
ความฝันที่เกิดขึ้นในแต่ละคืน บางทีก็ให้ความรู้สึกเหมือนได้เปิดกล่องสุ่มเพื่อลุ้นตัวซีเคร็ทเหมือนกันนะ บางทีฝันที่เกิดขึ้นก็ดีจนไม่อยากตื่น บางทีก็ฝันร้ายจนอยากจะร้องไห้ออกมา หรือบางทีก็ฝันประหลาดไม่มีที่มาที่ไป
ภาพฉายที่เกิดขึ้นระหว่างหลับที่อาจจะมาจากจินตนาการ บ้างก็อิงจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง แต่ละเรื่องราวที่ทั้งดีและร้าย บางทีก็ฝันวนเรื่องเดิมซ้ำๆ บางทีก็เป็นภาพความฝันที่เกิดขึ้นแบบเลือนลางและไม่มีตอนจบ และในบางครั้งความฝันแต่ละรูปแบบนั้นไม่ว่าจะดีหรือร้ายก็ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกหลังตื่นนอนอีกด้วย บางทีก็ตื่นมาด้วยความรู้สึกดีๆ บางทีถ้าฝันร้ายก็ทำเอาเครียดไปทั้งวันเลยล่ะ
ทฤษฎีความฝันของนักวิทยาศาสตร์
เชื่อไหมว่าจริงๆ แล้วแต่ละรูปแบบของความฝันที่เกิดขึ้นนั้น แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังหาสาเหตุไม่ได้ถึงแม้จะใช้เวลาศึกษามานานมากแล้วก็ตาม แต่ก็มีทฤษฎีที่เกี่ยวของกับความฝันมาบ้างอยู่นะ โดยนักวิทยาศาสตร์หลายท่านก็ได้ออกมาพูดถึงสาเหตุต่างกันออกไป โดยเกิดจากอาการหรือความรู้สึกของเราดังนี้
- ฝันที่เกิดจากความรู้สึกหรือการกระทำที่เกิดขึ้นในแต่ละวันหรือช่วงเวลา
เป็นการกลั่นกรองความทรงจำหรือสิ่งต่างๆ ที่สมองได้เรียนรู้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา
- ฝันที่เกิดขึ้นจากจิตใต้สำนึก
เป็นความฝันที่สะท้อนความต้องการในบางอย่าง อาจจะเป็นสิ่งของ ความรู้สึก หรือความปราถนาที่จะได้รับในบางสิ่งนั่นเอง
- ฝันที่เกิดจากปัญหาสุขภาพ
ไม่ใช่การฝันเห็นลางบอกเหตุแต่อย่างใด แต่เป็นความฝันที่เกิดขึ้นจากอาการเครียดหรือมีความวิตกกังวลบางอย่าง
- ฝันที่เกิดจากสารเคมีหรือกระแสไฟฟ้าในสมองเปลี่ยนไป
หลายครั้งที่คลื่นสมองทำงานปกติจึงทำให้เกิดความฝันแปลกประหลาด หรือทำให้ความรู้สึกเหนื่อยเหมือนหลับไม่สนิทในบางครั้ง
แล้วการนอนหลับแบบไหนถึงเรียกว่าหลับสนิท ?
ต้องขอบอกก่อนเลยว่าจริงๆ แล้วการฝันนี่แหละที่เป็นตัวแสดงให้เห็นว่าเราหลับสนิท ในกลไกการทำงานของสมองยามที่เราหลับนั้นจะฉายภาพซ้ำๆ ออกมาเป็นความฝันนั่นเอง มนุษย์เราโดยเฉลี่ยใช้เวลาในการนอน 6-8 ชั่วโมง ซึ่งระยะเวลาของความฝันจะมีเพียงแค่ราวๆ 2 ชั่วโมงเท่านั้น โดยปกติแล้วมนุษย์เรานั้นนอนฝันทุกวัน เพียงแต่บางครั้งเรานั้นไม่สามารถจำความฝันของตัวเองได้หลังจากตื่นนอนยังไงล่ะ ดังนั้นการนอนแล้วไม่ฝันไม่มีอยู่จริง แต่หากคุณกำลังรู้สึกว่าไม่เคยฝันเลย นั่นอาจจะเป็นเพราะร่างกายและสมองในช่วงนั้นอ่อนล้ามากเกินไป จึงทำให้กลไกการทำงานของสั่งให้ฝันน้อยลงเพื่อให้ร่างกายของเรานั้นได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มมากขึ้น
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจลำดับขั้นตอนของการนอนและวงจรของการนอนกันก่อน ซึ่งระดับของการนอนนั้นจะแบ่งเป็น 2 ช่วงก็คือหลับธรรมดาและหลับฝัน โดยจะเกิดขึ้นเป็นปกติในทุกวัน
- ช่วงหลับธรรมดานั้นจะเกิดขึ้นโดยเริ่มจากการอาการง่วงนอน สมองของเราจะเริ่มทำงานช้าลงจนค่อยๆผล็อยหลับไป ในช่วงนี้การทำงานของร่างกายจะเริ่มช้าลงและทำให้มีการหลับลึกในเวลาต่อมา
- ช่วงหลับฝันจากต่างจากช่วงการหลับแบบธรรมดาอย่างสิ้นเชิง เพราะดวงตาเรานั้นจะเริ่มมีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจึงทำให้เราฝันในช่วงนี้นั่นเอง
ซึ่งโดยปกติแล้วสมองจะสั่งให้ร่างการทำงานสลับกันไปมาระหว่างช่วงที่หนึ่งและช่วงที่สอง ดังนั้นการที่เราฝันไม่จบ หรือฝันแล้วแต่จำความฝันไม่ได้ หรือว่าสะดุ้งตื่นกลางดึกบางครั้งหลังจากฝันนั้นก็เป็นหนึ่งในกลไกการทำงานของสมองของเรานั่นเอง ถึงแม้ว่าการนอนแล้วฝันจะไม่ใช่เรื่องแย่นัก อาจจะดีด้วยซ้ำในบางครั้ง แต่เราก็ยังต้องการหลับลึกเพื่อตื่นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นพร้อมเริ่มวันใหม่อย่างเต็มที่ใช่ไหมล่ะ ดังนั้นการหากิจกรรมทำหรือหาตัวช่วยให้หลับได้อย่างสนิทและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นก็เป็นตัวเลือกที่ดีเลยทีเดียว

