น้ำหอมปรับอากาศ ไอเทมสุดฮิตของคนรักกลิ่นหอมในบ้าน

Nov 21, 2024 | ไลฟ์สไตล์

น้ำหอมปรับอากาศได้กลายเป็นตัวสะท้อนอารมณ์ ความรู้สึก หรือไลฟ์สไตล์ของที่อยู่อาศัยได้อย่างชัดเจนตามลักษณะของกลิ่นที่เลือก ดังนั้นวันนี้เราจะพาไปท่องโลกของกลิ่นหอมเพื่อเตรียมความพร้อมในการเลือกน้ำหอมปรับอากาศที่ใช่สไตล์คุณ

กลิ่นหอมนั่นสามารถส่งผลต่ออารมณ์ บุคลิกภาพ หรือพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งเป็นผลจากระบบลิมบิกหรือระบบความคุมอารมณ์นั้นทำงานร่วมกันกับระบบประสาทที่ใช้ในการรับกลิ่นนั่นเอง ซึ่งมีการวิจัยว่ากลิ่นหอมในบ้านบางกลิ่นทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลาย และลดความเครียด แต่ก็มีบางกลิ่นที่ให้ความรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า สามารถทำให้สมองปลอดโปรงและเกิดความคิดสร้างสรรค์ได้ มีความเชื่อว่ากลิ่นหอมที่เลือกยังสามารถสอดคล้องกับบุคลิกอีกด้วยไม่ว่าจะเป็นทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ดังนั้นน้ำหอมปรับอากาศนอกจากจะใช้เพื่อกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ ยังถูกใช้เพื่อสร้างความรู้สึกด้านบวกอย่างการมอบความอบอุ่น แสดงความรัก ความใส่ใจ และความรู้สึกดีๆ ให้กับผู้คนรอบข้างหรือผู้ที่มาเยี่ยมเยียนบ้านเพื่อสร้างความประทับใจและประสบการณ์ดีๆ ร่วมกัน

จุดเริ่มต้นของน้ำหอมปรับอากาศ

เชื่อหรือไม่ว่าในโลกเราได้มีการเริ่มใช้น้ำหอมปรับอากาศกันมาตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณโดยเริ่มจากการเอากลิ่นธูป กลิ่นดอกไม้ และกลิ่นสมุนไพรมาใช้ในการกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ เริ่มตั้งแต่ใช้ผสมน้ำอาบ จนการทำความสะอาดพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้บริเวณนั้นๆ มีกลิ่นหอมมากขึ้น ต่อมาในช่วงยุคกลาง ได้มีการเริ่มเอาดอกไม้และสมุนไพรแห้งมาวางบริเวณบ้านเพื่อให้บ้านมีกลิ่นหอม วิธีการถูกเผยแพร่และเป็นที่นิยมในวงกว้างจนทำให้เกิดการผลิตน้ำหอมปรับอากาศครั้งแรกในช่วงศตวรรษที่ 20 นั่นเอง  และถึงแม้ว่าจะเป็นครั้งแรกที่มีการผลิตสินค้าประเภทน้ำหอมปรับอากาศออกมาในรูปแบบของการใช้เคมีแต่ผลลัพภ์กลับดีเกินคาด เรียกได้ว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่ากันเลยทีเดียว นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาวงการน้ำหอมปรับอากาศก็เริ่มมีการพัฒนาสินค้าออกมาหลากหลายรูปแบบเพื่อให้ตอบโจทย์ต่อการใช้งานในแต่ละพื้นที่การใช้งานและมีหลายกลิ่นให้เลือกซื้อกันมากขึ้น โดยในปัจจุบันมีน้ำหอมปรับอากาศที่นิยมใช้มากที่สุดแยกตามประเภทได้ดังนี้

