รีไฟแนนซ์บ้าน คืออะไร? พร้อมเคล็ด (ไม่) ลับ ลดดอกเบี้ย ผ่อนสบาย 2568

Jun 17, 2025 | ข่าวสาร และกิจกรรม

Key Takeaways:

  • รีไฟแนนซ์บ้าน คือ การเปลี่ยนสัญญาเงินกู้เพื่อให้ได้ดอกเบี้ยหรือเงื่อนไขที่ดีกว่า ช่วยลดดอกเบี้ย ปรับงวดผ่อน หรือกู้เพิ่มได้ หากมูลค่าบ้านเพิ่มขึ้น
  • ควรตรวจสอบสัญญาเดิม เปรียบเทียบธนาคาร และเตรียมเอกสารให้พร้อมก่อนยื่น
  • ดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์เฉลี่ยปี 2568 เริ่มต้นต่ำกว่า 3% ขึ้นอยู่กับธนาคารและคุณสมบัติผู้กู้ ไม่ควรพิจารณาแค่ดอกเบี้ยปีแรก แต่ควรดู “ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี” และค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด
  • หากไม่อยากย้ายธนาคาร อาจลองเจรจากับธนาคารเดิมก่อน

การผ่อนบ้านถือเป็นภาระทางการเงินระยะยาวที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของหลายครอบครัว แต่คุณรู้หรือไม่ว่า “รีไฟแนนซ์บ้าน” อาจช่วยให้คุณลดดอกเบี้ย ประหยัดเงิน และวางแผนทางการเงินได้ดีขึ้นได้อย่างมาก ในบทความนี้ เราจะพาคุณมาทำความเข้าใจว่า รีไฟแนนซ์บ้าน คืออะไร, ทำไมถึงควรทำ และควรเริ่มต้นอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด

รีไฟแนนซ์บ้าน คืออะไร?

รีไฟแนนซ์บ้าน หรือ Refinance คือ การเปลี่ยนแปลงสัญญาเงินกู้บ้านเดิมจากธนาคารหนึ่งไปยังอีกธนาคารหนึ่ง หรือแม้แต่ภายในธนาคารเดียวกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระดอกเบี้ย ขยายระยะเวลาผ่อน หรือปรับปรุงเงื่อนไขเงินกู้ให้เหมาะสมกับสถานะทางการเงินในปัจจุบัน โดยอาจได้ดอกเบี้ยต่ำลงหรือเงื่อนไขที่ดีกว่า เช่น ฟรีค่าธรรมเนียมบางรายการ หรือได้วงเงินกู้เพิ่มกรณีบ้านมีมูลค่าสูงขึ้น

ทำไมต้องรีไฟแนนซ์บ้าน?

ทำไมต้องรีไฟแนนซ์บ้าน?

หลายคนอาจสงสัยว่า “ทำไมต้องรีไฟแนนซ์บ้าน?” ทั้งที่ผ่อนชำระมาตามปกติ คำตอบคือการรีไฟแนนซ์เป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดในการบริหารหนี้ โดยมีเหตุผลสำคัญหลายประการ ได้แก่

1. ลดภาระดอกเบี้ย

เมื่อเวลาผ่านไป สัญญาเงินกู้บ้านมักเข้าสู่ช่วง ดอกเบี้ยลอยตัว ที่สูงกว่าช่วงโปรโมชั่นแรกเริ่ม หากคุณไม่รีไฟแนนซ์ ดอกเบี้ยจะสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งส่งผลให้ยอดผ่อนรายเดือนเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น

ตัวอย่าง 

หากเงินกู้ 2 ล้านบาท ดอกเบี้ยเปลี่ยนจาก 3% เป็น 6% คุณอาจต้องจ่ายเพิ่มถึงหลักแสนตลอดอายุสัญญา

2. ปรับงวดผ่อนให้เบาลง

การรีไฟแนนซ์สามารถขยายระยะเวลาผ่อน หรือปรับโครงสร้างเงินกู้ เพื่อให้คุณมีเงินสดหมุนเวียนมากขึ้นในแต่ละเดือน โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจไม่แน่นอน