10 เคล็ดลับการนอนอย่างมีประสิทธิภาพ
- หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ ชา เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หรือดื่มแอลกอฮอล์ก่อนเวลานอน 4-6 ชั่วโมง แต่ควรดื่มนมอุ่น น้ำเต้าหู้แทน เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมต่อการนอนได้มากขึ้น
- หลีกเลี่ยงอาหารมื้อหนักหรืออาหารรสจัด เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักเกินไปเพราะร่างกายใช้เวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมงในการย่อยอาหาร
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรืออยู่ใกล้กับบุคคลที่สูบบุหรี่ เนื่องจากสารนิโคตินนั้นจะคอยกระตุ้นสมองอยู่ตลอดเวลา และอาจะทำให้เราหลับไม่สนิทหรือมีอากรฝันร้ายได้
- กล้วยหอมมหัศจรรย์ นอกจากการทานกล้วยหอมก่อนนอนจะช่วยไม่ให้เราหิวกลางดึกแล้ว สิ่งที่มากับผิวของกล้วยหอมนั้นแทบจะเหมือนยานอนหลับโดยธรรมชาติ และยังสามารถช่วยลดความเครียดทำให้เราหลับสบายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 15-30 นาทีต่อวัน ซึ่งการออกกำลังกายนอกจากจะช่วยให้กล้ามเนื้อเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วยังทำให้เคมีในสมองของเราทำงานได้อย่างดีมากยิ่งขึ้นอีกด้วย และการใช้พลังงานไปกับการออกกำลังกายนั้นยังสามารถส่งผลให้สมองของเราทำงานน้อยลงในเวลานอนและทำให้เราหลับลึกมากขึ้นนั่นเอง
- ทำจิตใจให้สงบ หมั่นฝึกทำสมาธิบ่อยๆ เพื่อให้สมองได้ตกตะกอนความคิด การอยู่นิ่งๆ สักพักจะช่วยให้กระบวนการกลั่นกรองความคิดนั้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยให้สมองไม่ต้องทำงานหนักในทุกช่วงของการนอนหลับ
- ถึงแม้ในช่วงเวลาที่ร่างกายนั้นจะสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ดีที่สุดจะอยู่ในช่วง 5 ทุ่มไปจนถึงช่วงใกล้จะเช้า แต่หากคุณไม่สามารถเข้านอนในช่วงเวลาเหล่านั้นได้ อย่างน้อยก็ควรมีเวลานอนครบ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ร่างกายและสมองได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
- การสร้างบรรยากาศในการนอนนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน ควรเก็บอุปกรณ์มือถือให้มีระยะห่างจากร่างกายในเวลานอนเพื่อไม่ได้เคมีหรือคลื่นสมองได้รับการรบกวน การปิดไฟมืด หรือมีเพียงแสงไฟสลัวจะช่วยให้นอนหลับดีขึ้นกว่าการเปิดไฟ และควรปรับพัดลม หรืออุณหภูมิในห้องให้เหมาะสมต่อการนอนไม่ให้ร้อนหรือหนาวจนเกินไป
- การแช่น้ำอุ่น ในทางการแพทย์ได้ให้ความเห็นว่าการแช่น้ำอุ่นนั้นเป็นหนึ่งในตัวช่วยที่ทำให้ผู้ป่วยที่นอนหลับยากนั้นสามารถหลับได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะในช่วงเวลาที่แช่น้ำอุ่นนั้น จะทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายจากอาการเหนื่อยล้าและลดความเครียด ความกังวลได้เป็นอย่างดี เมื่อสมองได้รับการผ่อนคลายแล้วจึงทำให้หลับสนิท
- กลิ่นหอมปรับอารมณ์ ขอแค่เป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่คุณชอบ ไม่ว่าจะมาจากครีมอาบน้ำ โลชั่น น้ำหอมปรับอากาศ หรือแม้แต่การทำสปาก็สามารถช่วยให้คุณได้ผ่อนคลายและหลับง่ายกว่าที่เคย
ในบางครั้งการมีความฝันก็ไม่ได้แย่เสมอไปหรอกนะ ถึงแม้ว่าจะดีบ้าง ร้ายบ้าง แต่ความฝันที่เกิดขึ้นก็เป็นสิ่งธรรมชาติ จิตวิทยาบำบัดให้เราได้เรียนรู้บางสิ่งจากความฝัน และยังเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ให้สมองของเราได้สร้างความทรงจำต่อไป