  • สเปรย์ปรับอากาศ เป็นประเภทที่นิยมใช้มากที่สุดเพราะใช้งานง่าย หอมทันทีไม่ต้องรอนาน
  • น้ำมันหอมระเหย โดยส่วนมากจะเป็นกลิ่นหอมที่สกัดจากธรรมชาติมักใช้ร่วมกับเครื่องพ่นไอน้ำ สามารถใช้เพิ่มความชื้นและกลิ่นหอมในเวลาเดียวกัน
  • เทียนหอม นิยมใช้ที่สุดในโรงแรมหรือสปา โดยกลิ่นหอมจะส่งกลิ่นได้ชัดมากขึ้นจากการระเหยของน้ำมันเทียนและจะให้ความรู้สึกอบอุ่นในเวลาเดียวกัน
  • เจลหอม จัดเป็นอันดับต้นๆ ของน้ำหอมปรับอากาศที่มีอายุการใช้งานนานมาก มีการระเหยช้า สร้างกลิ่นหอมได้ยาวนาน
  • ก้านไม้หอม เป็นไอเทมที่นอกจากจะสามารถสร้างความหอมแล้ว ยังนิยมใช้ในการตกแต่งบ้านหรือห้องอีกด้วย
  • เนื้อไม้ เป็นการปรับจากวิถีโบราณ เดิมทีแล้วมีการใช้ไม้ที่มีกลิ่นหอมเป็นทุนเดิมในการวางตั้งไว้เพื่อสร้างกลิ่นหอม แต่ปัจจุบันสามารถใช้เนื้อไม้และแกะสลักเพื่อความสวยงามและพรมน้ำหอมกลิ่นที่ต้องการลงบนก้านไม้แทน
  • ถุงหอม เราจะได้เห็นกันมากมายตามตลาดที่มีการนำดอกไม้แห้งหลากสีใส่รวมไว้ในถุง โดยส่วนมากจะใช้สมุนไพรหรือดอกกุหลาบมาตากแห้ง ถุงหอมนิยมใช้ปรับอากาศบริเวณตู้หรือพื้นที่อับชื้นมากที่สุด

แน่นอนว่าเราสามารถใช้น้ำหอมปรับอากาศเหล่านี้ในทุกมุมของบ้าน ขึ้นอยู่กับขนาดของห้อง ลักษณะของตัวบ้าน หรือตัวตนของผู้อยู่อาศัย 

ความรู้สึกดีๆ ที่เลือกเองได้จากน้ำหอมปรับอากาศ

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่ากลิ่นหอมต่างๆ ของบ้าน นั้นสามารถเปลี่ยนอารมณ์และความรู้สึกได้ง่ายๆ แบบที่ว่าสามารถสร้างความสุข ความผ่อนคลาย ความสงบ หรือความรู้สึกสดชื่นได้เพียงแค่เลือกกลิ่นให้ถูกต้องเท่านั้นเอง ดังนั้นเราจึงรวบรวมข้อมูลกลิ่นต่างๆ ที่ส่งผลกับความรู้สึกมากถึง 15 กลิ่นมาไว้ทีนี้

