อยากรู้เหมือนกันใช่ไหมครับ?? ว่าทำไมกันรถหรู ๆ ที่เป็นซูเปอร์คาร์ราคามันถึงได้สูงนัก ทั้งที่ก็เป็นรถยนต์คันหนึ่งที่อาจะเป็นมีหน้าหรือรูปร่างที่ดูเท่กว่า หรูกว่ารถยนต์ทั่ว ๆ ไปแค่นั้นเอง แต่ราคากลับพุ่งทะลุ 10 ล้าน (แหม่~ ทำไปได้)
เดี๋ยวเรามารู้คำตอบไปพร้อม ๆ กันในบทความนี้ว่าเหตุผลที่แท้จริงที่มากกว่าเรื่องของดีไซน์ที่แตกต่างจากรถยนต์บ้าน ๆ ทั่วไป ที่จะส่งให้ของราคา Supercar ในไปประเทศไทยนั้นมีราคาที่สูงเกินกว่าที่ใครจะเอื้อมถึง บางคันนั้นแพงจนสามารถนำเงินไปซื้อที่หรือบ้านยังได้เลย
แล้ว Supercar มันคืออะไรกันแน่??

พูดมาขนาดนี้หลายคนคงตั้งคำถามในใจกันแล้วล่ะว่า Supercar มันคือรถประเภทไหนกันแน่?? เพราะก่อนหน้ามานี้เราไม่เคยได้ยินคำ ๆ นี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ เต็มที่เราก็จะคุ้นชินกับคำว่า “รถสปอร์ต” เสียมากกว่า
คำว่า “รถยนต์ Supercar” จริง ๆ แล้วอาจจะเพิ่งมีมาได้ยินเมื่อไม่นานนี้นี่เอง แต่จริง ๆ แล้วคำ ๆ นี้มีการใช้งานมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1966 โดยคนที่ใช้คำศัพท์นี้เป็นเจ้าแรกเลยก็คือ Lamborghini ในรุ่น Muira ซึ่งนำมาใช้กับรถยนต์ที่มีพละกำลังสูงกว่า 400 แรงม้า ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร ได้เร็วกว่า 4 วินาที และมีเครื่องยนต์ที่วางกลางขนาดมากกว่า 8 สูบขึ้นไป หรือที่เรียก ๆ กันว่า “เครื่องยนต์ V8” นั่นเอง
อะไรที่ทำให้ราคาสูงได้ขนาดนั้น

ผมว่าน่าจะพอเดาเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ราคาสูงได้ขนาดนี้กันอยู่บ้างแล้ว แค่ที่แน่ ๆ คงไม่ได้มีแค่เหตุผลเดียวอย่างแน่นอน เดี๋ยวผมจะมาขยายให้ฟังกันเลยทีละข้อ
1. ดีไซน์และการออกแบบ
ด้วยดีไซน์ที่มีความเท่เหนือรถยนต์ที่วิ่ง ๆ กันตามท้องถนน บวกเข้ากับเทคโนโลยีในการออกแบบเพื่อให้รถยนต์นั้นมีความเบาและมีแอโรไดนามิคที่ยอดเยี่ยม ทำให้รถยนต์นั้นสามารถวิ่งได้บนท้องถนนอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
อ่านเนื้อหาเรื่องแอโรไดนามิคเพิ่มเติม คลิกที่นี่
2. ระบบต่าง ๆ ของรถยนต์
อย่างที่ได้บอกไปในตอนเกริ่นช่วงแรกของบทความ คำว่า Supercar นั้นมันมาจากเรื่องของเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งทำให้ความเร็วของรถนั้นสูงตามไปด้วย ทำให้รถยนต์เหล่านี้จำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีระบบความปลอดภัยและฟังก์ชันมากมายตามไปด้วย เพื่อให้ความปลอดภัยสูงที่สุดต่อผู้ขับขี่
3. ตัวแทนจำหน่าย