3. ขอกู้เพิ่ม (Top-up)

กรณีที่บ้านมีราคาประเมินเพิ่มขึ้น คุณสามารถรีไฟแนนซ์พร้อมขอกู้เพิ่มได้ และนำเงินส่วนนี้ไปใช้เป็นทุนธุรกิจ ปรับปรุงบ้าน หรือปิดหนี้สินอื่น ๆ ที่มีดอกเบี้ยสูง

รีไฟแนนซ์บ้าน ทำยังไง? ขั้นตอนที่ควรรู้

  1. ตรวจสอบสัญญาเดิม เช็กเงื่อนไขการยกเลิกสัญญาเก่า ดูว่ามีค่าปรับการไถ่ถอนก่อนกำหนด หรือไม่ (มักพบใน 3 ปีแรก)
  2. เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขจากหลายธนาคาร สามารถเข้าเว็บไซต์ธนาคาร หรือใช้แอปพลิเคชันเปรียบเทียบรีไฟแนนซ์ พิจารณาโปรโมชั่น เช่น ฟรีค่าประเมิน, ฟรีค่าจดจำนอง, ฟรีค่าทำสัญญา
  3. จัดเตรียมเอกสาร เอกสารหลัก ๆ ที่ใช้ ได้แก่
    • สำเนาทะเบียนบ้าน, บัตรประชาชน
    • สัญญากู้เดิม, หนังสือแสดงยอดหนี้คงเหลือ
    • เอกสารแสดงรายได้ เช่น สลิปเงินเดือน, Statement
  1. ยื่นคำขอรีไฟแนนซ์ ติดต่อธนาคารใหม่เพื่อยื่นคำขอสินเชื่อ พร้อมแนบเอกสารที่เตรียมไว้ โดยธนาคารจะตรวจสอบเครดิตและความสามารถในการชำระหนี้
  2. ชำระค่าธรรมเนียมและดำเนินการโอนหนี้ เมื่ออนุมัติเรียบร้อยแล้ว ธนาคารใหม่จะจ่ายหนี้แทนให้กับธนาคารเดิม และคุณจะเริ่มต้นสัญญาเงินกู้ใหม่กับธนาคารที่เลือก

รวม 9 อันดับธนาคารอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อรีไฟแนนซ์ อัปเดต 2568

ธนาคารอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อรีไฟแนนซ์ อัปเดต 2568

เพื่อให้การรีไฟแนนซ์บ้านของคุณคุ้มค่า ควรเปรียบเทียบดอกเบี้ยจากธนาคารต่าง ๆ อย่างละเอียด นี่คือตัวอย่างอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี (หรือโปรโมชั่นปัจจุบัน) ของธนาคารชั้นนำในไทย ณ เดือนมิถุนายน 2568

1. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)

  • ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี: ประมาณ 2.90%
  • เหมาะสำหรับลูกค้าสวัสดิการ ข้าราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ
  • ปีแรกเริ่มต้นที่ 0.99% (ในบางแคมเปญ)

ดูข้อมูลเพิ่มเติม: ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)

2. ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Bank)

  • ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี: ประมาณ 2.95%
  • ปีแรกเริ่มต้นที่ 1.59% (ในบางแคมเปญ)
  • ผ่อนสบายนานสูงสุด 35 ปี

ดูข้อมูลเพิ่มเติม: ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Bank)

3. ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP)

  • ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี: ประมาณ 3.18%
  • ให้วงเงินสูง อนุมัติไวภายใน 3-7 วันทำการ
  • โปรโมชั่นบางแคมเปญเริ่มต้นที่ 1.99%

ดูข้อมูลเพิ่มเติม: ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP)

4. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY)

  • ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี: ประมาณ 2.98–3.08%
  • จุดเด่น: โปรโมชันรีไฟแนนซ์ดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่อง และระยะผ่อนนานสูงสุด 30 ปี