  • กลิ่นดอกกุหลาบ ดอกไม้แห่งความรักและความโรแมนติกนี้จะช่วยสร้างความรู้สึกผ่อนคลายในแบบฉบับของความอ่อนโยน ได้กลิ่นอายความหรูหราจางๆ 
  • กลิ่นดอกลาเวนเดอร์ เป็นกลิ่นที่ช่วยลดความเครียดได้เป็นอย่างดี ทำให้รู้สึกผ่อนคลายแบบสะอาด
  • กลิ่นโรสแมรี่ จะช่วยกระตุ้นสมองให้รู้สึกปลอดโปร่งสดชื่น สามารถทำให้มีสมาธิในการทำงานมากยิ่งขึ้น
  • กลิ่นเปปเปอร์มินต์ กลิ่นหอมสดชื่น สร้างความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า เย็นสบาย ช่วยลดอาการปวดหัวได้ดี
  • กลิ่นยูคาลิปตัส เป็นกลิ่นที่เป็นมิตรต่อทางเดินหายใจเป็นอย่างมาก เพิ่มความสดชื่นและผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน
  • กลิ่นเลมอน สามารถเพิ่มบรรยากาศสดชื่นได้เป็นอย่างดี มักนิยมใช้ในห้องครัวหรือห้องทำงานเพื่อสร้างพลังบวก
  • กลิ่นมะลิ หนึ่งกลิ่นโปรดของใครหลายๆ คน กลิ่นมะลิจะให้ความรู้สึกอบอุ่น สบายใจ หอมละมุนสุดๆ 
  • กลิ่นดอกไม้ป่า เป็นกลิ่นกลางๆ ระหว่างความหวานกับความเท่ เพราะดอกไม้ป่าจะได้กลิ่นหอมปนความสดชื่น สมองจะรู้สึกผ่อนคลายราวกับนั่งอยู่กลางธรรมชาติเลยล่ะ
  • กลิ่นแอมเบอร์ กลิ่นฮิตในวงการโรงแรมเพราะช่วยเพิ่มความรู้สึกผ่อนคลาย ได้สงบจิตใจและกลิ่นอายความหรูหราในเวลาเดียวกัน 
  • กลิ่นดอกฟรีเซีย ความหอมหวานกับบรรยากาศที่สดใสที่ได้รับจากกลิ่นนี้จะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดูสนุกสนาน เป็นมิตร มักใช้ในห้องรับแขกหรือห้องนั่งเล่นเป็นอย่างมาก
  • กลิ่นไม้จันทร์ ความสุขุมนุ่มลึก กลิ่นหอมเย้ายวนชวนฝันจากกลิ่นนี้จะช่วยสร้างบรรยากาศที่สงบเงียบ เหมาะแก่ผู้ที่ต้องการใช้สมาธิหรือความผ่อนคลาย
  • กลิ่นซีด้าวู้ด เป็นกลิ่นธรรมชาติที่ไม่ได้ให้ความสดชื่นมากนัก แต่ให้ความรู้สึกอบอุ่น มั่นคงและปลอดภัย เหมาะแก่ผู้ที่ต้องการผ่อนคลายหรือสงบจิตใจในวันที่เครียด
  • กลิ่นสน ความรู้สึกสะอาดราวกับสูดอากาศกลางป่าธรรมชาติ ช่วยให้มีพลังที่สดใส กระตุ้นสมองให้ปลอดโปร่งมากขึ้น
  • กลิ่นวนิลลา กลิ่นหอมหวานเย้ายวน กลิ่นนี้จะช่วยสร้างความรู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลาย แต่ในขณะเดียวกันก็ซ่อนความเซ็กซี่จางๆ เอาไว้ ช่วยเพิ่มบรรยากาศโรแมนติกได้ดี
  • กลิ่นผลไม้รวม โดยส่วนมากแล้วจะมีการผสมระหว่างแอปเปิ้ลเขียว ส้ม หรือสตอเบอร์รี่ ซึ่งผลไม้เหล่านี้จะทำให้รู้สึกสนุกสนาน หวานอมเปรี้ยว ได้รับความสดชื่นและสมองปลอดโปร่งในเวลาเดียวกันนั่นเอง 

และถึงแม้ว่าจะยกตัวอย่างกลิ่นมามากมายขนาดนี้ บางกลิ่นแอดได้แอบบอกไปไว้แล้วว่าควรวางที่จุดไหนของบ้าน ซึ่งข้อดีของการวางกลิ่นต่างๆ ให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ของห้องนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะแต่ละห้องในบ้านก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้การอยู่บ้านสามารถมอบความรู้สึกผ่อนคลายแต่ในขณะเดียวกันก็แปลกใหม่ไม่จำเจ ดังนั้นแต่ละห้องควรจะใช้กลิ่นแบบไหนเพราะอะไรไปดูกันเลย

  • ห้องนอน

กลิ่นในห้องนอนควรเป็นกลิ่นหอมแบบเบาสบาย แต่ยังสามารถให้ความรู้สึกผ่อนคลายและหลับสบาย อย่างกลิ่นคาโมมายล์ กลิ่นลาเวนเดอร์ กลิ่นมะลิ หรือกลิ่นของดอกไม้อื่นๆ เพราะกลิ่นเหล่านี้จะทำให้สมองได้คลายความเหนื่อยล้าและความเครียด ทำให้คุณสามารถนอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ประเภทน้ำหอมปรับอากาศที่ควรใช้ : เทียนหอมหรือน้ำมันหอมระเหย การใช้น้ำหอมปรับอากาศประเภทนี้จะทำให้รู้สึกอบอุ่น สามารถเพิ่มความชื้นในห้องได้ดี ทำให้หลับสนิทมากขึ้น