ด้วยความที่รถยนต์ประเภทนี้ เป็นที่ต้องการสำหรับคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้นจริง ๆ ทำให้ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ทำให้เมื่อตัวแทนจำหน่ายนำเข้ามา ต้องบวกกำไรเข้าไปอีกจากราคารถยนต์
4. ภาพลักษณ์
อันนี้เป็นเรื่อง Brand ที่มีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์ของคนที่เลือกซื้อรถยนต์ Supercar ทำให้ผู้ผลิตหลาย ๆ ยี่ห้อที่เป็นรถหรู สามารถตั้งราคาได้สูงจนยากที่ใครจะเอื้อมถึง ซึ่งแบรนด์ที่เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในหมู่รถยนต์ประเภทนี้ อาทิเช่น
- Lamborghini
- Maserati
- Aston Martin
- Bugatti
- Porsche
5. ภาษีนำเข้า
ประเทศไทยขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องของภาษีนำเข้าที่แสนจะมหาโหด (เจ็บแปลบขึ้นมาทันที~) เพราะต้องผ่านการเก็บภาษีหลากหลายขั้นตอนเอามาก ๆ กว่าตัวแทนจำหน่ายจะมาวางจำหน่ายได้ ซึ่งยังไม่ได้รวมเข้ากับกำไรที่ทางตัวแทนแต่ละเจ้านั้นต้องการอีก
- อากรขาเข้า
เป็นภาษีอย่างแรกเลยที่ผู้นำเข้าจะต้องจ่าย โดยมีอัตราอยู่ที่ 80% ของราคา CIF (Cost Insurance and Freight หรือก็คือ ราคาสินค้า+ค่าประกัน+ค่าขนส่ง)
วิธีคำนวณ : C.I.F x อัตราอากรนำเข้า
- ภาษีสรรพสามิต
ภาษีในส่วนนี้กรมศุลกากรจะเป็นผู้ที่เรียกเก็บ พร้อม ๆ กับอากรนำเข้า ซึ่งอัตราค่าภาษีนั้นจะมีตั้งแต่ 30%-50% ตามขนาดเครื่องยนต์หรือกระบอกสูบเลยทีเดียว
วิธีคำนวณ : (C.I.F + อากรนำเข้า) x อัตราภาษีสรรพสามิตร/ 1-(1.1. x อัตราภาษีสรรพสามิตร)
- ภาษีมหาดไทย
กระทรวงมหาดไทยจะนำภาษีในส่วนนี้ไปบริหารต่อ โดยคิดอัตราภาษีที่ 10% ของภาษีสรรพสามิต เพื่อส่งต่อให้กระทรวงมหาดไทยอีกที
วิธีคำนวณ : ภาษีสรรพสามิตร x 10%
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม
หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า VAT นั่นเอง ซึ่งจะคิดภาษีเพิ่มอีก 7% ของภาษีทั้งหมดที่คิดมาก่อนหน้านี้
วิธีคำนวณ : ฐานภาษี (ราคารถ รวมกับภาษีข้อ 1-3) x อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม
จากทั้งหมดที่บอกมานั้นเป็นเหตุผลที่ทำให้ราคาสูงขึ้นเสียจนเกินราคาจริงไปมาก ซึ่งประเด็นหลัก ๆ น่าจะมาจากภาษีนำเข้าที่เรียกเก็บค่อนข้างสูงจากผู้นำเข้า จึงส่งผลเป็นอย่างมาก ทำให้จากรถราคาเริ่มต้นอาจจะแค่ 3 ล้าน กลายมาเป็น 10 ล้านได้อย่างที่เห็น ๆ กัน
เทียบราคากันให้เห็นไปเลยว่าราคาแพงกว่าต่างประเทศจริง
| ยี่ห้อ | ราคาในยุโรป | ราคาในไทย |