ดูข้อมูลเพิ่มเติม: ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY)

5. ธนาคารกสิกรไทย (KBank)

  • ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี: ประมาณ 3.10–3.65%
  • ดอกเบี้ยปีแรกเริ่มต้นที่ 1.99%
  • เหมาะสำหรับลูกค้าที่มีวงเงินตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป

ดูข้อมูลเพิ่มเติม: ธนาคารกสิกรไทย (KBank)

6. ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB)

  • ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี: ประมาณ 3.30%
  • ดอกเบี้ยปีแรกต่ำถึง 1.90%
  • ฟรีค่าประเมิน และมีแคมเปญประกันอัคคีภัยฟรีในบางกรณี

ดูข้อมูลเพิ่มเติม: ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB)

7. ธนาคารกรุงไทย (KTB)

  • ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี: ประมาณ 3.29–4.10%
  • มีทางเลือกทั้งดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี และแบบลอยตัวหลังปีที่ 2–3
  • โปรโมชั่นบางแคมเปญเริ่มต้นที่ 1.99%

ดูข้อมูลเพิ่มเติม: ธนาคารกรุงไทย (KTB)

8. ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)

  • ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี: ประมาณ 3.49%
  • กลุ่มที่มีสวัสดิการองค์กรจะได้รับอัตราพิเศษเฉลี่ย 3.01%
  • อาจมีเงื่อนไขในการทำ MRTA เพื่อให้ได้อัตราต่ำสุด

ดูข้อมูลเพิ่มเติม: ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)

9. ธนาคารออมสิน (GSB)

  • ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี: ประมาณ 4.79% (โดยเฉลี่ย)
  • มีแคมเปญดอกเบี้ยพิเศษ 2.65% สำหรับกลุ่มลูกค้าเฉพาะ
  • วงเงินกู้สูงสุดถึง 110% ของราคาบ้าน

ดูข้อมูลเพิ่มเติม: ธนาคารออมสิน (GSB)

ข้อมูลอัตราดอกเบี้ยและโปรโมชั่นข้างต้นเป็นข้อมูลที่อัปเดตล่าสุด ณ เดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายของแต่ละธนาคาร แนะนำให้ตรวจสอบกับธนาคารโดยตรงอีกครั้งก่อนตัดสินใจ เพื่อให้มั่นใจว่าคุณได้รับเงื่อนไขที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุดในช่วงเวลาที่ยื่นขอรีไฟแนนซ์

เคล็ด (ไม่) ลับ: ไม่ควรพิจารณาแค่ดอกเบี้ยช่วงแรกเท่านั้น ให้ดู “ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี” (Effective Interest Rate – EIR) และค่าใช้จ่ายทั้งหมดก่อนตัดสินใจ อัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามแต่ละช่วงเวลา และขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของผู้กู้ เช่น รายได้ ประวัติเครดิต หรือประเภทอสังหาริมทรัพย์ที่นำมารีไฟแนนซ์

ข้อควรระวังในการรีไฟแนนซ์บ้าน

แม้ว่า รีไฟแนนซ์บ้าน จะเป็นวิธีการที่ช่วยลดดอกเบี้ยที่ดี แต่ก็มีข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ 

1. ค่าธรรมเนียมแฝง

  • ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าจดจำนอง, ค่าประเมินราคาบ้าน, ค่าธรรมเนียมทนาย
  • ตรวจสอบให้ชัดเจนว่าโปรโมชั่นของธนาคารครอบคลุมค่าธรรมเนียมใดบ้าง

2. เงื่อนไขดอกเบี้ยในระยะยาว

อย่าพิจารณาเพียงแค่ดอกเบี้ยช่วงโปรโมชั่น (เช่น ปีแรก 1.99%) แต่ควรดู Average Rate 3 ปี (MRR – x%) ด้วยว่าอยู่ในเกณฑ์คุ้มค่าหรือไม่

3. ความพร้อมด้านเครดิต

คะแนนเครดิตหรือประวัติการชำระหนี้มีผลอย่างมากต่อการอนุมัติ หากมีประวัติค้างชำระหรือภาระหนี้สูง อาจถูกปฏิเสธหรือได้ดอกเบี้ยไม่เป็นไปตามที่คาด

รีไฟแนนซ์บ้านควรทำตอนไหน?