  • ห้องนั่งเล่น

เนื่องจากห้องนั่งเล่นนั้นเป็นห้องที่รวมกิจกรรมที่ทำกับครอบครัวหรือใช้ในการรับแขก ดังนั้นกลิ่นหอมที่ควรใช้ควรเป็นกลิ่นที่อบอุ่น ผ่อนคลายแต่ก็มีความสดชื่นเล็กน้อย โดยกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศที่เหมาะสมที่สุดคือกลิ่นไม้จันทร์ กลิ่นดอกไม้ป่า กลิ่นดอกฟรีเซีย และกลิ่นแอมเบอร์เป็นกลิ่นที่จะเพิ่มพลังจากวันที่เหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี

ประเภทน้ำหอมปรับอากาศที่ควรใช้ : ก้านไม้หอมและสเปรย์ปรับอากาศนั้นเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับห้องนั่งเล่น สามารถเลือกแบบที่ตั้งเวลาการพ่นสเปรย์ได้ หรือการใช้ก้านไม้หอมเพื่อประดับตกแต่งห้องนั่งเล่นให้ดูดียิ่งขึ้น

  • ห้องน้ำ

ห้องน้ำเป็นพื้นที่ที่มีความชื้นสูงที่สุดแต่ก็มีขนาดเล็กสุดในบ้าน ดังนั้นหากเลือกน้ำหอมที่มีกลิ่นหวานละมุนอาจทำให้ห้องน้ำมีกลิ่นอับ หรือรู้สึกอึดอัดเมื่อใช้งาน กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศที่ดีที่สุดควรทำจากสมุนไพรอย่างตะไคร้ สน ยูคาลิปตัส เปปเปอร์มินต์ หรือกลุ่มซิตรัสอย่างเช่นส้ม มะกรูด 

ประเภทน้ำหอมปรับอากาศที่ควรใช้ : ควรเลือกใช้เจลหอมปรับอากาศเพราะมีกลิ่นชัดเจน สามารถให้ความหอมได้อย่างยาวนาน มีสีสันสดใสสวยงาม

  • ห้องครัว

ห้องครัวนั้นมักจะมีกลิ่นคาวของอาหารติดอยู่บ้าง ดังนั้นกลิ่นเหมาะแก่ห้องครัวควรเป็นกลิ่นหอมที่ให้ความสดชื่น แต่ก็สร้างความอยากอาหารได้ในเวลาเดียวกัน กลิ่นที่นิยมใช้กันอย่างมากจึงเป็นกลิ่นอบเชย ตะไคร้ มะนาว โรสแมรี่ และกลิ่นลูกจันทร์

ประเภทน้ำหอมปรับอากาศที่ควรใช้ : ควรไม้ไม้เนื้อหอม หรือถุงหอมวางตามจุดอับในห้องครัว บริเวณห้องครัวนั้นไม่ควรใช้กลิ่นที่แรงมากนักเพราะจะไปรบกวนกลิ่นบนจานอาหารได้ 

  • ห้องทำงาน

เป็นห้องที่ต้องใช้ทั้งสมาธิและความคิดสร้างสรรค์ในเวลาเดียวกัน ดังนั้นกลิ่นที่จะช่วยให้สมองผ่อนคลายและสามารถจดจ่อกับงานได้มากขึ้นควรใช้กลิ่นซีดาร์วู้ด เปปเปอร์มินต์ หรือกลิ่นผลไม้รวม เพื่อทำให้สมองรู้สึกโล่งและสามารถคิดงานง่ายขึ้น

ประเภทน้ำหอมปรับอากาศที่ควรใช้ : สามารถใช้ก้านไม้หอมหรือน้ำมันหอมระเหย ให้พื้นที่ทำงานรู้สึกผ่อนคลายแต่ก็ยังสวยงามด้วยสไตล์ขวดน้ำมันหรือเครื่องพ่นน้ำมันหอมระเหยที่ใช้

การเลือกใช้น้ำหอมปรับอากาศในพื้นที่ต่างๆ ของห้องนั้นสามารถสร้างประโยชน์ได้หลายอย่าง ไอเดียการเลือกน้ำหอมที่เราว่ามาทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแนวทางตัดสินใจในการเลือกกลิ่นหอมที่เหมาะสมกับผู้ใช้งานเท่านั้น แต่ถ้าใครมีกลิ่นที่ใช่อยู่แล้วก็สามารถใช้ได้เลย อย่าลืมเอามาป้ายยาแอดด้วยนะ