| Lamborghini Aventador | ราคาประมาณ 18 ล้านบาท | 40.5 ล้านบาท |
| McLaren 720s | ราคาประมาณ 9.82 ล้านบาท | 29 ล้านบาท |
| Porsche 911 GT3 | ราคาประมาณ 4.96 ล้านบาท | 24 ล้านบาท |
| Audi R8 | ราคาประมาณ 5.85 ล้านบาท | 19 ล้านบาท |
| Ferrari 488 GTB | ราคาประมาณ 8.47 ล้านบาท | 24 ล้านบาท |
Supercar นั้นก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีเสมอไป
จากที่บอกไปในตอนแรกเลยว่า Supercar นั้นมีทั้งประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ที่สูง ระบบความปลอดภัยที่เรียกได้ว่าเป็นที่สุด รวมไปถึงดีไซน์สุดล้ำที่มัดใจหนุ่ม ๆ สาว ๆ ได้ง่าย แต่คุณรู้หรือไม่ว่า Supercar จริง ๆ แล้วก็มีข้อเสียไม่ใช่น้อย แต่ในข้อเสียเหล่านี้ถ้าคนที่ชอบก็ชอบไปเลย ส่วนใครที่ไม่ชอบก็จะไม่ชอบไปเลย จะมีอะไรมาดูกัน
1. ราคาสูงเกินไป
แน่นอนว่าหากไปซื้อรถยนต์เหล่านี้ที่ต่างประเทศอาจจะทำให้คุณรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้แพงสักเท่าไรนัก แต่เรื่องภาษีที่ได้บอกไปทำให้รถยนต์ Supercar แพงมากเกินไป เพราะรวม ๆ แล้วเหมือนคุณต้องจ่ายเงินเพิ่มถึง 300% จากราคารถจริง ๆ
2. รถมีความเตี้ย
เพื่อความเร็วและสมรรถนะที่สูงทำให้ Supercar นั้นต้องทำรถให้ต่ำที่สุด ถึงแม้ว่าปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ จะมี AIR SUSPENSION (อุปกรณ์ปรับความสูงของช่วงล่าง) ติดตั้งมาให้ก็ตาม แต่มันก็ไม่สูงพอสำหรับถนนประเทศไทย ขับไปไหนมาไหนจะต้องระวังเรื่องช่วงล่างจะไปขูดกับพื้นถนนได้ (คงไม่มีใครอยากให้รถสุดที่รักเป็นรอย T T)
3. ช่วงล่างแข็งมาก
หากใครมีโอกาสได้ลองนั่งก็รู้ได้เลยว่า Supercar นั่งไม่สบายเอาเสียเลย แค่ตอนเริ่มเข้าไปนั่งก็ลำบากแล้ว ไหนจะตอนที่รถเริ่มออกตัวไปแล้วอีก รวมเข้ากับพื้นถนนของประเทศไทยเข้าไปอีก บอกเลยว่า “สั่นเป็นเจ้าเข้า!!” ถ้าใครที่รักความสบายระหว่างขับขี่แล้วล่ะก็ ลืมไปได้เลยไม่ต้องหาซื้อ
4. ค่าบำรุงรักษา
ด้วยรถยนต์ราคาที่สูง สิ่งที่ต้องตามมาเลยก็คือ ค่าบำรุงรักษาสุดแพง เพราะบางยี่ห้อนั้นไม่มีศูนย์ซ่อมอยู่ในประเทศไทย การซ่อมหนึ่งครั้ง อาจจะต้องส่งรถยนต์ของไปถึงต่างประเทศ นอกจากจะเสียเงินเยอะแล้ว ยังใช้เวลาค่อนข้างนานกว่ารถจะซ่อมเสร็จอีกด้วย
ส่วนใครที่อยากจะลองเป็นเจ้าของรถยนต์หรู รถยนต์สปอร์ต หรือแม้กระทั่งรถยนต์อย่าง Supercar ลองเข้ามาเลือกซื้อกันดูได้ที่ Kaidee Auto ที่มีผู้ขายมากมาย แถมติดต่อได้กับผู้ขายโดยตรง นัดดูรถยนต์ก่อนทำสัญญา ไม่ต้องกลัวโดนโกง!!