รีไฟแนนซ์บ้านควรทำตอนไหน?

การรีไฟแนนซ์บ้านเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยลดภาระดอกเบี้ยและบริหารจัดการหนี้สินให้คุ้มค่ามากขึ้น อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรีไฟแนนซ์ก็มีผลต่อความคุ้มค่าเช่นกัน โดยคุณควรพิจารณารีไฟแนนซ์ในกรณีต่อไปนี้

  • เมื่อครบสัญญาเงินกู้เดิม 3 ปี เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับหรือค่าธรรมเนียมจากการปิดสัญญาก่อนกำหนด
  • เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับลดลง การรีไฟแนนซ์ในช่วงที่ดอกเบี้ยลดลงจะช่วยให้คุณจ่ายค่างวดน้อยลงในระยะยาว 
  • เมื่อรายได้ของคุณเพิ่มขึ้น คุณอาจเลือกปรับแผนการชำระหนี้เพื่อปิดหนี้ให้เร็วขึ้น หรือรีไฟแนนซ์เพื่อขอลดค่างวดรายเดือนให้เหมาะกับภาระรายจ่ายปัจจุบัน
  • เมื่อมูลค่าบ้านปรับตัวสูงขึ้น หากบ้านมีมูลค่าเพิ่มขึ้น คุณอาจสามารถขอกู้เพิ่มจากสินทรัพย์เดิม เพื่อนำเงินไปใช้ตามความจำเป็นอื่นๆ ได้

การเลือกเวลาที่เหมาะสมในการรีไฟแนนซ์ไม่เพียงช่วยประหยัดดอกเบี้ย แต่ยังเป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างการเงินให้เหมาะกับเป้าหมายในอนาคตอีกด้วย

เปรียบเทียบรีไฟแนนซ์ vs เจรจากับธนาคารเดิม

หากคุณไม่อยากย้ายธนาคาร การเจรจาต่อรองดอกเบี้ยกับธนาคารเดิมก็เป็นทางเลือกเช่นกัน โดยมีข้อดีคือ

  • ไม่ต้องใช้เอกสารมาก
  • ไม่เสียค่าธรรมเนียมในการย้ายหรือโอนหนี้
  • ได้อัตราดอกเบี้ยใหม่ โดยไม่ต้องโอนสินเชื่อ

ทั้งนี้ธนาคารเดิมอาจจะไม่สามารถให้ข้อเสนอที่ดีเท่ากับธนาคารคู่แข่งเสมอไป หากการต่อรองไม่เป็นผล การรีไฟแนนซ์ก็ยังเป็นตัวเลือกที่อาจจะทำให้คุณได้รับเงื่อนไขที่เหมาะสมและสามารถลดภาระดอกเบี้ยที่ไม่จำเป็นได้ในระยะยาว

การรีไฟแนนซ์บ้านให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้นเริ่มต้นจากการศึกษาและทำความเข้าใจสัญญาเงินกู้เดิมอย่างละเอียด เพื่อประเมินว่าเงื่อนไขปัจจุบันยังเหมาะสมอยู่หรือไม่ จากนั้นควรเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยจากหลายธนาคาร รวมถึงพิจารณาค่าธรรมเนียม โปรโมชั่น และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่อาจช่วยลดต้นทุนได้ นอกจากนี้ การตรวจสอบเครดิตของตนเองก็เป็นอีกขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะส่งผลต่อการอนุมัติและอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับ สุดท้ายคือการประเมินภาระผ่อนชำระในระยะยาว เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถจัดการการเงินได้อย่างยั่งยืนและไม่กระทบต่อสภาพคล่องในชีวิตประจำวัน