อื่นอีกที โดยต้องจัดทำสัญญาตกลงกันระหว่างผู้เช่า (ที่นำเอาอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ มาปล่อยเช่าต่อ) อีกทั้งยังต้อง ได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าหรือเจ้าของที่ดินก่อนโดยมีการตกลงอย่างชัดเจนในสัญญาเช่า
ซึ่งการเช่าช่วงเราควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ให้เช่านั้นเป็นผู้ให้เช่าตัวจริง เป็นผู้ที่ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินอย่างถูกต้อง ที่สำคัญต้องไม่ใช่การไปเช่าที่ดินมาจากผู้เช่าอีกต่อจนเป็นการเช่าช่วงโดยที่ผู้ให้เช่าตัวจริงไม่ได้รับรู้ หรือยินยอม เพราะผู้ให้เช่าที่แท้จริงสามารถฟ้องยกเลิกสัญญาได้ทันที
การร่างหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน
สำหรับสัญญาเช่าที่ดินนั้น จะต้องจัดทำขึ้นมาสองฉบับสำหรับผู้เช่าและผู้ให้เช่า โดยทั้งสองฉบับนั้นจะต้องมีเนื้อหาเหมือนกันทั้งหมด และควรจะมีข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ระบุในหนังสือสัญญาเช่าที่ดินด้วย
1. วันที่ทำสัญญา
2. สถานที่ทำสัญญา
3. ข้อมูลชื่อและที่อยู่ของผู้เช่า
4. ข้อมูลชื่อและที่อยู่ของผู้ให้เช่า
5. ข้อตกลงการเช่า
ข้อมูลของอสังหาริมทรัพย์ที่ให้เช่า ได้แก่ ที่อยู่ จำนวนพื้นที่ เลขที่โฉนด วัตถุประสงค์ในการเช่า และกิจกรรมที่จะกระทำในสถานที่เช่า ระยะเวลาที่ตกลงเช่า เงินมัดจำล่วงหน้า พร้อมระบุจำนวน วิธีชำระเงิน และกำหนดการชำระเงิน อัตราค่าเช่าและการชำระค่าเช่า ได้แก่ ผ่านทางธนาคาร การวางเช็ค หรือเงินสด ผู้เช่าตกลงจะจ่ายค่าภาษีที่ดินให้แก่ผู้เช่า ผู้เช่าตกลงว่าจะไม่ใช้ที่ดินทำการอื่นนอกเหนือจากที่ระบุในหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้ให้เช่า ผู้เช่าตกลงว่าจะไม่เช่าช่วงที่ดินที่เช่า เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้ให้เช่า ผู้เช่าตกลงจะอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ให้เช่าหรือตัวแทนผู้ให้เช่าเมื่อมาตรวจที่ดินตามระยะเวลาที่กำหนด หากผู้ให้เช่าขายที่ดินก่อนที่สัญญาเช่าจะสิ้นสุด ผู้ให้เช่าจะต้องแจ้งต่อผู้เช่าล่วงหน้าตามระยะเวลาที่กำหนด หากผู้เช่าไม่ปฏิบัติตามสัญญาข้อใดข้อหนึ่ง ผู้ให้เช่ามีสิทธิ์บอกกล่าวให้ผู้เช่าปฏิบัติตาม หรือบอกเลิกสัญญาและเรียกร้องค่าเสียหายตามสมควรได้ หากผู้เช่ามีเหตุต้องออกจากที่ดินให้เช่าไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม ผู้เช่าไม่สามารถเรียกค่าเสียหายหรือค่ารื้อถอนสิ่งก่อสร้างจากผู้ให้เช่าได้ ในวันที่ทำสัญญาเช่าที่ดิน ผู้เช่าได้ตรวจตราที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ถ้ามี) แล้วว่ามีสภาพสมบูรณ์ต่อการเช่า และได้รับการส่งมอบที่ดินให้แก่ผู้เช่าอย่างเรียบร้อย
6. ลงลายมือชื่อของผู้เช่าและผู้ให้เช่า
สรุปท้ายบทความ
ก่อนจะทำสัญญาที่ดินทุกครั้ง อย่าลืมตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารอย่างละเอียดทุกครั้ง เพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา อาจทำให้คุณต้องมานั่งปวดหัวภายหลังได้ ฉะนั้นแล้วในสัญญาควรระบุข้อตกลงให้ชัดเจนและรัดกุมกับทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เข้าใจอย่างแน่ชัดว่าต้องปฏิบัติอย่างไร ใช้ประโยชน์พื้นที่ส่วนไหนได้บ้าง เมื่อเข้าใจและเตรียมสัญญาเช่าพร้อมแล้ว เซ็นสัญญาได้เลย